ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายธุรกิจ

ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล บริษัทควรทำอะไรเป็นลำดับแรก: แผนรับมือ 72 ชั่วโมงตาม PDPA

สำหรับเจ้าของและผู้บริหารบริษัทที่เพิ่งพบว่าข้อมูลลูกค้ารั่วไหลหรือถูกเข้าถึงโดยมิชอบ อธิบายลำดับสิ่งที่ต้องทำ การประเมินความเสี่ยง เกณฑ์แจ้ง สคส. และเจ้าของข้อมูล หน้าที่ของผู้ประมวลผล การแจ้งความ และโทษปรับ

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมกฎหมายธุรกิจ13 ตุลาคม 25699 นาที
ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล บริษัทควรทำอะไรเป็นลำดับแรก: แผนรับมือ 72 ชั่วโมงตาม PDPA

เรื่องนี้สำหรับใคร และหลักสำคัญคืออะไร

บทความนี้เขียนให้เจ้าของหรือผู้บริหารบริษัทที่เพิ่งรู้ว่า ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล ไม่ว่าจะถูกแฮก พนักงานส่งไฟล์ผิดคน อุปกรณ์หาย หรือระบบของผู้ให้บริการภายนอกมีปัญหา

หลักสำคัญมี 3 ข้อ

  1. นาฬิกาเริ่มเดินตั้งแต่ทราบเหตุ ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) โดยไม่ชักช้า ภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะทำได้ เว้นแต่ไม่มีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
  2. ต้องประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจแจ้งหรือไม่แจ้ง และบันทึกเหตุผลไว้
  3. อย่าลบหรือล้างระบบเพื่อให้เรื่องจบเร็ว หลักฐานคือสิ่งที่ทำให้ประเมินความเสี่ยงได้ และพิสูจน์ได้ว่าบริษัททำหน้าที่ครบ

เรื่องการเตรียมระบบ PDPA ก่อนเกิดเหตุ ดู เช็กลิสต์ทำ PDPA ให้ธุรกิจ ส่วนบทความนี้เน้นเฉพาะช่วงที่เหตุเกิดแล้ว

ผู้ควบคุมข้อมูลกับผู้ประมวลผลต่างกันอย่างไร และใครต้องแจ้ง

บทบาทคือใครหน้าที่เมื่อข้อมูลรั่ว
ผู้ควบคุมข้อมูลผู้กำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการใช้ข้อมูล เช่น บริษัทที่เก็บข้อมูลลูกค้าของตนเองประเมินความเสี่ยง แจ้ง สคส. แจ้งเจ้าของข้อมูล และแก้ไขเหตุ (มาตรา 37 (4))
ผู้ประมวลผลข้อมูลผู้ที่ทำงานกับข้อมูลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุม เช่น ผู้ให้บริการคลาวด์ ระบบ CRM บริษัทรับทำบัญชีเงินเดือนแจ้งผู้ควบคุมข้อมูล ถึงเหตุที่เกิดขึ้น และจัดมาตรการความปลอดภัย (มาตรา 40)

ประเด็นที่เจ้าของกิจการมักพลาดคือคิดว่าถ้าข้อมูลอยู่บนระบบของผู้ให้บริการแล้วเขาต้องจัดการเอง ความจริงคือ หน้าที่แจ้งต่อ สคส. และเจ้าของข้อมูลยังเป็นของบริษัทในฐานะผู้ควบคุม แม้ต้นเหตุจะอยู่ที่ผู้ให้บริการ

ประกาศคณะกรรมการฯ ยังกำหนดว่า หากผู้ควบคุมใช้ผู้ประมวลผล ต้องระบุในสัญญาให้ผู้ประมวลผลแจ้งผู้ควบคุมโดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ผู้ประมวลผลทราบเหตุ ถ้าสัญญาของคุณยังไม่มีข้อนี้ ควรเพิ่มเมื่อเหตุครั้งนี้ผ่านพ้นไปแล้ว

