ก่อนอ่าน
คู่มือนี้เขียนให้ เจ้าของกิจการคนไทย ถ้าท่านหรือหุ้นส่วนเป็นชาวต่างชาติ กติกาเรื่องสัดส่วนถือหุ้นและใบอนุญาตต่างไปมาก อ่าน คู่มือการลงทุนของชาวต่างชาติในไทย แทน
⚠️ คำเตือนที่สำคัญที่สุดในคู่มือนี้ บริษัทที่จดแล้วแต่ไม่ได้ใช้ ไม่ได้หายไปเอง ตราบใดที่ยังไม่จดทะเบียนเลิกและชำระบัญชีจนเสร็จ บริษัทยังต้องปิดงบการเงิน นำส่งงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และยื่นแบบต่อกรมสรรพากรทุกปี แม้ไม่มีรายได้เลยสักบาท ปล่อยทิ้งหลายปีก็เกิดค่าปรับสะสมและงานย้อนหลังกองใหญ่ในวันที่จะปิด อย่าจดไว้ก่อนเผื่อได้ใช้
จดอะไรดี: บริษัทจำกัด หจก. หรือทะเบียนพาณิชย์
ทะเบียนพาณิชย์ (ทำกิจการในนามบุคคลธรรมดา และต้องจดเมื่อพาณิชยกิจอยู่ในข่ายที่ประกาศกำหนด) — ทำกิจการในนามตัวเอง ไม่มีนิติบุคคลใหม่เกิดขึ้น ภาระประจำปีน้อยที่สุด แต่ ไม่มีการแยกความรับผิด หนี้ของกิจการคือหนี้ของท่านเต็มจำนวน
จุดที่เข้าใจผิดกันบ่อยคือคิดว่าบุคคลธรรมดาที่ทำมาหากินทุกคนต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ความจริงคือกฎหมายกำหนดไว้เฉพาะพาณิชยกิจที่อยู่ในข่ายเท่านั้น ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับปี 2567 พาณิชยกิจที่ต้องจดทะเบียนได้แก่กิจการอย่างเช่น การขายสินค้าตามเกณฑ์ที่ประกาศกำหนด การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนค้าต่างเกี่ยวกับสินค้า การผลิตสินค้าและขายสินค้าที่ผลิตนั้น และการขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ท่านที่ขายของออนไลน์จึงมักเข้าข่าย ขณะที่ผู้ประกอบวิชาชีพบางประเภทหรือกิจการที่ไม่อยู่ในรายการอาจไม่ต้องจด ควรตรวจลักษณะกิจการของท่านกับสำนักงานท้องถิ่นที่รับจดทะเบียนก่อน อย่าเหมารวมทั้งสองทาง
คำถามที่ตามมาคือ แล้วผู้ประกอบการที่จดเป็นนิติบุคคลแล้วต้องจดทะเบียนพาณิชย์อีกไหม เรื่องนี้อย่าสรุปเองจากบทความหรือจากที่เคยได้ยินมา เพราะรายชื่อพาณิชยกิจที่ต้องจดและกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้น ถูกกำหนดโดยประกาศกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีการยกเลิกและออกฉบับใหม่มาแล้วหลายครั้ง ข้อมูลที่ยังค้างอยู่ตามเว็บไซต์ทั่วไปจำนวนมากอ้างประกาศฉบับที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ก่อนตัดสินใจ ให้ตรวจลักษณะกิจการและรูปแบบนิติบุคคลของท่านกับสำนักงานที่รับจดทะเบียนพาณิชย์ในพื้นที่ หรือให้ที่ปรึกษาตรวจให้ตามประกาศฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น
ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) — เป็นนิติบุคคล มีหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดซึ่งรับผิดไม่เกินเงินที่ลงหุ้น กับจำพวกไม่จำกัดความรับผิดซึ่งรับผิดในหนี้ของห้างทั้งหมด และกฎหมายกำหนดให้ หุ้นส่วนผู้จัดการต้องเป็นจำพวกไม่จำกัดความรับผิด หลายท่านเลือก หจก. เพราะคิดว่าเป็นนิติบุคคลแล้วปลอดภัย ทั้งที่ผู้จัดการรับผิดไม่จำกัด
