ก่อนอ่าน: ท่านอยู่ในสถานการณ์ใด
เรื่องจะหย่าอย่างไร แบ่งสินสมรสอย่างไร และหลักที่ศาลใช้ชี้ว่าใครควรได้อำนาจปกครอง อยู่ในคู่มือฟ้องหย่าและสิทธิเลี้ยงดูบุตร แล้ว คู่มือนี้เขียนเรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากนั้น และเรื่องของพ่อแม่ที่ ไม่เคยจดทะเบียนสมรสกัน — อีกฝ่ายหยุดจ่าย ตัวเลขที่ตกลงไว้ไม่พอแล้ว ฝ่ายพ่อยังไม่มีสถานะในตัวลูก อีกฝ่ายพาลูกไป หรือกำลังจะเซ็นข้อตกลงที่อำเภอ
⚠️ คำเตือนสำคัญที่สุดของคู่มือนี้: บันทึกหรือข้อตกลงที่ทำไว้ต่อพนักงานทะเบียนที่อำเภอ ไม่ว่าจะเป็นบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าหรือบันทึกถ้อยคำทั่วไป ก็ไม่ใช่คำพิพากษาหรือคำสั่งศาล เอกสารเหล่านี้จะผูกพันกันในฐานะข้อตกลงหรือไม่ ต้องดูชนิดและถ้อยคำเป็นรายฉบับ (ดูหัวข้อ 5) แต่ไม่ว่าจะเป็นชนิดใด ก็ไม่ใช่เอกสารที่นำไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนอีกฝ่ายได้ทันทีเหมือนหมายศาล โดยทั่วไปต้องขึ้นศาลก่อน — คนจำนวนมากรู้ข้อนี้ตอนที่อีกฝ่ายหยุดจ่ายไปแล้วสองปี
1. อีกฝ่ายไม่จ่าย — ทำอะไรได้จริง
เริ่มจากเช็คว่าท่านถืออะไรอยู่ ถ้าไม่มีเอกสารเลยหรือมีแค่บันทึกที่ทำไว้ที่อำเภอ (ซึ่งมีหลายชนิดและผลไม่เท่ากัน ดูหัวข้อ 5) งานลำดับแรกคือ ทำให้เรื่องมีสภาพบังคับ ไม่ใช่การไล่ทวง
ถ้าไม่มีเอกสารเลย ต้องเข้าใจให้ตรงว่าท่านไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ข้อตกลงปากเปล่า แชต และหลักฐานการโอนเงิน ยังไม่ใช่เอกสารที่นำไปยึดหรืออายัดทรัพย์ได้ทันที เพราะการบังคับคดีต้องอาศัยคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล แต่อาจมีผลเป็นข้อตกลงและใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อความและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี จึงต้องเก็บรักษาไว้ให้ครบ อย่าลบทิ้ง และให้เก็บบทสนทนาต่อเนื่อง ไม่ใช่ภาพหน้าจอเดี่ยว ๆ ซึ่งถูกโต้แย้งได้ง่ายว่าตัดตอน ระหว่างนั้นให้ทำตารางว่าเดือนไหนควรได้เท่าไร ได้จริงเท่าไร แนบสลิปไว้ด้วย
ที่ไม่ควรทำคือตัดการติดต่อระหว่างลูกกับอีกฝ่ายเพื่อกดดัน เพราะมักย้อนมาทำร้ายรูปคดีของท่าน เว้นแต่มีเหตุด้านความปลอดภัยของบุตร ซึ่งต้องรีบปรึกษาทนายความและแจ้งเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เงียบ ๆ ตัดการติดต่อเอง
เมื่อมีคำพิพากษาแล้วแต่ยังไม่ได้เงิน ลำดับพื้นฐานคือขอหมายบังคับคดี → สืบทรัพย์ว่าอีกฝ่ายมีเงินได้และทรัพย์สินอะไรในชื่อตน → อายัดหรือยึด จุดที่ทำให้แพ้ทั้งที่ชนะคดีคือขั้นสืบทรัพย์ ไม่ใช่ขั้นฟ้อง กลไกส่วนนี้อยู่ในคู่มือทวงหนี้และบังคับคดี แล้ว และการบังคับคดีมีกรอบเวลาของมันเอง อย่าปล่อยคำพิพากษาทิ้งไว้หลายปี
แต่คดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไม่ได้มีเพียงสืบทรัพย์–ยึด–อายัดแบบหนี้ทั่วไป จุดที่คนมักไม่รู้คือกฎหมายครอบครัวมีมาตรการบังคับเป็นการเฉพาะ ตาม มาตรา 162 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว ซึ่งเปิดทางให้ศาลใช้เครื่องมือที่ตรงกับปัญหา "มีคำสั่งแล้วแต่ยังไม่ยอมจ่าย" มากกว่าการสืบทรัพย์อย่างเดียว ได้แก่
- สั่งให้ผู้มีหน้าที่จ่ายวางเงินต่อศาล เพื่อให้มีเงินอยู่ในระบบจริง ไม่ใช่คำสัญญาว่าจะจ่าย
