การส่งเสริมคุ้มครองบริษัท ไม่ได้คุ้มครองพวกท่านจากกันเอง
คำแนะนำเรื่องการส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่เขียนขึ้นสำหรับบริษัทแม่ต่างชาติรายเดียวที่มาตั้งบริษัทลูก แต่นั่นไม่ใช่หน้าตาของกิจการผลิตและเทคโนโลยีที่เข้ามาไทยจริง ๆ
หน้าตาจริงคือ ผู้ก่อตั้งต่างชาติสอง สาม หรือสี่คน — บ่อยครั้งคนละสัญชาติ บ่อยครั้งคนหนึ่งเอาเทคโนโลยีมาลงและที่เหลือเอาเงินมาลง — ที่ตกลงกันเรื่องธุรกิจแล้ว แต่ยังไม่ได้ตกลงเรื่องโครงสร้างหุ้น
คู่มือนี้ว่าด้วยเรื่องนั้นเรื่องเดียว คือการตัดสินใจเรื่องหุ้นและการกำกับดูแลที่กิจการซึ่งมีผู้ก่อตั้งหลายคนต้องจัดการ และข้อไหนที่กลายเป็นย้อนกลับไม่ได้
ระดับสิทธิประโยชน์ ประเภทกิจการที่ได้รับการส่งเสริม และขั้นตอนการยื่น อยู่ในคู่มือนักลงทุนต่างชาติ ครบแล้ว หน้านี้ไม่กล่าวซ้ำ
คู่มือนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย คุณสมบัติ ทุน และเงื่อนไขสิทธิประโยชน์เป็นไปตามนโยบายและเปลี่ยนแปลงได้
1. การส่งเสริมครอบคลุมอะไร และปล่อยอะไรไว้ให้ท่านทั้งหมด
ครอบคลุม ตัวบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมและกิจกรรมที่ประกอบ ใครถือหุ้นได้ และสิทธิประโยชน์ที่ผูกกับกิจกรรมนั้น
ไม่พูดถึงเลย
- ผู้ก่อตั้งแบ่งอำนาจควบคุมกันอย่างไร
- ถ้าผู้ก่อตั้งคนหนึ่งหยุดใส่เงินจะเป็นอย่างไร
- ใครได้เทคโนโลยีไปถ้ากิจการเลิก
- ผู้ก่อตั้งขายหุ้นให้คู่แข่งได้หรือไม่
- ถ้าผู้ก่อตั้งสองคนถือเท่ากันแล้วตกลงกันไม่ได้ จะตัดสินอย่างไร
- ผู้ก่อตั้งที่ออกไปได้อะไร และคิดมูลค่าอย่างไร
ถ้าไม่ได้เขียนไว้ก็ใช้หลักทั่วไป ซึ่งแทบไม่เคยตรงกับที่ใครคิดไว้ และเป็นจุดยืนที่ท่านจะต้องเถียงจากตรงนั้นในจังหวะที่แย่ที่สุด
2. คำถามที่ตารางเวลาบังคับให้ตอบ
กระบวนการเองจะดึงการตัดสินใจออกมาจากท่าน ไม่ว่าผู้ก่อตั้งจะเคยคุยกันหรือไม่ ดีกว่าที่จะตัดสินใจอย่างตั้งใจล่วงหน้าสามสัปดาห์ แทนที่จะตัดสินใจใต้แรงกดดันของกำหนดยื่น
สัดส่วนหุ้น ใครถือเท่าไร และสะท้อนอะไร เงินสด เทคโนโลยี หรือแรงงานในอนาคต ผู้ก่อตั้งที่นำความรู้มากับผู้ก่อตั้งที่นำเงินมา นำสิ่งที่ต่างกันมาในจังหวะเวลาที่ต่างกัน และการถือหุ้นเท่ากันมักเริ่มรู้สึกไม่เป็นธรรมกับใครสักคนภายในสิบแปดเดือน
ทางตัน ผู้ก่อตั้งสองคนถือคนละครึ่งไม่ใช่โครงสร้างการกำกับดูแล แต่คือการโยนเหรียญที่ยังไม่ได้โยน ให้กำหนดกลไกตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงชี้ขาด กรรมการอิสระ ข้อกำหนดซื้อขายหุ้นระหว่างกัน หรือลำดับการยกระดับข้อพิพาทที่ตกลงกันไว้
การเรียกทุนเพิ่ม เกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้ก่อตั้งใส่ไม่ไหว คนที่เหลือใส่แทนแล้วลดสัดส่วนได้ไหม ด้วยมูลค่าเท่าไร มีระยะเวลาแก้ไขหรือไม่ และผู้ผิดนัดเสียสิทธิอะไรนอกจากสิทธิทางเศรษฐกิจ
การโอนหุ้นและการออกจากกิจการ สิทธิซื้อก่อน ข้อกำหนดขายตามและบังคับขายตาม เกิดอะไรขึ้นเมื่อเสียชีวิตหรือไร้ความสามารถ และขายให้คู่แข่งได้หรือไม่
ใครเซ็น กรรมการรับความเสี่ยงส่วนตัวจริง กำหนดว่าใครรับ เรื่องใดต้องได้รับความยินยอมจากคนอื่น เปลี่ยนกรรมการอย่างไร และบริษัทให้ความคุ้มครองอะไร
เทคโนโลยี แยกไปพูดข้างล่าง เพราะเป็นจุดที่เสียเงินมากที่สุด
3. เทคโนโลยีและองค์ความรู้: สองคำถาม ไม่ใช่คำถามเดียว
ผู้ก่อตั้งมักรวมสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน ทั้งที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง
- คนที่นำเทคโนโลยีมาได้อะไรในโครงสร้างหุ้น
- ใครเป็นเจ้าของเทคโนโลยีนั้นตามกฎหมาย
เป็นเรื่องปกติที่จะสมมติว่าการนำความรู้เข้ามาในกิจการเท่ากับโอนให้กิจการแล้ว โดยตัวมันเองไม่ได้โอน
- ถ้าบริษัทควรเป็นเจ้าของ ต้องมี การโอนสิทธิ ที่มีเงื่อนไขชัด
- ถ้าผู้ก่อตั้งยังถือไว้และบริษัทเป็นผู้ใช้ ต้องมี สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ที่ระบุขอบเขต ความเป็นเอกสิทธิ์ อาณาเขต และที่สำคัญที่สุดคือ เกิดอะไรขึ้นเมื่อออกจากกิจการ
- ถ้าไม่มีเอกสารทั้งสองอย่าง ท่านมีกิจการที่ทรัพย์สินหลักไม่มีนิยามความเป็นเจ้าของ
สำหรับโครงการวัสดุขั้นสูง การผลิตแบบเพิ่มเนื้อวัสดุ และเทคโนโลยีกระบวนการ เรื่องนี้สำคัญสองชั้น เพราะหลักฐานเรื่องเทคโนโลยีและกระบวนการที่นำเข้ามาในไทยมักถูกตรวจ และ สำคัญว่าใครเป็นเจ้าของสิ่งที่กำลังถูกใช้เป็นหลักฐาน กิจการที่บรรยายเทคโนโลยีในเอกสารทั้งที่ผู้ก่อตั้งเป็นเจ้าของส่วนตัวและไม่มีสัญญาอนุญาต คือการบรรยายสิ่งที่ตัวเองไม่มี
การปรับปรุงที่ทำในประเทศไทยก็ตั้งคำถามเดิมอีกครั้ง งานที่ทำโดยพนักงานและผู้รับจ้างไทยต้องมีข้อสัญญาโอนสิทธิ ไม่งั้นผลงานที่กิจการพัฒนาเองจะไปอยู่นอกกิจการ กลไกนั้นอยู่ในคู่มือความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา
4. อะไรที่ย้อนกลับไม่ได้จริง ๆ
| การตัดสินใจ | ทำไมถึงตรึงตาย |
|---|---|
| คำบรรยายกิจกรรม | จำกัดสิ่งที่บริษัททำได้หลายปี แก้ไม่ง่าย |
| สัดส่วนหุ้นที่แสดงในคำขอ | เปลี่ยนยากโดยไม่กระทบการส่งเสริม |
| ความเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่นำมาลง | เมื่อกิจการต่อยอดไปแล้ว แยกออกอย่างสะอาดแทบเป็นไปไม่ได้ |
| การไม่มีข้อกำหนดเรื่องออกจากกิจการและการโอนหุ้น | แก้ย้อนหลังไม่ได้ ฝ่ายที่ต้องยินยอมมีเหตุผลทุกอย่างที่จะไม่ยินยอม |
| ใครถูกระบุเป็นกรรมการ | ความเสี่ยงส่วนตัวที่เกิดไปแล้วโอนย้อนหลังไม่ได้ |
5. สิ่งที่เราทำกับทีมผู้ก่อตั้ง
- วาดข้อตกลงทางธุรกิจ ที่ผู้ก่อตั้งคิดว่าตกลงกันแล้ว — ปกติมีอยู่สามเวอร์ชันในห้อง
- ระบุว่าการยื่นจะบังคับอะไร และเมื่อไร
- ร่างสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นและข้อบังคับบริษัทไปด้วยกัน เพื่อไม่ให้ขัดกันเอง
- จัดการเรื่องเทคโนโลยี ด้วยการโอนสิทธิหรือสัญญาอนุญาตก่อนยื่น
- จัดสรรบทบาทกรรมการ และความคุ้มครองรอบตัวมัน
- แล้วจึง ดำเนินการยื่น โดยที่โครงสร้างหุ้นตกลงกันเรียบร้อยแล้ว
ผู้ก่อตั้งบางครั้งอยากสลับขั้นที่ 3 กับ 6 เพื่อประหยัดเวลา ประหยัดได้ราวสองสัปดาห์ และเสียมากกว่านั้นมากในภายหลัง
สรุปสั้น
| สถานการณ์ | ทำก่อนยื่น |
|---|---|
| ผู้ก่อตั้งต่างชาติหลายคน | ตกลงโครงสร้างหุ้นและเขียนลงกระดาษ |
| ผู้ก่อตั้งคนหนึ่งนำเทคโนโลยีมา | แยกให้ชัดว่าได้อะไร กับใครเป็นเจ้าของ |
| ถือคนละครึ่งสองคน | เลือกกลไกแก้ทางตัน |
| กำลังใส่เงินไม่เท่ากัน | ตกลงว่าถ้าใส่เพิ่มไม่ไหวจะทำอย่างไร |
| ผู้ก่อตั้งอยู่ต่างประเทศ | ตัดสินใจอย่างมีสติว่าใครรับความเสี่ยงกรรมการ |
การส่งเสริมมอบให้บริษัท ข้อพิพาททุกเรื่องที่เราเห็นในกิจการแบบนี้อยู่ระหว่างผู้ก่อตั้งกันเอง และทุกเรื่องเลี่ยงได้ตั้งแต่ขั้นตกลงโครงสร้างหุ้น
เราให้คำปรึกษาทีมผู้ก่อตั้งต่างชาติเรื่องโครงสร้างหุ้น สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น และการนำเทคโนโลยีมาลงทุน ควบคู่ไปกับกระบวนการขอรับการส่งเสริม ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย โทร 092-254-2045 หรือเขียนเรื่องของท่านมาที่ /contact
คู่มือนี้จัดทำโดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในขอนแก่น ก่อตั้ง พ.ศ. 2529 เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