บริษัทจำกัด — นิติบุคคลที่แยกจากตัวท่าน ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ โอนหุ้นได้ รับผู้ร่วมทุนใหม่ได้ และเป็นรูปแบบที่ธนาคารกับบริษัทใหญ่คุ้นเคยที่สุด แลกกับภาระประจำปีที่มากกว่า
สี่อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และไม่ทดแทนกัน จดทะเบียนพาณิชย์ ≠ จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล ≠ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ≠ ใบอนุญาตประกอบกิจการเฉพาะด้าน แต่ละอย่างมีหน่วยงานและกำหนดเวลาของตัวเอง การมีอย่างหนึ่งไม่ได้แปลว่าครบแล้ว
ขั้นตอนจริงของการจดทะเบียนบริษัทจำกัด
ข้อมูลและเอกสารเบื้องต้น — รายการต่อไปนี้คือ ข้อมูลและหลักฐานประจำตัว ที่ต้องตกลงกันให้จบและรวบรวมไว้ก่อนเริ่มกรอกแบบ ไม่ใช่รายการเอกสารทางการของคำขอ
- บัตรประชาชนของผู้เริ่มก่อการ ผู้ถือหุ้น และกรรมการทุกคน
- ชื่อบริษัทพร้อมชื่อสำรอง
- ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ พร้อมแผนที่แสดงที่ตั้ง
- ทุนจดทะเบียน มูลค่าหุ้นต่อหุ้น และการแบ่งหุ้นระหว่างผู้ถือหุ้นแต่ละคน
- อำนาจกรรมการ ว่าใครลงนามผูกพันบริษัทได้ และต้องลงนามร่วมกันกี่คน
- วัตถุประสงค์ของกิจการ
ส่วนชุดเอกสารทางการที่ยื่นจริงยาวกว่านี้ อย่างน้อยประกอบด้วย แบบคำขอจดทะเบียน หนังสือบริคณห์สนธิ แบบ บอจ.3 ซึ่งเป็นรายการจดทะเบียนจัดตั้ง แบบ บอจ.5 ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หนังสือนัดประชุมและรายงานการประชุมตั้งบริษัท หลักฐานการรับชำระเงินค่าหุ้นที่กรรมการลงชื่อรับรอง แผนที่แสดงที่ตั้งสำนักงานใหญ่ และเอกสารเพิ่มเติมในกรณีที่ทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท หรือมีบุคคลต่างด้าวเข้ามาเกี่ยวข้องกับบริษัท
หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ไม่ใช่เอกสารมาตรฐานของคำขอจัดตั้งบริษัททุกกรณี หลายท่านเข้าใจว่าต้องมีเสมอตั้งแต่วันจดทะเบียน ความจริงคือเอกสารชุดนี้มักถูกเรียกในขั้นตอนถัดไปมากกว่า เช่น ตอนจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตอนเปิดบัญชีธนาคารในชื่อบริษัท หรือตอนขอใบอนุญาตเฉพาะธุรกิจ ควรเตรียมไว้ให้พร้อมเพราะได้ใช้แน่ แต่อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเงื่อนไขของการจัดตั้งบริษัท
1. จองชื่อนิติบุคคล — ยื่นผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า DBD Biz Regist ชื่อที่นายทะเบียนอนุมัติแล้ว มีอายุ 30 วันนับแต่วันที่อนุมัติ ถ้าไม่ได้ยื่นจดทะเบียนภายในกำหนดนี้ ชื่อนั้นสิ้นผลและต้องจองใหม่ ซึ่งอาจถูกคนอื่นจองตัดหน้าไปแล้วก็ได้ สิ่งที่แทบไม่มีใครทำในขั้นนี้ คือ ตรวจว่าชื่อชนกับเครื่องหมายการค้าของคนอื่นหรือไม่ การที่นายทะเบียนอนุมัติชื่อให้ ไม่ได้แปลว่ามีสิทธิใช้เป็นแบรนด์ ดู คู่มือความเป็นเจ้าของแบรนด์
