คำถามที่ผิดลำดับ
คำถามที่บริษัทถามบ่อยคือ "ควรจ้างที่ปรึกษากฎหมายไหม" ซึ่งตอบไม่ได้ เพราะเป็นคำถามที่ข้ามขั้นไปหนึ่งขั้น
คำถามที่ตอบได้คือ ตอนนี้บริษัทผูกพันตัวเองไว้กับอะไรบ้างแล้ว เพราะความเสี่ยงทางกฎหมายของกิจการไม่ได้เพิ่มตามรายได้ แต่เพิ่มตามจำนวนคำสัญญาที่ให้ไว้กับคนอื่น ทั้งกับลูกค้า กับคู่ค้า และกับลูกจ้าง
บริษัทที่มีรายได้สูงแต่ขายเงินสด ส่งของทันที และไม่มีลูกจ้างประจำ มีความเสี่ยงต่ำกว่าบริษัทที่รายได้น้อยกว่าแต่มีลูกจ้างสามสิบคน มีเครดิตเทอมกับคู่ค้าสิบราย และใช้แบบสัญญาที่ดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ต
สัญญาณสามอย่างที่บอกว่าถึงเวลาแล้ว
หนึ่ง — มีคำถามกฎหมายค้างอยู่โดยไม่มีใครตอบ ถ้าในเดือนหนึ่งมีเรื่องที่ฝ่ายขายหรือฝ่ายบุคคลต้องตัดสินใจโดยไม่แน่ใจว่าถูกหรือไม่ แล้วสุดท้ายตัดสินใจไปตามความรู้สึก นั่นคือความเสี่ยงที่กำลังสะสมโดยไม่มีใครนับ
สอง — เอกสารชุดเดิมถูกใช้กับงานที่เปลี่ยนไปแล้ว แบบสัญญาที่เขียนไว้ตอนบริษัทขายสินค้าอย่างเดียว มักถูกใช้ต่อเมื่อบริษัทเริ่มขายบริการด้วย ทั้งที่ข้อเรื่องการส่งมอบ การรับประกัน และความเป็นเจ้าของงาน ใช้แทนกันไม่ได้
สาม — เริ่มมีเรื่องที่ต้องตอบภายในกำหนดเวลา หนังสือทวงถาม คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน หรือหนังสือจากหน่วยงานกำกับดูแล ล้วนมีกำหนดเวลาที่เดินอยู่ตั้งแต่วันได้รับ ไม่ใช่ตั้งแต่วันที่บริษัทหาทนายเจอ
สิ่งที่ควรอยู่ในสัญญาที่ปรึกษา
สัญญาที่ปรึกษากฎหมายที่ใช้งานได้จริงมักสั้น แต่ตอบสี่เรื่องนี้ให้ชัด
ขอบเขตงานที่รวมอยู่แล้ว — ระบุเป็นประเภทงาน ไม่ใช่รายการสิ่งที่ทำได้ทั้งหมด เช่น การตอบข้อหารือ การตรวจสัญญาที่บริษัทได้รับมา และการออกหนังสือโต้ตอบ
เส้นแบ่งของงานที่คิดแยก — จุดที่ต้องเขียนคือการร่างสัญญาใหม่ทั้งฉบับ การไปเจรจานอกสถานที่ งานที่ต้องยื่นต่อหน่วยงาน และการว่าความในชั้นศาล ถ้าไม่เขียน ทั้งสองฝ่ายจะเข้าใจไม่ตรงกันในเดือนที่สาม
ผู้รับผิดชอบและเวลาตอบกลับ — ควรมีชื่อผู้รับผิดชอบหลัก ช่องทางติดต่อที่ตกลงกัน และกรอบเวลาตอบกลับที่แยกระหว่างเรื่องปกติกับเรื่องด่วน
การรักษาความลับและการส่งคืนเอกสาร — รวมถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อสัญญาสิ้นสุด ทั้งการส่งคืนแฟ้มต้นฉบับ การสรุปเรื่องที่ค้าง และการเพิกถอนหนังสือมอบอำนาจ
คำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจ
คำถามที่ได้ข้อมูลมากกว่าการถามว่า "รับทำเรื่องนี้ไหม" คือคำถามที่บังคับให้ตอบด้วยวิธีทำงาน
- ถ้าบริษัทส่งสัญญาฉบับหนึ่งมาให้ตรวจวันนี้ ขั้นตอนหลังจากนั้นเป็นอย่างไร ใครอ่าน และตอบกลับมาในรูปแบบไหน
- เมื่อเรื่องหนึ่งกลายเป็นคดีขึ้นศาล ทีมที่ดูแลเปลี่ยนหรือไม่
- สำนักงานเคยทำงานกับธุรกิจลักษณะเดียวกับเราหรือไม่ และเรื่องที่มักเจอในธุรกิจแบบนี้คืออะไร
- ถ้าสำนักงานมีลูกความอีกรายที่เป็นคู่กรณีกับเรา จะจัดการอย่างไร
คำถามข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่หลายบริษัทคิด เพราะเรื่องผลประโยชน์ขัดกันมักปรากฏตอนกลางเรื่อง ไม่ใช่ตอนเซ็นสัญญา
เริ่มจากสามอย่างก่อน ไม่ต้องรื้อทั้งระบบ
บริษัทส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องให้ที่ปรึกษาตรวจทุกอย่างในเดือนแรก งานที่ให้ผลก่อนคือสามชุดเอกสารที่บริษัทใช้ทุกวัน
แบบสัญญาที่ส่งให้ลูกค้า เพราะเป็นเอกสารที่ถูกใช้ซ้ำมากที่สุด ข้อบกพร่องหนึ่งข้อจึงถูกทำซ้ำกับลูกค้าทุกราย
เอกสารการจ้างงาน ทั้งสัญญาจ้าง ข้อบังคับการทำงาน และแบบหนังสือเตือน เพราะเป็นชุดที่ตัดสินผลของข้อพิพาทแรงงานเกือบทุกคดี
วิธีเก็บเงินเมื่อลูกค้าไม่จ่าย ตั้งแต่รูปแบบหนังสือทวงถาม ไปจนถึงลำดับขั้นก่อนตัดสินใจฟ้อง
สามชุดนี้ครอบคลุมสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจขนาดกลางต้องขึ้นศาลเป็นส่วนใหญ่แล้ว ส่วนงานโครงสร้างผู้ถือหุ้น ธรรมาภิบาล และการเตรียมตัวรับนักลงทุน ค่อยทำเมื่อกิจการเดินไปถึงจุดนั้น
อ่านต่อ
- ภาพรวมงาน ที่ปรึกษากฎหมายธุรกิจและกฎหมายบริษัท
- รายละเอียดบริการ ที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท
- ฝั่งแรงงาน ตรวจสอบระบบการจ้างงานของบริษัท และคู่มือ ตรวจสุขภาพการจ้างงานสำหรับนายจ้าง
- เมื่อเรื่องถึงศาลแล้ว นายจ้างถูกฟ้องศาลแรงงาน: คู่มือขั้นตอนรับมือ