คู่มือนี้เขียนให้ ฝั่งลูกหนี้ ตั้งแต่วันที่ได้รับหมายศาล ไปจนถึงวันที่มีการยึดหรืออายัด สิ่งที่เสียหายที่สุดในเรื่องแบบนี้ไม่ใช่การไม่มีเงิน แต่คือ การปล่อยให้เส้นตายผ่านไปโดยไม่ทำอะไร เพราะทางเลือกในแต่ละขั้นเปิดอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
หากท่านอยู่ฝั่งเจ้าหนี้ที่ต้องการเรียกเงินคืน คู่มือที่ตรงกว่าคือ ทวงหนี้ สืบทรัพย์ และบังคับคดี
ขั้นที่ 1 — ได้รับหมายศาล อย่าเพิกเฉยเด็ดขาด
จุดที่คนพลาดมากที่สุดคือคิดว่าไม่มีเงินจ่ายอยู่แล้ว ไปหรือไม่ไปก็ผลเหมือนกัน ซึ่งไม่จริง
การไม่ไปตามนัดทำให้ศาลพิจารณาไปโดยไม่มีข้อต่อสู้ของฝ่ายเรา ผลคือมักแพ้ไปตามที่โจทก์ฟ้องทั้งยอด รวมทั้งดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ทั้งที่หลายเรื่องมีประเด็นที่โต้แย้งได้จริง เช่น
- ยอดที่ฟ้องคำนวณถูกหรือไม่ โดยเฉพาะดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ
- หนี้ขาดอายุความแล้วหรือยัง ซึ่ง ศาลไม่ยกขึ้นวินิจฉัยให้เอง ฝ่ายลูกหนี้ต้องยกขึ้นต่อสู้
- โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องจริงหรือไม่ ในกรณีที่หนี้ถูกโอนต่อกันมาหลายทอด
- มีการชำระบางส่วนไปแล้วแต่ไม่ถูกนำมาหักหรือไม่
สิ่งที่ควรทำในสัปดาห์แรก คือดูวันนัดในหมายให้ชัด เก็บสัญญาและหลักฐานการชำระทุกครั้งเท่าที่หาได้ แล้วให้ทนายอ่านคำฟ้องก่อนถึงวันนัด การไปศาลไม่ได้แปลว่าต้องสู้จนถึงที่สุด หลายเรื่องจบลงที่การไกล่เกลี่ยด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนได้จริง ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าการแพ้โดยไม่ไป
ขั้นที่ 2 — มีคำพิพากษาแล้ว ยังมีช่วงเวลาให้ตกลงกัน
เมื่อศาลมีคำพิพากษา จะมีระยะเวลาที่กำหนดให้ปฏิบัติตามก่อนที่เจ้าหนี้จะดำเนินการบังคับคดีได้ ช่วงนี้คือช่วงที่ยังเจรจาได้ในบรรยากาศที่ดีที่สุดเท่าที่เหลืออยู่ เพราะเจ้าหนี้เองก็ต้องออกค่าใช้จ่ายและใช้เวลาในการสืบทรัพย์และบังคับคดี
สิ่งที่ควรทำ
- ติดต่อเจ้าหนี้หรือทนายของเจ้าหนี้ เป็นหนังสือ ไม่ใช่โทรคุยแล้วจำกันเอง
- เสนอตัวเลขที่ทำได้จริงและทำได้ต่อเนื่อง ดีกว่าตัวเลขสวยที่ผิดนัดในเดือนที่สาม
- ระบุให้ชัดว่าข้อตกลงครอบคลุมยอดใด ดอกเบี้ยเดินต่อหรือไม่ และเมื่อชำระครบแล้วเจ้าหนี้จะดำเนินการอย่างไรกับการบังคับคดี
ขั้นที่ 3 — ถูกอายัดเงินเดือนหรือถูกยึดทรัพย์
เรื่องเงินเดือน กฎหมายไม่ได้ให้อายัดได้ทั้งจำนวน มีเพดานสัดส่วนที่อายัดได้ และมีเกณฑ์ที่คุ้มครองรายได้ส่วนล่างไว้ไม่ให้อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี นอกจากนั้นเงินบางประเภทมีสถานะต่างจากเงินเดือนปกติ จุดนี้เป็นจุดที่คำนวณผิดกันบ่อยทั้งสองฝ่าย จึงควรให้ตรวจยอดที่ถูกอายัดจริงว่าเกินกว่าที่กฎหมายให้หรือไม่
เรื่องทรัพย์สิน กฎหมายกันทรัพย์บางอย่างไว้ไม่ให้ถูกยึด เช่น เครื่องใช้ที่จำเป็นแก่การครองชีพตามสมควร และเครื่องมือที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพภายในขอบเขตที่กำหนด และหากทรัพย์ที่ถูกยึดเป็นของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ เช่น ของคู่สมรสที่เป็นสินส่วนตัวหรือของญาติที่อยู่บ้านเดียวกัน เจ้าของที่แท้จริงมีช่องทางร้องขอให้ปล่อยทรัพย์นั้น
ทุกช่องทางข้างต้นมีกำหนดเวลา การเก็บหมายและเอกสารทุกฉบับที่ได้รับ พร้อมจดวันที่ได้รับไว้ จึงสำคัญกว่าที่คิด เพราะวันที่ได้รับคือจุดเริ่มนับของสิทธิที่จะโต้แย้ง
ขั้นที่ 4 — บ้านหรือที่ดินกำลังจะถูกขายทอดตลาด
ขั้นนี้คือขั้นที่ทางเลือกเหลือน้อยที่สุด แต่ยังไม่ใช่ไม่มีเลย ช่องทางที่มีตามสภาพของเรื่อง ได้แก่
- ชำระหรือวางเงินเพื่อให้มีการถอนการบังคับคดี
- ตกลงกับเจ้าหนี้ก่อนถึงวันขาย ซึ่งเจ้าหนี้จำนวนมากยอมเจรจาเพราะการขายทอดตลาดมักได้เงินน้อยกว่าที่คาด
- คัดค้านเมื่อมีเหตุตามกฎหมาย เช่น ราคาประเมินหรือวิธีการขายไม่ถูกต้อง
- ตรวจสิทธิของผู้อยู่อาศัยและผู้เช่าที่มีอยู่ก่อน ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับตัวหนี้
สิ่งที่ทำไม่ได้และทำให้แย่ลงคือการโอนทรัพย์ให้ญาติเพื่อหนีการบังคับคดี เพราะเป็นเรื่องที่ถูกเพิกถอนได้และอาจมีผลร้ายทางอื่นตามมา
ถ้าหนี้ท่วมจริง ๆ
เมื่อหนี้เกินกว่าจะจัดการทีละคดีได้ ควรประเมินภาพรวมแทนการวิ่งแก้ทีละหมาย ทั้งการรวมหนี้เพื่อเจรจาชุดเดียว การใช้ช่องทางไกล่เกลี่ยที่มีอยู่ และการพิจารณากระบวนการตามกฎหมายล้มละลายซึ่งมีทั้งฝั่งที่เป็นผลดีและผลเสียที่ต้องชั่ง สิ่งที่ควรเลี่ยงคือการกู้ใหม่มาโปะหนี้เก่าโดยไม่ได้แก้โครงสร้าง เพราะทำให้ยอดรวมโตขึ้นและเพิ่มจำนวนเจ้าหนี้ที่ต้องเจรจา
สรุปสั้น
- ได้หมายศาลต้องไป แม้จะไม่มีเงิน เพราะการไม่ไปคือการเสียข้อต่อสู้ที่มีอยู่
- อายุความเป็นสิทธิที่ต้องยกขึ้นเอง ศาลไม่ยกให้
- ช่วงหลังคำพิพากษาแต่ก่อนบังคับคดี คือช่วงที่เจรจาได้ดีที่สุด
- เงินเดือนอายัดได้ไม่เกินเพดาน และทรัพย์บางอย่างยึดไม่ได้
- การโต้แย้งทุกช่องทางมีกำหนดเวลา ให้จดวันที่ได้รับเอกสารเสมอ
- อย่าโอนทรัพย์หนีการบังคับคดี
อ่านต่อ
- ทวงหนี้ สืบทรัพย์ และบังคับคดี (ฝั่งเจ้าหนี้)
- สิทธิเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ
- โดนโกงออนไลน์ แจ้งความอย่างไรให้มีโอกาสได้เงินคืน
- เงินเดือนไม่ออก นายจ้างค้างค่าจ้าง ทวงคืนอย่างไร
คู่มือนี้จัดทำโดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — ก่อตั้ง พ.ศ. 2529 สำนักงานใหญ่ขอนแก่น สาขากรุงเทพฯ เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย ผลของแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของเรื่องนั้นเอง ก่อนดำเนินการใดควรตรวจสอบกับผู้มีวิชาชีพ