2. หนังสือบริคณห์สนธิ — ระบุชื่อ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ วัตถุประสงค์ ทุนและการแบ่งหุ้น และรายชื่อผู้เริ่มก่อการ ซึ่งต้องเป็นบุคคลธรรมดาและจองซื้อหุ้นคนละอย่างน้อยหนึ่งหุ้น ตั้งบริษัทได้โดยมีผู้เริ่มก่อการสองคนขึ้นไป จากเดิมที่เคยกำหนดไว้สามคน
3. ประชุมจัดตั้งบริษัท — อนุมัติข้อบังคับ ตั้งกรรมการพร้อมอำนาจกรรมการ และตั้งผู้สอบบัญชี ข้อบังคับ คือกติกาภายในที่ผูกพันผู้ถือหุ้นทุกคน หลายบริษัทใช้แบบสำเร็จรูปโดยไม่อ่าน แล้วพบทีหลังว่ากติกาการโอนหุ้นไม่ตรงกับที่ตกลง
4. เรียกชำระค่าหุ้น — ต้องชำระแล้ว ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าของมูลค่าหุ้นแต่ละหุ้น ประโยคนี้อ่านผิดกันบ่อย มันไม่ใช่ร้อยละยี่สิบห้าของทุนรวม จะให้หุ้นชุดหนึ่งชำระเต็มแล้วอีกชุดไม่ชำระเลย ไม่ได้
5. จดทะเบียนจัดตั้ง — เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียน บริษัทเกิดเป็นนิติบุคคลและได้เลขทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งใช้เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีด้วย ปัจจุบันทำจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจัดตั้งบริษัทพร้อมกันภายในวันเดียวได้ แต่ถ้าท่าน ไม่ได้ใช้ขั้นตอนวันเดียว และแยกการประชุมจัดตั้งออกมาต่างหาก กรรมการต้อง ยื่นขอจดทะเบียนบริษัทภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่ประชุมจัดตั้งบริษัท ถ้าเลยกำหนดนี้ กฎหมายถือว่าบริษัทนั้นเป็นอันไม่ได้ตั้งขึ้น เงินค่าหุ้นที่รับไว้ต้องคืนให้ผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นเต็มจำนวน และต้องเริ่มกระบวนการกันใหม่ตั้งแต่ต้น
6. ทำทันทีหลังได้เลขนิติบุคคล — ขอหนังสือรับรอง / เปิดบัญชีธนาคารในชื่อบริษัทและใช้ตั้งแต่วันแรก อย่ารับเงินลูกค้าเข้าบัญชีส่วนตัว / จัดให้มีผู้ทำบัญชี / ขึ้นทะเบียนนายจ้างเมื่อมีลูกจ้าง / จดภาษีมูลค่าเพิ่มถ้าเข้าเกณฑ์ / ขอใบอนุญาตเฉพาะธุรกิจถ้าต้องมี / ตรวจว่ากิจการของท่านอยู่ในข่ายต้องจดทะเบียนพาณิชย์ด้วยหรือไม่
ทุนจดทะเบียน: สิ่งที่มันผูกมัดและไม่ผูกมัด
ทุนจดทะเบียนไม่ได้แปลว่าต้องมีเงินก้อนนั้นฝากค้างไว้ในบัญชี ค่าหุ้นที่ชำระเข้ามาคือทุนที่บริษัทใช้ประกอบกิจการได้ตามปกติ สิ่งที่ผูกมัดจริงคือค่าหุ้นส่วนที่ยังชำระไม่ครบ ซึ่งเป็นหนี้ที่ผู้ถือหุ้นมีต่อบริษัท และถ้าบริษัทมีปัญหาหนี้สิน ส่วนที่ค้างคือทรัพย์สินที่เจ้าหนี้มองเห็น การจดทุนสูงทั้งที่ใส่เงินจริงเล็กน้อยจึงมีต้นทุน ควรตั้งจากเงินที่ต้องใช้จริงและเงื่อนไขของคู่ค้า