- สั่งอายัดเงินได้ประจำผ่านนายจ้างหรือผู้จ่ายเงิน ให้หักส่งตามคำสั่งศาล ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้ผลที่สุดกับผู้มีรายได้ประจำ
- เรียกตัวมาสอบถามและตักเตือน ให้ชี้แจงต่อหน้าศาลว่าเหตุใดจึงไม่ปฏิบัติตาม
- ถ้ายังไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจออกหมายจับและสั่งกักขังได้ ครั้งละไม่เกิน 15 วัน เพื่อบีบให้ปฏิบัติตามคำสั่ง
ต้องเข้าใจให้ตรง: มาตรการข้างต้นเป็นดุลพินิจของศาลเยาวชนและครอบครัวที่จะใช้เมื่อเห็นสมควร ไม่ใช่สิ่งที่คู่ความหยิบไปใช้เองได้ และเป็น มาตรการบังคับตามกฎหมายครอบครัวเพื่อให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ไม่ใช่การถูกพิพากษาว่ามีความผิดอาญา และไม่ใช่โทษตามคำพิพากษาคดีอาญา คนละเรื่องกับข้อกล่าวหาความผิดฐานทอดทิ้งซึ่งมีองค์ประกอบและกระบวนการของตัวเองต่างหาก ในทางกลับกัน ฝ่ายที่ค้างจ่ายก็ไม่ควรประมาทว่า "อย่างมากก็แค่ถูกยึดทรัพย์" เพราะการเพิกเฉยต่อคำสั่งศาลโดยไม่มีเหตุผลที่รับฟังได้ มีผลถึงตัวบุคคลได้จริง
ข้อที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด: การอายัดเงินเดือนเพื่อชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร กรมบังคับคดีถือเป็น กรณีพิเศษ ไม่ได้ใช้เกณฑ์เดียวกับหนี้ทั่วไป อย่านำตัวเลขยกเว้นหรือเพดานจากคดีบัตรเครดิตหรือสินเชื่อมาเทียบ เพราะคนละหลักเกณฑ์กัน กรณีของท่านอายัดได้เท่าใดต้องดูจากประเภทเงินได้และรูปคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือทนายตรวจก่อน
"ไม่จ่ายแล้วติดคุกไหม" — สามเรื่องที่คนละเรื่องกัน
การค้างจ่ายค่าเลี้ยงดู ไม่ได้กลายเป็นคดีอาญาโดยอัตโนมัติ ที่ปนกันในความเข้าใจของคนทั่วไปคือ
- การบังคับคดีแพ่ง — ช่องทางหลักที่ทำให้ได้เงินจริง ไม่เกี่ยวกับการจำคุก
- มาตรการบังคับเมื่อไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลครอบครัว — ถ้ามีคำสั่งศาลแล้วอีกฝ่ายจงใจไม่ปฏิบัติตาม ศาลอาจใช้มาตรการตามมาตรา 162 แห่ง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ข้างต้นได้ตามที่เห็นสมควร ตั้งแต่สั่งวางเงินและอายัดรายได้ประจำ ไปจนถึงออกหมายจับและสั่งกักขังครั้งละไม่เกิน 15 วัน — ย้ำอีกครั้งว่านี่คือการบังคับให้ทำตามคำสั่ง ไม่ใช่การถูกพิพากษาว่ามีความผิดอาญา
- ความผิดฐานทอดทิ้ง — ความผิดอาญาที่มีองค์ประกอบของมันเอง และกฎหมายแยกไว้เป็นสองฐาน ไม่ใช่ฐานเดียวรวม ๆ ว่า "ทอดทิ้งจนเป็นอันตราย"
สองฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาที่ต้องแยกจากกัน
| ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 306 | ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 307 | |
|---|---|---|
| ตัวผู้ถูกทอดทิ้ง | เด็กอายุไม่เกินเก้าปี | ผู้ซึ่งพึ่งตนเองมิได้ เพราะอายุ ความเจ็บป่วย กายพิการ หรือจิตพิการ |
| ตัวผู้กระทำ | ผู้ใดก็ได้ ไม่จำกัดเฉพาะผู้มีหน้าที่ดูแล | ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญาต้องดูแลผู้นั้น |
| ลักษณะการกระทำ | ทอดทิ้งเด็กไว้ ณ ที่ใด เพื่อให้เด็กนั้นพ้นไปเสียจากตน โดยประการที่ทำให้เด็กนั้นปราศจากผู้ดูแล | ทอดทิ้งโดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต |
การค้างเงินรายเดือนเพียงอย่างเดียว ยังไม่ครบองค์ประกอบทั้งสองฐาน เพราะฐานหนึ่งต้องมีการทอดทิ้งเด็กไว้ ณ ที่ใดเพื่อให้เด็กพ้นไปเสียจากตน จนเด็กปราศจากผู้ดูแลจริง ส่วนอีกฐานต้องเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลและทอดทิ้งในลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิต ตราบใดที่เด็กยังอยู่ในความดูแลของอีกฝ่ายตามปกติ การไม่โอนเงินตามที่ตกลงจึงเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากันด้วยการบังคับตามคำสั่งศาล ไม่ใช่การไปแจ้งความให้ดำเนินคดีอาญาแล้วจะได้เงิน
ส่วน เงินที่ค้างมาหลายปีจะเรียกย้อนหลังได้แค่ไหน คู่มือนี้ไม่ระบุกรอบเวลา เพราะขึ้นกับว่าท่านถือคำพิพากษาหรือไม่ เงินแต่ละงวดถึงกำหนดเมื่อใด และมีการรับสภาพหรือชำระบางส่วนหรือเปล่า ที่แน่คือยิ่งช้ายิ่งเสียเปรียบ
2. ขอเพิ่ม ขอลด และข้อตกลงที่ตัดสิทธิเด็ก
ตัวเลขค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้ล็อกตายตลอดชีวิต เมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ค่าเล่าเรียนสูงขึ้นชัดเจน บุตรเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือรายได้ของผู้จ่ายเปลี่ยนไปจริงโดยไม่ใช่การจงใจทำให้ตัวเองไม่มีรายได้ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องขอให้ศาลพิจารณาใหม่ได้ แต่ต้องมี หลักฐานของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ความรู้สึกว่าไม่พอ ส่วนหน้าที่นี้สิ้นสุดเมื่อใด อย่าคาดเดา ให้เขียนไว้ในเอกสารตั้งแต่ต้น แต่พึงเข้าใจว่าวันสิ้นสุดที่ผู้ใหญ่ตกลงกันเองไม่ได้ตัดสิทธิของบุตรอย่างเด็ดขาด หากขัดกับประโยชน์ของบุตร ศาลยังพิจารณาใหม่ได้
ข้อตกลงที่เขียนว่า "ยกลูกไปเลย อีกฝ่ายไม่ต้องจ่ายและไม่ต้องมายุ่ง" อาจไม่ผูกพันอย่างที่เข้าใจ ค่าอุปการะเลี้ยงดูคุ้มครองประโยชน์ของบุตร ไม่ใช่สิทธิที่ผู้ใหญ่สองคนจะยกให้กันจนหมดได้ ข้อตกลงที่ตัดสิทธิในอนาคตจึงอาจไม่ผูกพันตัวบุตรหรือศาล ฝ่ายที่เชื่อว่าเซ็นแล้วจบ จึงอาจถูกเรียกอีกในภายหลัง
3. พ่อแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน
โดยหลัก บุตรที่เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดา และมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ส่วนฝ่ายบิดา แม้เป็นพ่อแท้ ๆ และให้ลูกใช้นามสกุลตัวเอง ก็ยังไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายจนกว่าจะทำให้ถูกต้อง ชื่อบิดาในสูติบัตรเป็นการบันทึกข้อเท็จจริง ไม่ทำให้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายโดยอัตโนมัติ ซึ่งกระทบทั้งอำนาจปกครอง การเรียกร้องแทนบุตร และการอ้างสิทธิในฐานะบิดาต่อบุคคลภายนอก
ข้อยกเว้นสำคัญเรื่องมรดก ที่ต้องแยกออกจากเรื่องอำนาจปกครอง ในเรื่องมรดก เด็กที่บิดารับรองโดยพฤตินัย — เช่น ให้ใช้นามสกุล ส่งเสียเลี้ยงดู หรือแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่าเป็นบุตรของตน ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี — อาจมีสิทธิรับมรดกจากบิดาได้ตามมาตรา 1627 แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตรก็ตาม แต่ไม่ได้ทำให้บิดามีสิทธิรับมรดกของเด็กในฐานะทายาทโดยธรรมในทางกลับกัน พูดง่าย ๆ คือทางฝั่งเด็กอาจมีช่องอยู่ ส่วนฝ่ายบิดาที่ยังไม่ได้ทำให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย จะอ้างสิทธิรับมรดกของเด็กในฐานะทายาทโดยธรรมไม่ได้ นี่เป็นอีกเหตุผลที่ไม่ควรปล่อยเรื่องสถานะค้างไว้