ขั้นตอนแรกที่ต้องทำเมื่อรู้ว่าข้อมูลรั่วมีอะไรบ้าง

ลำดับด้านล่างเป็น แนวปฏิบัติที่เราแนะนำ โดยอิงหน้าที่ตามกฎหมายที่ระบุในแต่ละข้อ

ขั้นที่ 1 จัดคนรับผิดชอบและเริ่มจดเวลา

ตั้งผู้ประสานงานหนึ่งคน และจดทันทีว่า ใครรู้เรื่องเมื่อไร จากช่องทางใด เพราะเวลา "ทราบเหตุ" เป็นจุดเริ่มนับกำหนดแจ้ง ประกาศคณะกรรมการฯ ถือว่าผู้ควบคุมต้องตรวจสอบเมื่อได้รับแจ้งข้อมูลเบื้องต้นจากใครก็ตาม ไม่ว่าด้วยวาจา หนังสือ หรืออีเมล

ขั้นที่ 2 หยุดความเสียหาย แต่เก็บหลักฐานไว้

สิ่งที่ควรทำ

  • ตัดสิทธิ์บัญชีที่ถูกใช้ เปลี่ยนรหัสผ่านและกุญแจ API แยกเครื่องหรือระบบที่ต้องสงสัยออกจากเครือข่าย
  • สำรองล็อก ของเซิร์ฟเวอร์ แอปพลิเคชัน ไฟร์วอลล์ และอีเมล ก่อนที่ระบบจะเขียนทับ
  • ถ่ายภาพหน้าจอ เก็บอีเมลหรือข้อความที่เกี่ยวข้อง และจดว่าใครทำอะไรกับระบบไปแล้วบ้าง

สิ่งที่ไม่ควรทำ ได้แก่ ติดตั้งระบบใหม่ทับ ลบไฟล์ที่ถูกแก้ไข หรือรีบปิดบริการทุกอย่างโดยไม่สำรองข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ก่อน ประกาศคณะกรรมการฯ กำหนดให้ผู้ควบคุมดำเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขโดยทันทีเท่าที่ทำได้ เมื่อพบความเสี่ยงสูง การเก็บหลักฐานไม่ขัดกับหน้าที่นี้

ขั้นที่ 3 ติดต่อผู้ให้บริการและคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง

แจ้งผู้ให้บริการคลาวด์ โฮสติ้ง ระบบ CRM หรือผู้พัฒนาระบบทันที ขอให้เขาส่งล็อกและรายงานเหตุเป็นลายลักษณ์อักษร ถามอย่างน้อยว่า ข้อมูลประเภทใด ของใคร กี่ราย รั่วในช่วงเวลาใด และปิดช่องโหว่แล้วหรือยัง ถ้ามีบริษัทที่ปรึกษาด้านไซเบอร์ ให้เรียกเข้ามาในขั้นนี้ ส่วนประกันภัยไซเบอร์ (ถ้ามี) ควรอ่านเงื่อนไขการแจ้งเหตุให้ทัน เพราะบางกรมธรรม์กำหนดให้แจ้งบริษัทประกันก่อนจ้างผู้เชี่ยวชาญ

ขั้นที่ 4 ประเมินความเสี่ยงต่อเจ้าของข้อมูล

ประกาศคณะกรรมการฯ ข้อ 12 ให้ผู้ควบคุมพิจารณาปัจจัยเหล่านี้

  1. ลักษณะและประเภทของการละเมิด (ความลับ ความถูกต้อง หรือความพร้อมใช้งานของข้อมูล)
  2. ประเภทของข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น เลขบัตรประชาชน ข้อมูลการเงิน ข้อมูลสุขภาพ รหัสผ่าน
  3. ปริมาณ ทั้งจำนวนเจ้าของข้อมูลและจำนวนรายการ
  4. สถานะของเจ้าของข้อมูล เช่น เด็ก ผู้พิการ หรือบุคคลเปราะบาง
  5. ความร้ายแรงของผลกระทบที่เกิดหรืออาจเกิด และประสิทธิผลของมาตรการที่ใช้ระงับเหตุ

กรณีที่เข้าข่าย "ไม่มีความเสี่ยง" ตามประกาศ เช่น ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ หรือข้อมูลอยู่ในสภาพที่ใช้งานไม่ได้เพราะมีมาตรการทางเทคโนโลยีเพียงพอ (เช่น เข้ารหัสไว้อย่างเหมาะสมและกุญแจไม่รั่ว) ผู้ควบคุม ต้องพิสูจน์ได้ และอาจต้องส่งเอกสารหลักฐานให้สำนักงานพิจารณา การสรุปเองว่า "ไม่น่ามีความเสี่ยง" โดยไม่มีบันทึกจึงเสี่ยง