เรื่องการเรียกเก็บส่วนที่ค้าง หลายท่านเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่แล้วแต่ข้อบังคับของบริษัทจะเขียนไว้ ซึ่งไม่ตรงกับตัวบท กติกาหลักมาจากกฎหมายโดยตรง
กรรมการจะเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้เงินค่าหุ้นที่ยังค้างชำระเมื่อใดก็ได้ เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นจะได้วินิจฉัยเป็นอย่างอื่น (มาตรา 1120) และการเรียกแต่ละคราวต้องส่งคำบอกกล่าวไปยังผู้ถือหุ้นด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์ ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 21 วัน ก่อนวันที่กำหนดให้ส่งเงิน โดยระบุจำนวนเงิน เวลา และสถานที่ที่ต้องชำระ (มาตรา 1121)
ผลในทางปฏิบัติมีสองด้าน ด้านหนึ่งคือผู้ถือหุ้นที่ค้างค่าหุ้นไม่ได้ปลอดภัยเพียงเพราะไม่มีใครทวงมาหลายปี วันที่กรรมการชุดใหม่หรือผู้ชำระบัญชีเรียก ก็ต้องหาเงินมาจ่าย อีกด้านหนึ่งคือฝ่ายกรรมการเองก็เรียกแบบกะทันหันไม่ได้ ต้องส่งคำบอกกล่าวให้ถูกวิธีและเว้นระยะตามกำหนด การแจ้งกันทางไลน์ อีเมล หรือยื่นมือต่อมือจึงไม่ปลอดภัย เพราะถ้าวันหนึ่งต้องเถียงกันเรื่องดอกเบี้ยหรือการริบหุ้น ฝ่ายบริษัทจะเสียเปรียบทันทีเมื่อพิสูจน์ไม่ได้ว่าบอกกล่าวโดยชอบ ถ้าอยากวางกติกาให้ต่างจากค่าเริ่มต้นนี้ ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือให้ที่ประชุมใหญ่มีมติกำหนดไว้ให้ชัด เพราะมาตรา 1120 เขียนข้อยกเว้นไว้ที่ "ที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยเป็นอย่างอื่น" โดยตรง การหวังพึ่งถ้อยคำในข้อบังคับเพียงอย่างเดียวจึงเสี่ยงที่จะเถียงกันภายหลังว่าครอบคลุมหรือไม่
เพิ่มทุนภายหลังได้ แต่ต้องใช้ มติพิเศษ ซึ่งต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ไม่ใช่สามในสี่ของหุ้นทั้งหมด ความต่างนี้สำคัญเมื่อผู้ถือหุ้นบางคนไม่มาประชุม
โครงสร้างผู้ถือหุ้น: จุดที่กิจการครอบครัวพังบ่อยที่สุด
ชื่อที่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นมีน้ำหนักจริง หลายบริษัทใส่ชื่อพี่ น้อง หรือคู่สมรส ไว้เพียงเพื่อให้ครบจำนวน โดยเข้าใจกันภายในว่าเจ้าของจริงมีคนเดียว แต่คนที่มีชื่ออยู่ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทคือผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง มีสิทธิรับเงินปันผล และหุ้นเป็นทรัพย์มรดกเมื่อเขาเสียชีวิต ปัญหาจึงปะทุตอนที่คนหนึ่งเสียชีวิต หย่า หรือถูกเจ้าหนี้ส่วนตัวยึดทรัพย์ แล้วหุ้นตกไปอยู่กับคนนอก ดู คู่มือหย่าและการแบ่งสินสมรส
แต่ต้องแยกเอกสารสองอย่างออกจากกันให้ชัด เพราะคนเรียกสลับกันจนเข้าใจผิดกันทั้งวงการ
| เอกสาร | คืออะไร | ผลในทางกฎหมาย |
|---|---|---|
| สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท | ทะเบียนที่บริษัทต้องจัดทำและเก็บรักษาไว้เอง บันทึกรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น และการโอนหุ้นแต่ละครั้ง | การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อจะยกขึ้นยันบริษัทหรือบุคคลภายนอกได้ ก็ต่อเมื่อได้จดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้ว (มาตรา 1129) |
| แบบ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) | สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่กรรมการนำส่งนายทะเบียนตามกำหนดเวลา | เป็นการรายงานต่อนายทะเบียน การนำส่งไม่ก่อสิทธิและไม่รับรองความเป็นผู้ถือหุ้นของผู้ใด |
อย่าเข้าใจว่า บอจ.5 เป็นหนังสือรับรองความเป็นผู้ถือหุ้น เพราะเป็นเพียงสำเนาบัญชีที่กรรมการนำส่งนายทะเบียน การพิจารณาสิทธิในหุ้นต้องดูตราสารการโอน สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องประกอบกัน
ผลในทางปฏิบัติคือ เวลาซื้อขายหรือรับโอนหุ้น อย่าหยุดแค่คำว่า "แก้ บอจ.5 ให้แล้ว" การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อ ซึ่งเป็นแบบที่บริษัทจำกัดทั่วไปใช้ ต้องทำเป็น ตราสารการโอน ตามที่กฎหมายกำหนด คือทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อทั้งผู้โอนและผู้รับโอน โดยมีพยานอย่างน้อยหนึ่งคนลงชื่อรับรอง จากนั้นให้บริษัทจดแจ้งการโอนลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ครบทั้งชุดนี้แล้วจึงจะยกขึ้นยันบริษัทและบุคคลภายนอกได้ตามมาตรา 1129 ส่วนการนำส่ง บอจ.5 ฉบับใหม่เป็นการรายงานตามหน้าที่ที่ตามมาทีหลัง ไม่ใช่ตัวการโอน และในทางกลับกัน ถ้าเอกสารสามชั้นนี้ขัดกันเอง สิ่งที่ต้องเปิดดูคือตราสารการโอนกับสมุดทะเบียนของบริษัท ไม่ใช่ยึดกระดาษที่ส่งราชการเป็นข้อยุติ
รักษาจำนวนผู้ถือหุ้นให้เหลืออย่างน้อยสองคนเสมอ เรื่องนี้มักถูกลืมหลังตั้งบริษัทไปแล้วหลายปี เช่น ผู้ถือหุ้นที่ใส่ชื่อไว้ให้ครบขอถอนตัวแล้วโอนหุ้นทั้งหมดกลับมาที่เจ้าของจริง หรือผู้ถือหุ้นอีกคนเสียชีวิตแล้วหุ้นถูกโอนรวมมาที่คนเดียว การที่จำนวนผู้ถือหุ้นลดลงเหลือคนเดียวเป็นเหตุที่ ศาลอาจสั่งให้เลิกบริษัทได้ เมื่อผู้ถือหุ้นร้องขอ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้มเลยกับความสะดวกที่ได้มา ก่อนจะโอนหุ้นรวบมาไว้ที่คนเดียวจึงควรวางแผนล่วงหน้าว่าจะให้ใครถือหุ้นอีกส่วนหนึ่ง และเขียนกติกาให้ชัดตั้งแต่ต้น
อำนาจกรรมการ ที่จดทะเบียนไว้คือสิ่งที่ธนาคารและคู่สัญญาดู ถ้าให้กรรมการคนเดียวลงนามผูกพันบริษัทได้ คนนั้นก่อหนี้ในนามบริษัทได้จริง ถ้าให้สองคนลงนามร่วมกัน ปลอดภัยขึ้น แต่ถ้าคนหนึ่งหายไปหรือทะเลาะกัน บริษัทอาจเซ็นเอกสารไม่ได้
ส่วนการถือหุ้นคนละครึ่ง สรุปสั้น ๆ คือ การถือหุ้น 50/50 มีความเสี่ยงเกิดทางตันสูง แต่ผลจะขึ้นกับประเภทมติ ผู้เป็นประธานที่ประชุม องค์ประชุม และข้อบังคับของบริษัท ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครทำอะไรได้เลยเสมอไป ถ้าเป็นเรื่องที่ใช้ มติธรรมดา แล้วคะแนนเสียงเท่ากัน ประธานในที่ประชุมมีเสียงชี้ขาดเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งตามมาตรา 1193 ฝ่ายที่คุมเก้าอี้ประธานจึงได้เปรียบในเรื่องประเภทนี้ กลับกัน เรื่องที่ต้องใช้ มติพิเศษ เช่น การแก้ไขข้อบังคับหรือการเพิ่มทุน ต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงตามมาตรา 1194 ซึ่งฝ่ายที่ถือครึ่งเดียวทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ก่อนตกลงถือคนละครึ่งจึงควรอ่านข้อบังคับให้จบว่าองค์ประชุมต้องมีเท่าไร ใครเป็นประธานที่ประชุม และเลือกประธานกันอย่างไร เพราะรายละเอียดเหล่านี้คือสิ่งที่ตัดสินว่าใครได้เปรียบในวันที่ตกลงกันไม่ได้
สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น คือสิ่งที่กิจการครอบครัวไทยแทบไม่เคยทำ แต่ช่วยได้มากที่สุดเมื่อเกิดเรื่อง เขียนไว้ว่าถ้าคนหนึ่งอยากออก ใครมีสิทธิซื้อหุ้นก่อน ตีมูลค่าหุ้นอย่างไร และถ้าผู้ถือหุ้นเสียชีวิตจะให้ทายาทเข้ามาหรือขายคืน ข้อตกลงแบบนี้ผูกพันเฉพาะคนที่ลงนาม ส่วนข้อบังคับผูกพันทุกคน จึงควรเขียนให้สอดคล้องกัน ดู บริการจดทะเบียนบริษัท
ปฏิทินที่เริ่มวันที่บริษัทเกิด ไม่ใช่วันที่มีรายได้
บริษัทที่จดแล้วมีหน้าที่ตามกฎหมายทันที แม้ยังไม่มีลูกค้าสักราย และนาฬิกาเรือนแรกไม่ได้เริ่มเดินตอนปิดบัญชี แต่เริ่มเดินตั้งแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียน
🗓️ กำหนดประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น
- ครั้งแรก — ต้องจัดภายใน 6 เดือน นับแต่วันจดทะเบียนบริษัท แม้บริษัทยังไม่ได้เริ่มดำเนินกิจการอะไรเลย
- ครั้งต่อ ๆ ไป — อย่างน้อยหนึ่งครั้งทุกระยะ 12 เดือน
บริษัทตั้งใหม่จำนวนมากพลาดข้อแรก เพราะไปนับจากรอบบัญชีอย่างเดียวแล้วคิดว่ายังมีเวลาอีกนาน ทั้งที่กำหนดของการประชุมครั้งแรกผูกกับวันจดทะเบียน ไม่ใช่วันปิดบัญชี
📅 สามกำหนดเวลาหลังปิดรอบบัญชี
- ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงิน — ภายใน 4 เดือน นับแต่วันปิดบัญชี
- นำส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น — ภายใน 14 วัน นับแต่วันประชุม
- นำส่งงบการเงิน — ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่งบการเงินได้รับอนุมัติ
| หน้าที่ | สาระสำคัญ |
|---|---|
| บัญชีและผู้สอบบัญชี | ต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย และงบการเงินของบริษัทจำกัดต้องตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ขนาดของกิจการไม่ใช่เหตุที่ทำให้ข้อนี้หายไป |
| ภาษีเงินได้นิติบุคคล | โดยทั่วไป ยื่นทั้งรอบครึ่งปีตามแบบ ภ.ง.ด.51 และรอบประจำปีตามแบบ ภ.ง.ด.50 ข้อยกเว้นที่บริษัทตั้งใหม่ต้องรู้คือ ถ้ารอบระยะเวลาบัญชีแรกสั้นกว่า 12 เดือน ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบนั้น แต่ยังต้องยื่น ภ.ง.ด.50 ตามปกติ |
| ภาษีหัก ณ ที่จ่าย | เกิดหน้าที่เมื่อบริษัทจ่ายเงินได้ประเภทที่กฎหมายกำหนด เช่น เงินเดือน ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ หรือค่าเช่า ต้องหักภาษีไว้และนำส่งกรมสรรพากรตามแบบที่เกี่ยวข้องกับเงินได้ประเภทนั้น หน้าที่นี้ผูกกับ การจ่ายเงิน ไม่ได้ผูกกับการมีลูกจ้าง |
| ประกันสังคม | เกิดหน้าที่เมื่อบริษัทมีลูกจ้างที่อยู่ในบังคับของกฎหมายประกันสังคม ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เข้าเงื่อนไข แล้วนำส่งเงินสมทบทุกเดือน หน้าที่นี้ผูกกับ การมีลูกจ้าง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะบริษัทจ่ายเงินให้คู่ค้า |
สองบรรทัดล่างของตารางนี้ถูกพูดรวมกันจนเข้าใจผิดบ่อยมาก จำง่าย ๆ ว่าจ่ายค่าเช่าหรือค่าบริการให้คู่ค้า เกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่เกี่ยวกับประกันสังคม ส่วนการจ้างคนเข้ามาเป็นลูกจ้างของบริษัท เกี่ยวกับทั้งสองเรื่องพร้อมกัน ขณะที่การจ้างผู้รับจ้างอิสระที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง เช่น ฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้างทำของ เกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้เกิดหน้าที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้คนนั้น
กำหนดเวลาที่แน่นอนเปลี่ยนได้ตามประกาศของหน่วยงาน ควรให้ผู้ทำบัญชียืนยันปฏิทินของปีนั้นเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่เดือนแรก
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้เกณฑ์รายรับ ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ ไม่ใช่รอถึงสิ้นปีแล้วค่อยไปจด และเมื่อจดแล้วต้องออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงานภาษีซื้อภาษีขาย และยื่นแบบทุกเดือน แม้เดือนนั้นไม่มีรายได้เลย
อีกด้านที่มักถูกข้ามคือ กิจการบางประเภทได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่ต้องจดแม้รายรับจะเกินเกณฑ์ ตัวอย่างที่เห็นบ่อยเช่น การขายพืชผลทางการเกษตรและสัตว์บางประเภท การขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และตำราเรียน การให้บริการการศึกษาของสถานศึกษา การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร และการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาล ท่านที่ทำกิจการกลุ่มนี้จึงควรตรวจให้ชัดก่อน เพราะทั้งการไปจดทั้งที่ได้รับยกเว้น และการไม่จดทั้งที่เข้าเกณฑ์ ต่างสร้างงานแก้ย้อนหลังพอกัน กรณีที่ยุ่งที่สุดคือบริษัทที่มีรายได้ทั้งสองแบบปนกัน ควรให้ผู้ทำบัญชีแยกประเภทรายรับให้ชัดตั้งแต่เดือนแรก และตรวจเกณฑ์ที่ใช้อยู่กับกรมสรรพากรก่อนตัดสินใจ ดู บริการบัญชีและภาษี
ข้อผิดพลาดที่มาเก็บเงินทีหลัง
- ปล่อยให้คนอื่นใส่ชื่อคนของเขาเป็นผู้ถือหุ้นให้ครบจำนวน — คนเหล่านั้นมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท และใช้สิทธิออกเสียงกับรับเงินปันผลได้จริง ต่อให้ภายในตกลงกันไว้อย่างอื่น การตามแก้ทีหลังคือการเจรจาและการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่ใช่งานธุรการ
- ใช้ที่อยู่จดทะเบียนที่ไม่มีคนรับเอกสาร — หนังสือราชการทุกฉบับส่งไปที่นั่น หลายรายจึงรู้ตัวช้าว่าถูกประเมินภาษีหรือถูกฟ้อง
- คิดว่าบริษัทจำกัดคุ้มครองกรรมการจากทุกเรื่อง — ความรับผิดจำกัดคุ้มครองผู้ถือหุ้นในฐานะผู้ลงทุน แต่กรรมการมีความรับผิดของตัวเองเมื่อไม่ทำตามหน้าที่ตามกฎหมาย และเจ้าหนี้จำนวนมากยังขอให้กรรมการค้ำประกันส่วนตัว
- โอนหุ้นด้วยการแก้ บอจ.5 อย่างเดียว — ไม่มีตราสารการโอน ไม่ได้จดแจ้งลงสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท พอเกิดข้อพิพาทขึ้นมาจึงเถียงกันไม่จบว่าใครเป็นเจ้าของหุ้นชุดนั้นกันแน่
- ปล่อยให้ผู้ถือหุ้นเหลือคนเดียวโดยไม่ตั้งใจ — สะดวกขึ้นในระยะสั้น แต่เป็นเหตุหนึ่งที่ศาลอาจสั่งให้เลิกบริษัทได้เมื่อมีผู้ถือหุ้นร้องขอ
- จดบริษัทแล้วคิดว่าครบทุกทะเบียน — หนังสือรับรองบริษัทไม่ได้แปลว่าครบทุกอย่าง ยังต้องดูภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อรายรับถึงเกณฑ์ ใบอนุญาตเฉพาะธุรกิจ และการขึ้นทะเบียนนายจ้างเมื่อมีลูกจ้าง แยกกันคนละหน่วยงาน
การจดทะเบียนเป็นงานเอกสารที่ทำได้เร็ว แต่ สี่เรื่องที่ตัดสินใจไว้ในเอกสารนั้น — โครงสร้างผู้ถือหุ้น อำนาจกรรมการ วัตถุประสงค์ และข้อบังคับ — คือสิ่งที่กำหนดว่าอีกห้าปีข้างหน้าจะมีปัญหาหรือไม่ ส่วนคำถามว่าจดที่ไหน กฎหมายเหมือนกันทั้งประเทศ ต่างกันแค่หน่วยงานที่รับจดทะเบียนตามที่ตั้งสำนักงานใหญ่ และยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ DBD Biz Regist ได้ รายละเอียดรายจังหวัดดูที่ จดทะเบียนบริษัท ขอนแก่น หรือ กรุงเทพ
ทีมกฎหมายธุรกิจของเราดูแลการจดทะเบียนและงานที่ตามมา ดู บริการกฎหมายธุรกิจ โทร 092-254-2045 หรือเขียนมาที่ ติดต่อเรา
อ่านต่อ
- การลงทุนของชาวต่างชาติในไทย — เมื่อมีหุ้นส่วนต่างชาติ
- ใครเป็นเจ้าของแบรนด์ — ชื่อบริษัทกับเครื่องหมายการค้า
- ค่าชดเชยและการเลิกจ้าง — เมื่อมีลูกจ้างคนแรก
คู่มือนี้จัดทำโดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในขอนแก่น ก่อตั้ง พ.ศ. 2529 เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย หลักเกณฑ์และกำหนดเวลาเปลี่ยนได้ตามประกาศของหน่วยงาน