เงินติดด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องธนาคาร
สายมักเข้ามาในปีที่สาม บริษัทลูกในไทยมีกำไร กลุ่มบริษัทอยากได้เงิน แล้วเงินก็ไม่ขยับ
สาเหตุแทบไม่เคยเป็นธนาคาร แต่เป็นชุดการตัดสินใจตอนตั้งบริษัท ที่ทำโดยคนที่มุ่งความเร็วในการจัดตั้ง แล้วทิ้งบริษัทไว้โดยไม่มีช่องทางสะอาดให้เงินออก
คู่มือนี้ว่าด้วยการตัดสินใจเหล่านั้น ส่วนอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย กลไกการใช้สิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อน และข้อกำหนดการรายงานการจ่ายเงินออก อยู่ในคู่มือนักลงทุนต่างชาติ ครบแล้ว หน้านี้ไม่กล่าวซ้ำ
คู่มือนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย อัตรา เกณฑ์ และเอกสารที่ต้องใช้ เปลี่ยนแปลงได้
1. หนี้หรือทุน: ตัดสินครั้งเดียว ตอนตั้งบริษัท
การตัดสินใจเรื่องเงินทุนที่มีผลมากที่สุด และเป็นข้อที่มักทำโดยไม่ได้คิด
ทุน คือเงินทุนถาวร ออกทางการจ่ายเงินปันผล ซึ่งขึ้นกับการที่บริษัทมีกำไรที่จ่ายได้และผ่านขั้นตอนอนุมัติครบ ซึ่งอาจอีกหลายปีสำหรับธุรกิจที่ลงทุนหนักช่วงต้น
เงินกู้ผู้ถือหุ้น สร้างช่องทางชำระคืนที่ทำงานได้ก่อนจะมีกำไรที่จ่ายได้
แต่ต้องเป็น เงินกู้จริง มีเอกสารก่อนเงินเคลื่อน เงื่อนไขเป็นไปตามการค้าปกติ มีการเบิกจริง และมีการชำระจริง ดอกเบี้ยที่ไม่เคยเรียกเก็บ วันครบกำหนดที่ผ่านไปโดยไม่มีใครพูดถึง และการเบิกเงินโดยไม่มีสัญญาวงเงิน ล้วนชี้ไปทางเดียวกันว่านี่คือทุนที่ติดป้ายชื่ออื่น
สิ่งที่ใช้ไม่ได้คือการเปลี่ยนลักษณะย้อนหลัง การเรียกบางอย่างว่าเงินกู้ในปีที่สามเพราะตอนนี้ต้องการช่องทางชำระคืน คือคำขอที่เราต้องปฏิเสธบ่อยที่สุด
จัดสัดส่วนให้ถูกตั้งแต่ตั้งบริษัท โดยดูจากรูปแบบเงินทุนจริงของท่าน ทั้งระยะเวลากว่าจะมีกำไร เงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้ และวิธีที่กลุ่มบริษัทคาดว่าจะได้เงินคืน
2. ทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ที่ไหน
ตัดสิน ก่อนที่แบรนด์หรือเทคโนโลยีจะมีมูลค่า การย้ายหลังจากนั้นเป็นธุรกรรมที่มีผลตามมา ไม่ใช่งานธุรการ
- อยู่นอกประเทศไทยแล้วอนุญาตให้ใช้เข้ามา สัญญาอนุญาตต้องมีอยู่ มีเงื่อนไขชัด ก่อนที่รายได้จะพึ่งพามัน และต้องเป็นสัญญาจริง มีขอบเขต การควบคุมคุณภาพ และเงื่อนไขที่บุคคลภายนอกจะยอมรับว่าเป็นสัญญาอนุญาต
- อยู่ในบริษัทไทย ง่ายกว่า ไม่มีสายสัญญาอนุญาต แต่ทรัพย์สินทางปัญญาผูกกับนิติบุคคลที่วันหนึ่งอาจอยากขาย ปรับโครงสร้าง หรือเลิก
แบบไหนก็ถูกได้ คำตอบที่ผิดคือมารู้ตอนตรวจสอบสถานะว่าไม่เคยมีการกำหนดความเป็นเจ้าของ กลไกอยู่ในคู่มือความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา
3. ค่าบริการที่เรียกเก็บจากบริษัทไทย: เนื้อหาและประโยชน์
การเรียกเก็บใด ๆ จากกลุ่มบริษัทมายังบริษัทไทย ไม่ว่าจะเป็นค่าบริหารจัดการ การเรียกคืนต้นทุน ค่าบริการทางเทคนิค หรือค่าแบรนด์และค่าสิทธิ ถูกทดสอบด้วย เนื้อหาและประโยชน์ที่ได้รับ ว่าทำอะไรจริง โดยใคร และบริษัทไทยได้รับอะไรที่จำเป็นต้องมี
ความล้มเหลวแทบทุกครั้งเป็นเรื่องพยานหลักฐาน ไม่ใช่เรื่องหลักการ บริการให้จริง แต่ไม่มีใครเขียนไว้ว่าคืออะไร
สร้างแฟ้มไปพร้อมกับการทำงาน
- สัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร มีผลก่อนเริ่มเรียกเก็บ
- ขอบเขตบริการที่บรรยายสิ่งที่ส่งมอบจริง
- บันทึกว่าใครเป็นผู้ทำงาน ทั้งเวลา ผลงาน หรือชิ้นงานส่งมอบ
- ฐานคิดที่มีเหตุผลและมีบันทึกว่าคำนวณจำนวนมาอย่างไร
- หลักฐานประโยชน์ที่บริษัทไทยได้รับโดยเฉพาะ ไม่ใช่ประโยชน์ของกลุ่มโดยรวม