ขั้นที่ 5 ตัดสินใจเรื่องการแจ้งและแจ้งให้ทัน

ดูหัวข้อถัดไป ถ้าประเมินแล้วต้องแจ้ง ให้เตรียมรายละเอียดตามที่ประกาศกำหนดเท่าที่มีในขณะนั้น ไม่ต้องรอข้อมูลครบทุกด้านจึงค่อยแจ้ง เพราะประกาศใช้ถ้อยคำว่า "เท่าที่จะสามารถกระทำได้"

ขั้นที่ 6 แจ้งความและติดต่อเจ้าหน้าที่ ถ้าเป็นการแฮกหรือโจมตีระบบ

การเข้าถึงระบบหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยมิชอบเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (มาตรา 5 และมาตรา 7) บริษัทจึงแจ้งความเป็นผู้เสียหายได้ โดยนำล็อก ไทม์ไลน์ และรายงานของผู้เชี่ยวชาญไปประกอบ การแจ้งความเป็นเรื่องแยกต่างหากจากหน้าที่ตาม PDPA ไม่ทดแทนกัน และประกาศคณะกรรมการฯ ก็ระบุว่าการแจ้ง สคส. ไม่ได้ทำให้พ้นหน้าที่ตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการ

ขั้นที่ 7 สื่อสารกับลูกค้า

ดูหัวข้อ "แจ้งลูกค้าอย่างไร" ด้านล่าง

ขั้นที่ 8 ทบทวนและแก้ต้นเหตุ

ประกาศคณะกรรมการฯ กำหนดให้ผู้ควบคุมดำเนินมาตรการที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อระงับ ตอบสนอง แก้ไข ฟื้นฟู และป้องกันเหตุซ้ำ รวมถึงทบทวนมาตรการความปลอดภัย ควรเขียนรายงานเหตุการณ์ภายในไว้ทุกครั้ง

ต้องแจ้ง สคส. และต้องแจ้งลูกค้าเมื่อไร

กรณีหน้าที่ตามกฎหมาย
ไม่มีความเสี่ยงที่จะกระทบสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไม่ต้องแจ้ง สคส. แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่มีความเสี่ยง
มีความเสี่ยงแจ้ง สคส. โดยไม่ชักช้า ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่ทำได้
มีความเสี่ยงสูงแจ้ง สคส. และ แจ้งเจ้าของข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ พร้อมแนวทางเยียวยา โดยไม่ชักช้า

ที่มาคือ มาตรา 37 (4) และประกาศคณะกรรมการฯ ข้อ 5 ถึงข้อ 10

แจ้ง สคส. ต้องมีอะไรบ้าง ประกาศข้อ 6 ให้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรหรือผ่านวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่สำนักงานกำหนด โดยระบุเท่าที่ทำได้

  • ข้อมูลโดยสังเขปเกี่ยวกับลักษณะและประเภทของการละเมิด อาจบรรยายจำนวนเจ้าของข้อมูลหรือจำนวนรายการ
  • ชื่อและช่องทางติดต่อของ DPO หรือผู้ที่บริษัทมอบหมายให้ประสานงาน
  • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  • มาตรการที่ใช้หรือจะใช้เพื่อป้องกัน ระงับ แก้ไข หรือเยียวยา

ช่องทางส่งในทางปฏิบัติให้ตรวจที่เว็บไซต์ สคส. ก่อนแจ้งทุกครั้ง เพราะสำนักงานเป็นผู้กำหนดวิธีการ

ถ้าแจ้งล่าช้ากว่า 72 ชั่วโมง ข้อ 7 ให้ขอให้สำนักงานพิจารณายกเว้นความผิดได้ เมื่อมีเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ต้องตรวจสอบเบื้องต้นหรือป้องกันระงับเหตุก่อน โดยต้องชี้แจงเหตุผลและแจ้งโดยเร็ว ไม่เกิน 15 วันนับแต่ทราบเหตุ สำนักงานอาจขอคำชี้แจงเพิ่มภายหลัง นี่คือการขอยกเว้น ไม่ใช่สิทธิอัตโนมัติ จึงควรแจ้งตามกำหนดเสมอและเติมรายละเอียดทีหลัง

แจ้งลูกค้าอย่างไร ควรพูดอะไร และไม่ควรพูดอะไร

เมื่อความเสี่ยงสูง ประกาศข้อ 10 ให้ข้อความถึงเจ้าของข้อมูล ต้องมีอย่างน้อย ข้อมูลสังเขปเกี่ยวกับลักษณะของเหตุ ช่องทางติดต่อ DPO หรือผู้ประสานงาน ผลกระทบที่อาจเกิดกับเขา และแนวทางเยียวยา พร้อมข้อแนะนำสิ่งที่เขาทำเองได้ เช่น เปลี่ยนรหัสผ่านหรือระวังการหลอกลวงทางโทรศัพท์และอีเมล

ถ้าติดต่อรายบุคคลไม่ได้ ข้อ 11 ให้แจ้งเป็นกลุ่มหรือแจ้งทั่วไปผ่านสื่อสาธารณะหรือสื่อออนไลน์ได้ แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มแก่เจ้าของข้อมูล

แนวปฏิบัติด้านการสื่อสาร (ไม่ใช่ข้อบังคับของกฎหมาย)

  • ควรพูด ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว ข้อมูลประเภทใดที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่บริษัททำไปแล้ว สิ่งที่ลูกค้าควรทำ และช่องทางติดต่อที่ตอบได้จริง
  • ไม่ควรพูด คาดเดาต้นเหตุหรือตัวผู้กระทำก่อนผลตรวจสอบ ลดความร้ายแรงด้วยถ้อยคำเช่น "ไม่น่ามีผลกระทบ" โดยไม่มีหลักฐาน โยนความผิดให้ผู้ให้บริการในจดหมายถึงลูกค้า หรือสัญญาว่าจะชดเชยก่อนประเมินความรับผิด
  • ให้ข้อความถึงลูกค้ากับที่แจ้ง สคส. สอดคล้องกัน ข้อมูลที่ขัดกันสร้างปัญหาภายหลัง
  • ใช้ภาษาธรรมดา ส่งผ่านช่องทางที่ลูกค้าไว้ใจ และระวังไม่ให้ข้อความแจ้งเหตุเองกลายเป็นช่องให้มิจฉาชีพลอกเลียน

โทษถ้าไม่แจ้งเป็นอย่างไร

ผู้ควบคุมข้อมูลที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 37 ซึ่งรวมหน้าที่แจ้งเหตุตามอนุมาตรา (4) ต้องระวางโทษปรับทางปกครอง ไม่เกินสามล้านบาท ตามมาตรา 83 นั่นคือเพดาน ซึ่งจะพิจารณาตามพฤติการณ์ของแต่ละเหตุ

อย่าสับสนกับเพดานห้าล้านบาทที่พบในบางแหล่ง เพดานนั้นเป็นของมาตรา 84 ซึ่งเกี่ยวกับข้อมูลอ่อนไหวและการโอนข้อมูลข้ามประเทศ ไม่ใช่หน้าที่แจ้งเหตุ แต่ถ้าข้อมูลที่รั่วเป็นข้อมูลอ่อนไหว เช่น ข้อมูลสุขภาพ ก็อาจมีประเด็นอื่นตามมาด้วย

ส่วนผู้ประมวลผลที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 40 โดยไม่มีเหตุอันควร ก็ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินสามล้านบาทเช่นกันตามมาตรา 86 นอกจากโทษปรับแล้ว มาตรา 77 ยังให้ผู้ควบคุมหรือผู้ประมวลผลที่ฝ่าฝืนกฎหมายจนเจ้าของข้อมูลเสียหายต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แม้ไม่ได้จงใจหรือประมาท เว้นแต่พิสูจน์ข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนดได้ ดูภาพรวมที่ อัปเดตกฎหมาย PDPA สำหรับธุรกิจไทย ปี 2569

ต้องแจ้ง สกมช. ด้วยหรือไม่

เฉพาะบริษัทที่เป็น หน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) ตามที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด เมื่อเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างมีนัยสำคัญต่อระบบ มาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 กำหนดให้รายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติและหน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล ซึ่งเป็นหน้าที่แยกจาก PDPA และต้องทำควบคู่กัน

บริษัททั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม CII ไม่มีหน้าที่นี้ตามมาตราดังกล่าว แต่ผู้ที่อยู่ในภาคที่มีหน่วยงานกำกับเฉพาะ เช่น การเงินหรือโทรคมนาคม ควรตรวจกฎของหน่วยงานนั้นเพิ่ม

รายการตรวจสำหรับ 72 ชั่วโมงแรก

  1. จดเวลาที่ทราบเหตุและแหล่งที่มา ตั้งผู้ประสานงาน
  2. ระงับการเข้าถึงที่ผิดปกติ เปลี่ยนรหัสผ่านและกุญแจ
  3. สำรองล็อกและหลักฐานก่อนล้างหรือติดตั้งระบบใหม่
  4. แจ้งผู้ให้บริการและผู้ประมวลผล ขอรายงานเป็นลายลักษณ์อักษร
  5. ระบุประเภทข้อมูล จำนวนราย และกลุ่มเจ้าของข้อมูล
  6. ประเมินความเสี่ยงตามปัจจัยในประกาศ และบันทึกเหตุผล
  7. ถ้ามีความเสี่ยง แจ้ง สคส. ตามข้อมูลที่มี ถ้ามีความเสี่ยงสูง เตรียมข้อความถึงเจ้าของข้อมูล
  8. ถ้าถูกแฮก แจ้งความและเก็บเอกสารประกอบ
  9. ตรวจว่าเป็น CII หรืออยู่ภายใต้หน่วยกำกับเฉพาะหรือไม่
  10. ทำรายงานเหตุการณ์และแผนแก้ไข รวมถึงแก้สัญญากับผู้ประมวลผล

อ่านต่อ

คำถามที่พบบ่อย

ข้อมูลลูกค้ารั่ว ต้องแจ้ง สคส. ภายในกี่ชั่วโมง+

ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชักช้า ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะทำได้ ตามมาตรา 37 (4) เว้นแต่การละเมิดนั้นไม่มีความเสี่ยงที่จะกระทบสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ประกาศคณะกรรมการฯ ให้เริ่มกระบวนการแจ้งเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการละเมิดเกิดขึ้นจริง จึงควรตรวจสอบเบื้องต้นให้เร็วที่สุด

ข้อมูลรั่วทุกครั้งต้องแจ้งลูกค้าไหม+

ไม่ทุกครั้ง ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลเมื่อการละเมิดมีความเสี่ยงสูงที่จะกระทบสิทธิและเสรีภาพของเขา พร้อมแนวทางเยียวยา ส่วนการแจ้ง สคส. ต้องทำเมื่อการละเมิดมีความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และไม่ต้องแจ้งเฉพาะกรณีที่ไม่มีความเสี่ยงเลย ผู้ควบคุมข้อมูลควรบันทึกเหตุผลของการประเมินไว้ทุกครั้ง แม้สรุปว่าไม่ต้องแจ้ง

ถ้าแจ้งไม่ทันใน 72 ชั่วโมงจะทำอย่างไร+

ประกาศคณะกรรมการฯ เปิดช่องให้ขอให้สำนักงานพิจารณายกเว้นความผิดจากการแจ้งล่าช้า โดยต้องมีเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ต้องตรวจสอบเบื้องต้นหรือต้องระงับเหตุก่อน ต้องชี้แจงเหตุผลและแจ้งโดยเร็ว แต่ไม่เกิน 15 วันนับแต่ทราบเหตุ การยกเว้นอยู่ในดุลพินิจของสำนักงาน จึงไม่ควรถือเป็นสิทธิที่จะใช้ได้เสมอ

ระบบอยู่กับผู้ให้บริการคลาวด์หรือบริษัทรับจ้าง แล้วเขาทำข้อมูลรั่ว ใครต้องแจ้ง+

ผู้ประมวลผลมีหน้าที่แจ้งผู้ควบคุมข้อมูลถึงเหตุที่เกิดขึ้นตามมาตรา 40 แต่หน้าที่แจ้ง สคส. และแจ้งเจ้าของข้อมูลเป็นของผู้ควบคุมข้อมูล ซึ่งโดยทั่วไปคือบริษัทที่เก็บข้อมูลลูกค้า ประกาศคณะกรรมการฯ กำหนดให้ผู้ควบคุมระบุในสัญญากับผู้ประมวลผลว่าต้องแจ้งภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ ไม่ควรรอให้ผู้ให้บริการแจ้งก่อนแล้วจึงเริ่มนับเวลา

ไม่แจ้งเหตุข้อมูลรั่วมีโทษอะไร+

ผู้ควบคุมข้อมูลที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 37 ซึ่งรวมหน้าที่แจ้งเหตุ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินสามล้านบาทตามมาตรา 83 นอกจากนี้ยังอาจต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งตามมาตรา 77 ต่อเจ้าของข้อมูลที่เสียหาย และเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า ตัวเลขนี้เป็นเพดาน ไม่ใช่อัตราตายตัว

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา