ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายธุรกิจ

เลือกที่ปรึกษากฎหมายให้บริษัท: เกณฑ์ตัดสิน สัญญาที่ปรึกษา และสิ่งที่ต้องถามก่อนเซ็น

คู่มือฝั่งผู้ว่าจ้าง — ธุรกิจถึงจุดไหนจึงควรมีทนายประจำแทนการจ้างเป็นคดี ขอบเขตงานที่ควรเขียนไว้ในสัญญาที่ปรึกษา วิธีวัดว่าคุ้มหรือไม่ และคำถามที่ควรถามสำนักงานกฎหมายก่อนตัดสินใจ

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์มทีมกฎหมายธุรกิจ30 สิงหาคม 256911 นาที

คำถามที่ผิดลำดับ

คำถามที่บริษัทถามบ่อยคือ "ควรจ้างที่ปรึกษากฎหมายไหม" ซึ่งตอบไม่ได้ เพราะเป็นคำถามที่ข้ามขั้นไปหนึ่งขั้น

คำถามที่ตอบได้คือ ตอนนี้บริษัทผูกพันตัวเองไว้กับอะไรบ้างแล้ว เพราะความเสี่ยงทางกฎหมายของกิจการไม่ได้เพิ่มตามรายได้ แต่เพิ่มตามจำนวนคำสัญญาที่ให้ไว้กับคนอื่น ทั้งกับลูกค้า กับคู่ค้า และกับลูกจ้าง

บริษัทที่มีรายได้สูงแต่ขายเงินสด ส่งของทันที และไม่มีลูกจ้างประจำ มีความเสี่ยงต่ำกว่าบริษัทที่รายได้น้อยกว่าแต่มีลูกจ้างสามสิบคน มีเครดิตเทอมกับคู่ค้าสิบราย และใช้แบบสัญญาที่ดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ต

สัญญาณสามอย่างที่บอกว่าถึงเวลาแล้ว

หนึ่ง — มีคำถามกฎหมายค้างอยู่โดยไม่มีใครตอบ ถ้าในเดือนหนึ่งมีเรื่องที่ฝ่ายขายหรือฝ่ายบุคคลต้องตัดสินใจโดยไม่แน่ใจว่าถูกหรือไม่ แล้วสุดท้ายตัดสินใจไปตามความรู้สึก นั่นคือความเสี่ยงที่กำลังสะสมโดยไม่มีใครนับ

สอง — เอกสารชุดเดิมถูกใช้กับงานที่เปลี่ยนไปแล้ว แบบสัญญาที่เขียนไว้ตอนบริษัทขายสินค้าอย่างเดียว มักถูกใช้ต่อเมื่อบริษัทเริ่มขายบริการด้วย ทั้งที่ข้อเรื่องการส่งมอบ การรับประกัน และความเป็นเจ้าของงาน ใช้แทนกันไม่ได้

สาม — เริ่มมีเรื่องที่ต้องตอบภายในกำหนดเวลา หนังสือทวงถาม คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน หรือหนังสือจากหน่วยงานกำกับดูแล ล้วนมีกำหนดเวลาที่เดินอยู่ตั้งแต่วันได้รับ ไม่ใช่ตั้งแต่วันที่บริษัทหาทนายเจอ

สิ่งที่ควรอยู่ในสัญญาที่ปรึกษา

สัญญาที่ปรึกษากฎหมายที่ใช้งานได้จริงมักสั้น แต่ตอบสี่เรื่องนี้ให้ชัด

ขอบเขตงานที่รวมอยู่แล้ว — ระบุเป็นประเภทงาน ไม่ใช่รายการสิ่งที่ทำได้ทั้งหมด เช่น การตอบข้อหารือ การตรวจสัญญาที่บริษัทได้รับมา และการออกหนังสือโต้ตอบ

เส้นแบ่งของงานที่คิดแยก — จุดที่ต้องเขียนคือการร่างสัญญาใหม่ทั้งฉบับ การไปเจรจานอกสถานที่ งานที่ต้องยื่นต่อหน่วยงาน และการว่าความในชั้นศาล ถ้าไม่เขียน ทั้งสองฝ่ายจะเข้าใจไม่ตรงกันในเดือนที่สาม

ผู้รับผิดชอบและเวลาตอบกลับ — ควรมีชื่อผู้รับผิดชอบหลัก ช่องทางติดต่อที่ตกลงกัน และกรอบเวลาตอบกลับที่แยกระหว่างเรื่องปกติกับเรื่องด่วน

การรักษาความลับและการส่งคืนเอกสาร — รวมถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อสัญญาสิ้นสุด ทั้งการส่งคืนแฟ้มต้นฉบับ การสรุปเรื่องที่ค้าง และการเพิกถอนหนังสือมอบอำนาจ

คำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจ

คำถามที่ได้ข้อมูลมากกว่าการถามว่า "รับทำเรื่องนี้ไหม" คือคำถามที่บังคับให้ตอบด้วยวิธีทำงาน

  • ถ้าบริษัทส่งสัญญาฉบับหนึ่งมาให้ตรวจวันนี้ ขั้นตอนหลังจากนั้นเป็นอย่างไร ใครอ่าน และตอบกลับมาในรูปแบบไหน
  • เมื่อเรื่องหนึ่งกลายเป็นคดีขึ้นศาล ทีมที่ดูแลเปลี่ยนหรือไม่
  • สำนักงานเคยทำงานกับธุรกิจลักษณะเดียวกับเราหรือไม่ และเรื่องที่มักเจอในธุรกิจแบบนี้คืออะไร
  • ถ้าสำนักงานมีลูกความอีกรายที่เป็นคู่กรณีกับเรา จะจัดการอย่างไร

คำถามข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่หลายบริษัทคิด เพราะเรื่องผลประโยชน์ขัดกันมักปรากฏตอนกลางเรื่อง ไม่ใช่ตอนเซ็นสัญญา

เริ่มจากสามอย่างก่อน ไม่ต้องรื้อทั้งระบบ

บริษัทส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องให้ที่ปรึกษาตรวจทุกอย่างในเดือนแรก งานที่ให้ผลก่อนคือสามชุดเอกสารที่บริษัทใช้ทุกวัน

แบบสัญญาที่ส่งให้ลูกค้า เพราะเป็นเอกสารที่ถูกใช้ซ้ำมากที่สุด ข้อบกพร่องหนึ่งข้อจึงถูกทำซ้ำกับลูกค้าทุกราย

เอกสารการจ้างงาน ทั้งสัญญาจ้าง ข้อบังคับการทำงาน และแบบหนังสือเตือน เพราะเป็นชุดที่ตัดสินผลของข้อพิพาทแรงงานเกือบทุกคดี

วิธีเก็บเงินเมื่อลูกค้าไม่จ่าย ตั้งแต่รูปแบบหนังสือทวงถาม ไปจนถึงลำดับขั้นก่อนตัดสินใจฟ้อง

สามชุดนี้ครอบคลุมสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจขนาดกลางต้องขึ้นศาลเป็นส่วนใหญ่แล้ว ส่วนงานโครงสร้างผู้ถือหุ้น ธรรมาภิบาล และการเตรียมตัวรับนักลงทุน ค่อยทำเมื่อกิจการเดินไปถึงจุดนั้น

อ่านต่อ

คำถามที่พบบ่อย

บริษัทเล็กที่ยังไม่เคยมีคดี จำเป็นต้องมีที่ปรึกษากฎหมายไหม+

ไม่ได้จำเป็นทุกบริษัท แต่ตัวชี้วัดที่ใช้ได้จริงไม่ใช่ขนาดของบริษัท เป็นจำนวนสิ่งที่บริษัทผูกพันไว้แล้ว ถ้ามีลูกจ้างที่ต้องมีข้อบังคับการทำงาน มีคู่ค้าที่ส่งของก่อนแล้วเก็บเงินทีหลัง หรือมีแบบสัญญาที่ส่งให้ลูกค้าเซ็นซ้ำ ๆ ทุกเดือน แปลว่าบริษัทกำลังสร้างความเสี่ยงเพิ่มทุกเดือนอยู่แล้ว บริษัทที่ยังขายเงินสดหน้าร้านและไม่มีลูกจ้างประจำ มักยังจ้างเป็นเรื่อง ๆ ได้อยู่

ต่างจากจ้างทนายเป็นคดี ๆ อย่างไร+

ต่างที่จังหวะเข้าเรื่อง จ้างเป็นคดีคือทนายเข้ามาในวันที่ข้อเท็จจริงถูกกำหนดไปแล้ว สัญญาเซ็นไปแล้ว เอกสารที่ควรมีก็ไม่ได้ทำไว้ สิ่งที่ทำได้เหลือแค่แก้ต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนที่ปรึกษาประจำคือมีคนอ่านก่อนเซ็นและตอบได้ก่อนตัดสินใจ ซึ่งเป็นช่วงที่ทางเลือกยังเหลือมาก ทั้งสองแบบไม่ได้แทนกัน หลายบริษัทใช้ที่ปรึกษาประจำสำหรับงานประจำวัน แล้วตกลงเรื่องคดีความแยกต่างหากเมื่อเกิดข้อพิพาทจริง

สัญญาที่ปรึกษาควรเขียนขอบเขตงานละเอียดแค่ไหน+

ละเอียดพอที่ทั้งสองฝ่ายตอบตรงกันได้ว่างานชิ้นหนึ่งอยู่ในหรือนอกขอบเขต จุดที่มักเถียงกันภายหลังมีไม่กี่จุด คือการร่างสัญญาฉบับใหม่ทั้งฉบับนับเป็นงานประจำหรืองานแยก การไปเจรจานอกสถานที่รวมอยู่ด้วยหรือไม่ งานที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานราชการอยู่ตรงไหน และเมื่อเรื่องกลายเป็นคดีขึ้นศาลแล้วนับอย่างไร ถ้าสี่ข้อนี้เขียนไว้ชัด ที่เหลือมักไม่เป็นปัญหา

ควรตกลงเรื่องเวลาตอบกลับไว้ในสัญญาไหม+

ควร เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ว่าจ้างรู้สึกได้เร็วกว่าอย่างอื่น สิ่งที่ตกลงกันได้จริงคือช่องทางที่ใช้ติดต่อ ผู้รับผิดชอบหลักที่มีชื่อระบุไว้ และกรอบเวลาตอบกลับสำหรับเรื่องปกติกับเรื่องเร่งด่วนที่แยกกัน ข้อนี้สำคัญกว่ารายชื่อบริการยาว ๆ เพราะปัญหาที่ทำให้บริษัทเปลี่ยนที่ปรึกษาส่วนใหญ่คือติดต่อไม่ได้ในวันที่ต้องการคำตอบ ไม่ใช่คุณภาพความเห็นทางกฎหมาย

จะรู้ได้อย่างไรว่าจ่ายไปแล้วคุ้ม+

ตัวชี้วัดที่ใช้ได้คือจำนวนเรื่องที่จบก่อนถึงชั้นศาล จำนวนสัญญาที่ถูกแก้ก่อนเซ็น และระยะเวลาที่ใช้เก็บหนี้การค้าเมื่อเทียบกับปีก่อน สิ่งเหล่านี้วัดได้จากบันทึกของบริษัทเอง ที่ปรึกษาที่ดีจะยินดีให้สรุปงานเป็นรอบ เช่น รายไตรมาส เพื่อให้เห็นว่าเวลาที่ใช้ไปกับเรื่องอะไรบ้าง ส่วนตัวเลขความเสียหายที่ป้องกันได้นั้นประเมินได้ยากตามธรรมชาติ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้น

ควรใช้สำนักงานเดียวทำทุกเรื่อง หรือแยกตามความชำนาญ+

ขึ้นกับว่าธุรกิจมีเรื่องเฉพาะทางมากแค่ไหน กิจการทั่วไปมักได้ประโยชน์จากการมีสำนักงานหลักที่รู้บริบทของบริษัททั้งหมด แล้วให้สำนักงานนั้นประสานผู้ชำนาญเฉพาะทางเมื่อจำเป็น เพราะการเล่าเรื่องใหม่ให้แต่ละที่ฟังมีต้นทุนของมันเอง ส่วนกิจการที่มีงานเฉพาะทางหนัก เช่น สิทธิบัตรหรือคดีภาษีที่ซับซ้อน มักคุ้มกว่าที่จะแยกไว้ตั้งแต่ต้น

ระหว่างที่ปรึกษาภายนอกกับการจ้างนักกฎหมายในบริษัท ต่างกันอย่างไร+

นักกฎหมายในบริษัทเข้าใจธุรกิจได้ลึกกว่าและอยู่ในที่ประชุมตั้งแต่ต้น แต่คนเดียวครอบคลุมทุกสาขาไม่ได้ และไม่สามารถว่าความแทนบริษัทได้หากไม่ได้เป็นทนายความที่มีใบอนุญาต ส่วนที่ปรึกษาภายนอกครอบคลุมได้กว้างกว่าและต่อไปถึงชั้นศาลได้ แต่ต้องการการสื่อสารจากฝั่งบริษัทมากกว่า หลายบริษัทที่โตขึ้นจึงใช้ทั้งสองอย่าง โดยให้คนในเป็นผู้คัดกรองและผู้ประสานงาน

ถ้าอยากเปลี่ยนที่ปรึกษา ต้องเตรียมอะไรบ้าง+

ควรตกลงเรื่องการส่งคืนเอกสารและการสรุปสถานะเรื่องที่ค้างอยู่ไว้ในสัญญาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ไปคุยตอนจะเลิกกัน สิ่งที่ควรได้กลับมาคือแฟ้มเอกสารต้นฉบับของบริษัท รายการเรื่องที่ยังไม่จบพร้อมกำหนดเวลาที่สำคัญ และหนังสือมอบอำนาจที่ต้องเพิกถอน ข้อนี้เขียนไว้ล่วงหน้าราคาถูกมาก และเป็นเรื่องที่ยุ่งเสมอเมื่อไม่ได้เขียน