เรื่องนี้มีสองด้านที่ต้องอ่านคู่กันเสมอ คือ ด้านของคนที่ถูกโพสต์ถึง และ ด้านของคนที่กำลังจะโพสต์ตอบ เพราะจำนวนไม่น้อยของคนที่เริ่มต้นในฐานะผู้เสียหาย กลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาเสียเองจากสิ่งที่โพสต์ตอบไปในวันเดียวกัน
ชั่วโมงแรก: เก็บหลักฐานก่อนโพสต์หาย
โพสต์ที่ทำให้เสียหายมักถูกลบเมื่อเจ้าของรู้ตัวว่าอีกฝ่ายจะดำเนินคดี สิ่งที่ควรทำก่อนอย่างอื่น
- ถ่ายภาพหน้าจอทั้งหน้า ให้เห็นชื่อบัญชี วันเวลา และตัวข้อความในภาพเดียวกัน
- บันทึกลิงก์ของโพสต์ และลิงก์โปรไฟล์ผู้โพสต์
- เก็บคอมเมนต์ใต้โพสต์ด้วย เพราะเป็นตัวแสดงว่ามีบุคคลที่สามเห็นและเข้าใจว่าหมายถึงใคร
- เก็บหลักฐานความเสียหาย เช่น ลูกค้าที่ยกเลิก ข้อความที่คนอื่นส่งมาถาม หรือผลกระทบต่อการทำงาน
- อย่าลบแชทเดิมกับคู่กรณี แม้จะเป็นการทะเลาะที่ไม่อยากให้ใครเห็น เพราะบริบทก่อนหน้าคือสิ่งที่ใช้อธิบายเรื่องได้
หลักฐานที่ดีที่สุดคือชุดที่แสดง ลำดับเวลา ได้ว่าเรื่องเริ่มอย่างไรและบานปลายอย่างไร ไม่ใช่ภาพเดียวที่ตัดมาเฉพาะประโยคที่แรงที่สุด
เส้นที่ทำให้ผู้เสียหายกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหา
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงทันทีหลังเกิดเรื่อง
- โพสต์ตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรง โดยเฉพาะการเอ่ยชื่อหรือทำให้รู้ว่าหมายถึงใคร
- ประจานพร้อมข้อมูลส่วนตัวของอีกฝ่าย เช่น เบอร์โทร ที่อยู่ ที่ทำงาน หรือรูปครอบครัว
- ชวนให้คนอื่นเข้าไปรุม ซึ่งอาจทำให้ตนมีส่วนร่วมในสิ่งที่ตามมา
- แชร์ต่อโดยเติมข้อความของตัวเอง ในเรื่องที่ยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่
ข้อความที่โพสต์ตอนโมโหคือหลักฐานที่ใช้ได้ทั้งสองทาง และเป็นสาเหตุที่คดีลักษณะนี้จำนวนมากจบลงด้วยการที่ทั้งสองฝ่ายต่างฟ้องกัน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใคร
ทางเลือกที่มี ไม่ได้มีแค่ฟ้อง
1. แจ้งแพลตฟอร์มให้ระงับหรือลบ
เป็นทางที่เร็วที่สุดและใช้ควบคู่กับทางอื่นได้ ทุกแพลตฟอร์มหลักมีช่องทางรายงานเนื้อหาที่ละเมิด ข้อจำกัดคือผลขึ้นอยู่กับนโยบายของแพลตฟอร์มและอาจไม่ครอบคลุมทุกกรณี
2. ออกหนังสือบอกกล่าวให้ลบและหยุดการเผยแพร่
หนังสือจากทนายมักทำให้เรื่องจบเร็วกว่าที่คิด โดยเฉพาะกับผู้โพสต์ที่ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นคดีและเพียงโพสต์ตามอารมณ์ ข้อดีคือกำหนดเงื่อนไขได้ เช่น ให้ลบ ให้ชี้แจง หรือให้ขอโทษในช่องทางเดิม
3. ดำเนินคดีอาญา
เหมาะกับกรณีที่ข้อความรุนแรง เผยแพร่เป็นวงกว้าง หรือมีการกระทำต่อเนื่องแม้ถูกเตือนแล้ว
4. ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย
ใช้เมื่อความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือต่อกิจการชัดเจนและพิสูจน์ได้ ทางนี้เป็นคนละทางกับอาญาและใช้คู่กันได้
การเลือกทางไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า "ฟ้องได้ไหม" แต่ควรเริ่มจาก "อยากได้อะไรเป็นผลลัพธ์" ถ้าเป้าหมายคือให้ลบและหยุด ทางที่หนึ่งกับที่สองมักได้ผลเร็วกว่ามาก
กรณีธุรกิจถูกรีวิวใส่ร้าย
สำหรับร้านค้าและกิจการ ต้องแยกให้ออกระหว่างสองอย่าง
- รีวิวที่เป็นความเห็นจากประสบการณ์จริง แม้จะเป็นความเห็นด้านลบก็มีข้อยกเว้นเรื่องการติชมด้วยความเป็นธรรมรองรับอยู่ การตอบโต้ด้วยการฟ้องมักได้ผลตรงข้ามและทำให้เรื่องขยาย
- รีวิวที่ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ เช่น อ้างว่าพบสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หรือรีวิวจากบัญชีที่ไม่เคยใช้บริการเลย กรณีนี้เป็นคนละเรื่องและดำเนินการได้
แนวทางที่ได้ผลกับกิจการส่วนใหญ่คือตอบในช่องทางสาธารณะอย่างสุภาพและตรงประเด็นก่อน เก็บหลักฐานไว้คู่กัน แล้วจึงใช้ช่องทางกฎหมายกับเฉพาะรายที่เข้าข่ายกลุ่มที่สอง
ถ้าฝ่ายท่านคือคนที่ถูกกล่าวหา
หากได้รับหมายเรียกจากการโพสต์หรือแชร์ อย่าเพิ่งลบโพสต์แล้วคิดว่าจบ เพราะอีกฝ่ายมักเก็บหลักฐานไว้แล้ว และการลบอาจถูกอธิบายเป็นผลร้ายกับตัวเองได้ ขั้นตอนที่ควรทำอยู่ในคู่มือ โดนหมายเรียกจากตำรวจ ต้องทำอย่างไร
ในทางคดี ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดที่ยอมความกันได้ การเจรจาจึงเป็นทางออกที่ใช้ได้จริงในหลายเรื่อง และมักจบเร็วกว่าการสู้จนถึงที่สุดทั้งสองฝ่าย
สรุปสั้น
- เก็บหลักฐานให้ครบก่อนโพสต์ถูกลบ ทั้งภาพ ลิงก์ คอมเมนต์ และความเสียหาย
- อย่าตอบโต้ด้วยการโพสต์ประจาน เพราะทำให้ตัวเองกลายเป็นฝ่ายถูกกล่าวหา
- การระบุตัวได้สำคัญกว่าการเอ่ยชื่อตรง ๆ
- แชร์ต่อพร้อมข้อความของตัวเองมีความเสี่ยงมากกว่าแชร์เปล่า
- ตั้งเป้าหมายก่อนเลือกวิธี ถ้าต้องการให้ลบและหยุด หนังสือบอกกล่าวมักเร็วกว่าฟ้อง
- หมิ่นประมาทยอมความได้ การเจรจาจึงเป็นทางออกที่ควรพิจารณาเสมอ
อ่านต่อ
- โดนหมายเรียกจากตำรวจ ต้องทำอย่างไร
- คู่มือคดีอาญาในประเทศไทย
- โดนโกงออนไลน์ แจ้งความอย่างไรให้มีโอกาสได้เงินคืน
- คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPA สำหรับกิจการ
คู่มือนี้จัดทำโดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — ก่อตั้ง พ.ศ. 2529 สำนักงานใหญ่ขอนแก่น สาขากรุงเทพฯ เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย ผลของแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับถ้อยคำ บริบท และพยานหลักฐานของเรื่องนั้นเอง ก่อนดำเนินการใดควรตรวจสอบกับผู้มีวิชาชีพ