การไปสร้างสิ่งเหล่านี้ย้อนหลังสองปีนั้นดูออกว่าสร้างย้อนหลัง และคนที่ตรวจก็อ่านออกแบบนั้น
ค่าสิทธิและค่าแบรนด์แข็งได้เท่ากับความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาที่อยู่เบื้องหลังเท่านั้น การเรียกเก็บค่าใช้เครื่องหมายที่ผู้เรียกเก็บไม่ได้เป็นเจ้าของอย่างชัดเจน อ่อนสองชั้น
4. ธนาคารและกรมสรรพากรจะขออะไร
หลักฐานว่าการจ่ายนั้นเป็นอย่างที่ท่านบอก
- สัญญาที่เป็นมูลเหตุ
- ใบแจ้งหนี้ที่สอดคล้องกับสัญญา
- หลักฐานว่าบริการหรือการส่งมอบเกิดขึ้นจริง
- มติกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเมื่อประเภทการจ่ายนั้นต้องมี
- เอกสารทางภาษีที่เหมาะกับประเภทการจ่าย
- หลักฐานถิ่นที่อยู่หรือสถานะของผู้รับ เมื่อขอใช้สิทธิลดหย่อน
ข้อกำหนดต่างกันตามประเภทการจ่ายและตามธนาคาร ความล่าช้าแทบไม่เคยเป็นเพราะธนาคารเรื่องมาก แต่เป็นเพราะแฟ้มถูกรวบรวมหลังตัดสินใจจ่ายแทนที่จะก่อน
5. รูปแบบที่ทำให้โครงสร้างพัง
ชั้นการถือหุ้นแทน ความเป็นเจ้าของบนกระดาษไม่ตรงกับความเป็นจริง ใช้ได้จนถึงตอนตรวจสอบสถานะ ตอนธนาคารทบทวน ตอนต่อใบอนุญาต หรือตอนแตกหักกัน แล้วก็ใช้ไม่ได้ ดูว่าผู้รับจดทะเบียนกำลังขายอะไรจริงได้ที่คู่มือการจัดประเภทธุรกิจ
การเรียกเก็บระหว่างบริษัทในเครือที่ไม่มีเอกสาร เงินเคลื่อนไปมาหลายปีโดยไม่มีอะไรรองรับ แต่ละรายการเล็ก รวมกันมีนัยสำคัญ และป้องกันย้อนหลังไม่ได้
กวาดเงินกลับก่อนจัดการภาษี ย้ายเงินไปบริษัทแม่ก่อนที่บริษัทไทยจะจัดการภาระของตัวเองให้เรียบร้อย เปลี่ยนความสะดวกด้านกระแสเงินสดให้เป็นปัญหาการปฏิบัติตามกฎหมายที่ผูกกับบริษัทและกรรมการ
ไม่ได้คิดเรื่องทางออก โครงสร้างที่สร้างไว้เพื่อดำเนินกิจการอย่างเดียว ไม่เคยคิดเรื่องการขาย ผู้ซื้อหักส่วนลดให้กับปัญหาเชิงโครงสร้าง และผู้ซื้อหาเจอ
6. เช็คลิสต์ก่อนจดทะเบียนบริษัท
- จำลองรูปแบบเงินทุน ระยะเวลากว่าจะมีกำไร เงินทุนหมุนเวียน วิธีที่กลุ่มคาดว่าจะได้เงินคืน
- กำหนดสัดส่วนหนี้กับทุนตามนั้น และทำเอกสารเงินกู้ให้ครบ ก่อน เงินเคลื่อน
- ตัดสินว่าทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ที่ไหน และทำสัญญาอนุญาตหรือโอนสิทธิก่อนมูลค่าจะเกิด
- ร่างสัญญาบริการระหว่างบริษัทในเครือก่อนเริ่มเรียกเก็บ
- ตกลงว่าจะเก็บหลักฐานอะไรสำหรับการเรียกเก็บแต่ละรายการ และใครเก็บ
- ยืนยันกับธนาคารว่าต้องใช้เอกสารอะไรสำหรับการจ่ายแต่ละประเภท
- ตรวจโครงสร้างเทียบกับการขายในอนาคต — ทนายของผู้ซื้อจะถามอะไร
สรุปสั้น
| การตัดสินใจ | ถ้าทำผิด |
|---|---|
| หนี้หรือทุน | ไม่มีช่องทางชำระคืน เงินติดจนกว่าจะมีกำไรที่จ่ายได้ |
| ทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ที่ไหน | การย้ายทีหลังเป็นธุรกรรมที่มีภาระภาษี ไม่ใช่งานธุรการ |
| สัญญาบริการ | การเรียกเก็บอธิบายไม่ได้เมื่อถูกตรวจ |
| วินัยเรื่องหลักฐาน | การสร้างย้อนหลังสองปีอ่านออกว่าสร้างย้อนหลัง |
| การถือหุ้นแทน | โครงสร้างพังในจังหวะที่มีผลมากที่สุด |
ทุกข้อในนี้ถูกที่จะตัดสินก่อนตั้งบริษัท และแพงที่จะแก้ในปีที่สาม การปรับโครงสร้างเป็นโครงการ การวางโครงสร้างเป็นการประชุมครั้งเดียว
เราให้คำปรึกษาบริษัทแม่ต่างชาติเรื่องโครงสร้างบริษัทลูกในไทย ข้อตกลงระหว่างบริษัทในเครือ และวินัยด้านหลักฐานที่อยู่เบื้องหลัง ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย โทร 092-254-2045 หรือเขียนเรื่องของท่านมาที่ /contact — ดูเพิ่มที่ บริการภาษี และ บัญชีและภาษี
คู่มือนี้จัดทำโดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในขอนแก่น ก่อตั้ง พ.ศ. 2529 เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