สามทางที่ทำให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา
- บิดามารดาจดทะเบียนสมรสกันภายหลัง
- จดทะเบียนรับรองบุตรที่อำเภอ — เร็วและไม่ต้องขึ้นศาล แต่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับ ความยินยอมของเด็กและของมารดา ตามเงื่อนไข ถ้าฝ่ายใดไม่ให้ความยินยอม หรืออยู่ในสภาพที่ให้ความยินยอมไม่ได้ เจ้าพนักงานจะรับจดให้ไม่ได้ ต้องอาศัยคำพิพากษาของศาลแทน
- คำพิพากษาของศาล — ช้ากว่า แต่เดินได้แม้อีกฝ่ายไม่ร่วมมือ โดยผลตรวจ DNA มักเป็นพยานหลักฐานสำคัญ
ฝั่งแม่ — หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูของฝ่ายบิดาผูกกับการเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เรื่องรับเด็กเป็นบุตรกับเรื่องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงมักทำควบคู่กัน
ฝั่งพ่อ — ความจริงอยู่ตรงกลาง ระหว่างคำบอกเล่าที่ว่า "ไม่มีสิทธิอะไรเลย" กับความเข้าใจว่า "เป็นพ่อแท้ ๆ ก็ต้องมีสิทธิสิ" สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือ ตราบใดที่ยังไม่ได้ทำให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายพ่อ ยังไม่มีอำนาจปกครองหรือสิทธิติดต่อกับบุตรในฐานะบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายโดยอัตโนมัติ สิ่งที่มีอยู่คือ สิทธิที่จะใช้กระบวนการ — มีสิทธิยื่นขอจดทะเบียนรับรองบุตรหรือฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และอาจขอให้ศาลกำหนดอำนาจปกครองหรือการติดต่อกับบุตรในกระบวนการเดียวกันได้ ดังนั้น ลำดับขั้นคือหัวใจ — การจัดการสถานะเป็นก้าวแรกเสมอ และเมื่อสถานะเกิดขึ้นแล้ว จึงจะมีฐานให้ตกลงกันหรือขอให้ศาลกำหนดเรื่องอำนาจปกครองและการพบบุตรได้ พร้อมกันนั้นหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรก็เกิดขึ้นกับฝ่ายพ่อด้วย
4. อีกฝ่ายพาลูกไป ไม่ยอมส่งคืน
ถ้าพ่อและแม่ยังมีอำนาจปกครองร่วมกัน การที่ฝ่ายหนึ่งพาบุตรไปอยู่ด้วยมักไม่ใช่เรื่องที่ตำรวจจะดำเนินคดีให้ทันที เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิในตัวบุตร คำตอบที่โรงพักว่า "ให้ไปฟ้องศาล" ฟังดูเหมือนถูกปัด แต่ในทางกฎหมายตรงเรื่อง ช่องทางที่ทำงานจริงคือศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อให้ศาลกำหนดว่าใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ที่อยู่ของบุตร และการพบและการติดต่อ
ทั้งนี้ ถ้าพ่อแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันและยังไม่ได้ทำให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดา มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่ผู้เดียว กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่ทั้งสองฝ่ายมีอำนาจปกครองร่วมกันอย่างข้างต้น และควรให้ทนายความประเมินเป็นรายกรณีว่าจะใช้ช่องทางศาลเยาวชนและครอบครัวหรือช่องทางอื่นควบคู่กัน ส่วน ความรุนแรงในครอบครัว เป็นคนละเรื่อง ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
ถ้าบุตรถูกพาออกนอกประเทศ ไทยเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยลักษณะทางแพ่งในการลักพาเด็กข้ามชาติ โดย สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานกลางของไทย ที่รับเรื่องตามอนุสัญญา แต่ต้องเข้าใจให้ตรงว่า ไม่ได้แปลว่าทุกประเทศต้องส่งเด็กกลับโดยอัตโนมัติ ก่อนตั้งความหวัง ให้ตรวจก่อนว่าประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญาหรือไม่ และ มีความสัมพันธ์ตามอนุสัญญากับไทยแล้วหรือยัง เพราะบางประเทศเป็นภาคีก็จริงแต่ยังไม่มีผลผูกพันระหว่างกันกับไทย ซึ่งทำให้ใช้กลไกนี้กับประเทศนั้นไม่ได้ และแม้จะใช้ได้ แต่ละคำร้องยังต้องผ่านกระบวนการในประเทศนั้นอีกชั้น อ่านต่อที่คู่มือหย่ากับชาวต่างชาติในไทย
5. บันทึกที่อำเภอ กับคำสั่งศาล ต่างกันตรงไหน
ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกว่า "เอกสารที่อำเภอ" ที่ท่านถืออยู่เป็นชนิดไหน เพราะคนมักเรียกรวมกันหมดว่า "บันทึกที่อำเภอ" ทั้งที่ผลทางกฎหมายไม่เท่ากัน
- (ก) บันทึกท้ายทะเบียนการหย่า — ทำพร้อมกับการจดทะเบียนหย่าโดยความยินยอม มีสถานะเป็น ข้อตกลงประกอบการหย่า ซึ่งกำหนดได้ว่าใครเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร และฝ่ายใดต้องออกค่าอุปการะเลี้ยงดูเท่าใด นี่คือเอกสารที่หนักแน่นที่สุดในบรรดาเอกสารที่ทำกันที่อำเภอ และเป็นตัวตั้งต้นที่ดีเมื่อต้องนำเรื่องขึ้นศาล
- (ข) บันทึกถ้อยคำหรือข้อตกลงทั่วไปที่ทำไว้ที่อำเภอ — เช่น บันทึกที่ไปให้ถ้อยคำกันไว้หลังทะเลาะกัน หรือหนังสือที่เขียนกันเองแล้วนำไปให้เจ้าหน้าที่รับรู้ ต้องตรวจเนื้อหาและเจตนาเป็นรายฉบับ ไม่ใช่ทุกฉบับจะเป็นสัญญาที่สมบูรณ์ บางฉบับเป็นเพียงบันทึกว่ามีการมาให้ถ้อยคำไว้เท่านั้น อย่าเพิ่งเชื่อว่าถือกระดาษที่มีตราครุฑแล้วจะบังคับได้เหมือนกันหมด
- (ค) กรณีพ่อแม่ที่ไม่เคยจดทะเบียนสมรสกัน — ข้อตกลงส่วนตัวหรือบันทึกที่ทำกันเอง ไม่ทำให้ฝ่ายพ่อเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือมีอำนาจปกครองขึ้นมาเอง แม้ในบันทึกจะเขียนไว้ชัดว่าทั้งสองฝ่ายตกลงให้ฝ่ายพ่อมีอำนาจปกครองร่วมก็ตาม เรื่องสถานะต้องผ่านกระบวนการรับรองบุตรตามหัวข้อ 3 ต่างหาก ซึ่งการจดทะเบียนรับรองบุตรก็ทำที่อำเภอได้เช่นกัน คนละอย่างกับบันทึกข้อตกลงตาม (ก) และ (ข)
| บันทึก/ข้อตกลงที่ทำต่อพนักงานทะเบียนที่อำเภอ | คำพิพากษา / คำพิพากษาตามยอม | |
|---|---|---|
| ความเร็ว | ทำได้ในวันเดียวถ้าตกลงกันได้ | ช้ากว่า ต้องผ่านศาล |
| ต้องให้อีกฝ่ายยินยอมไหม | ต้องยินยอมทั้งสองฝ่าย | ไม่จำเป็นเสมอไป ศาลชี้ขาดได้ |
| เมื่ออีกฝ่ายผิดข้อตกลง | โดยทั่วไปต้องขึ้นศาลก่อน | ขอหมายบังคับคดีได้ และศาลอาจใช้มาตรการตามมาตรา 162 แห่ง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ เพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร |
| ผลต่อสถานะบุตรของฝ่ายพ่อที่ไม่ได้สมรส | บันทึกหรือข้อตกลงที่อำเภอไม่ทำให้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องจดทะเบียนรับรองบุตรตามหัวข้อ 3 ต่างหาก ซึ่งจดที่อำเภอได้เช่นกัน | ศาลพิพากษาให้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ |
| ความรัดกุมของถ้อยคำ | ขึ้นกับคนเขียน มักสั้นไป | ผ่านการตรวจของศาล |
ทางที่ดีที่สุดสำหรับหลายครอบครัวไม่ใช่ "อำเภอ หรือ ศาล" แต่คือตกลงกันให้ได้ก่อน แล้วทำให้ข้อตกลงนั้นมีสภาพบังคับผ่านศาล
ถ้าจะเซ็นที่อำเภอ อย่างน้อยต้องเขียนให้ครบว่าใครใช้อำนาจปกครองและเป็นแบบฝ่ายเดียวหรือร่วมกัน บุตรอยู่กับใครเป็นหลัก จำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูพร้อมวันจ่ายและช่องทางที่ตรวจย้อนหลังได้ ค่าใช้จ่ายที่แยกจากรายเดือน หน้าที่นี้สิ้นสุดเมื่อใด และตารางการพบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือประโยคว่า "ฝ่ายชายจะส่งเสียบุตรตามสมควร" ซึ่งแทบไม่คุ้มครองอะไรเลยในวันที่เกิดข้อพิพาท
สรุป
ข้อพิพาทเรื่องสถานะบุตร อำนาจปกครอง การติดต่อ และค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยหลักเป็นคดีครอบครัวในศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งให้น้ำหนักกับการไกล่เกลี่ยมาก ส่วนข้อกล่าวหาความผิดอาญาฐานทอดทิ้งต้องพิจารณาเขตอำนาจและกระบวนการอาญาแยกต่างหาก ไม่ใช่เรื่องที่พ่วงไปกับคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยอัตโนมัติ และไม่ใช่ไพ่ที่หยิบมาใช้กดดันได้ลอย ๆ
สิ่งที่ควรเตรียมใจคือ ในเรื่องอำนาจปกครองและการติดต่อ ศาลคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ ส่วนการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลพิจารณาความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องจ่าย ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณีด้วย ท่านจึงควรเตรียมทั้งเรื่องของลูก เช่น ใครดูแลจริงในแต่ละวัน โรงเรียน สุขภาพ และเรื่องตัวเลข เช่น รายได้และภาระของแต่ละฝ่าย มาพร้อมกัน และหลักที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ในคู่มือนี้คือ เอกสารชนะความรู้สึกเสมอ
ถ้าติดที่ทุนดำเนินคดี อย่าเพิ่งถอย ผู้ที่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอยื่นขอรับความช่วยเหลือจาก กองทุนยุติธรรม ได้ที่ สำนักงานยุติธรรมจังหวัด ในพื้นที่ ซึ่งช่วยได้โดยตรงทั้งค่าจ้างทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล และค่าใช้จ่ายอื่นในการดำเนินคดี ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกคำขอจะได้รับอนุมัติ เพราะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาทั้งเรื่องฐานะและรูปคดี แต่เป็นช่องทางที่ควรถามก่อนตัดใจว่าสู้ไม่ไหว โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับสิทธิของเด็กโดยตรง
ทีมคดีครอบครัวของเรารับปรึกษาเบื้องต้นเพื่อประเมินว่ากรณีของท่านอยู่ขั้นไหน โทร 092-254-2045 หรือเล่าเรื่องมาที่ ติดต่อเรา — เรารักษาความลับ
อ่านต่อ
- ฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรส
- หย่ากับชาวต่างชาติในไทย
- ทวงหนี้ ฟ้องลูกหนี้ และบังคับคดี
- ค่าทนายความและขอบเขตงาน
คู่มือนี้จัดทำโดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในขอนแก่น ก่อตั้ง พ.ศ. 2529 เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย ผลขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละครอบครัว ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการ