คำตอบหลัก
บริษัทที่ขายผ่าน Shopee, Lazada, TikTok Shop และเว็บไซต์ของตนเอง มักพบว่า เงินที่เข้าบัญชีธนาคารไม่เคยเท่ากับยอดขายในระบบออเดอร์ ส่วนต่างเกิดจากค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าขนส่ง คูปองส่วนลด การคืนสินค้า รายการปรับปรุง และบางครั้งภาษีที่ถูกหักไว้ วิธีแก้ไม่ใช่การทำสเปรดชีตให้ซับซ้อนขึ้น แต่คือการกำหนดให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าแต่ละรายการบันทึกอย่างไร แล้วจับคู่เอกสารสามชุดทุกเดือน ได้แก่ รายงานออเดอร์ รายงานสรุปการชำระเงินของแพลตฟอร์ม (settlement) และ statement ธนาคาร
หลักกฎหมาย (ประมวลรัษฎากร, พ.ร.บ.การบัญชี) ในเรื่อง VAT ฐานภาษีคือมูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับ (มาตรา 79) และความรับผิดเสียภาษีในการขายสินค้าโดยทั่วไปเกิดเมื่อส่งมอบสินค้า (มาตรา 78(1)) ดังนั้น VAT ตามยอดขาย ไม่ใช่ตามยอดที่โอนเข้าบัญชี ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบไม่น้อยกว่า 5 ปี (มาตรา 87/3) และ พ.ร.บ.การบัญชี มาตรา 14 กำหนดขั้นต่ำ 5 ปีเช่นกัน ส่วนอัตราหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 สำหรับค่าบริการที่จ่ายให้บริษัท มาจากคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528
ความเห็นเชิงปฏิบัติของเรา บันทึกแต่ละออเดอร์ตามมูลค่าขายเต็ม และบันทึกค่าธรรมเนียมแต่ละประเภทเป็นค่าใช้จ่ายแยกบรรทัด อย่าลงยอดโอนสุทธิเป็น "ยอดขาย" แล้วกระทบยอดรายออเดอร์ ไม่ใช่เพียงยอดรวมรายเดือน ส่วนเรื่องที่แต่ละแพลตฟอร์มปฏิบัติต่างกัน (ใครหักภาษี และเอกสารส่วนลดเป็นอย่างไร) อย่าเดา ให้อ่านใบสรุปของแพลตฟอร์ม จดวิธีปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษร และให้นักบัญชียืนยันก่อนยื่นแบบครั้งแรก
หากยังขายในนามบุคคลธรรมดา อ่าน ขายออนไลน์ในนามบุคคลหรือบริษัท ก่อน และสำหรับระบบบัญชีของบริษัทใหม่ ดู ระบบบัญชีปีแรกของบริษัท
1. ทำไมเงินที่ได้รับจึงไม่ตรงกับยอดขาย
แพลตฟอร์มจะหักค่าใช้จ่ายของตนก่อนโอนเงินให้ทุกออเดอร์ ออเดอร์เดียวก็เห็นส่วนต่างระหว่างยอดเต็มกับยอดสุทธิได้
ตัวอย่างสมมติ ลูกค้าซื้อสินค้าราคาตั้ง 1,000 บาท ร้านออกคูปองลด 50 บาท ลูกค้าจ่าย 950 บาท แพลตฟอร์มคิดค่าคอมมิชชันและค่าธรรมเนียมรวม 120 บาทก่อน VAT โดยสมมติ VAT ร้อยละ 7 ของค่าธรรมเนียมเป็น 8.40 บาท เงินที่โอนให้ร้านคือ 950 − 120 − 8.40 = 821.60 บาท สมุดขายต้องแสดงออเดอร์นี้ ค่าธรรมเนียมต้องแสดงเป็นค่าใช้จ่ายพร้อมภาษีซื้อ และส่วนต่าง 128.40 บาทระหว่างยอดที่ลูกค้าจ่ายกับยอดที่โอนต้องอธิบายได้ครบด้วยเอกสาร
| รายการ | คืออะไร | ดูได้จาก |
|---|---|---|
| มูลค่าออเดอร์ | ที่ลูกค้าจ่าย | รายงานออเดอร์ |
| คูปองที่ร้านออกเอง | ส่วนลดที่ร้านรับภาระ | ลดราคาขายของรายการนั้น |
| คูปองที่แพลตฟอร์มออก | ส่วนลดที่แพลตฟอร์มรับภาระ | ตรวจเงื่อนไขและใบสรุปของแพลตฟอร์ม |
| ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมชำระเงิน ค่าบริการ | ค่าใช้จ่ายของแพลตฟอร์ม | รายงาน settlement และใบกำกับภาษี |
| ค่าขนส่งและส่วนอุดหนุน | ต้นทุนผู้ให้บริการขนส่ง | รายงาน settlement |
| การคืนสินค้า/คืนเงิน | การย้อนรายการขาย | รายงาน settlement และรายงานออเดอร์ |
| ภาษีที่แพลตฟอร์มหักไว้ (ถ้ามี) | ภาษีที่ชำระล่วงหน้า | หนังสือรับรองการหักภาษี |
| รายการปรับปรุง ค่าปรับ เงินกันไว้ | ขึ้นกับแต่ละแพลตฟอร์ม | รายงาน settlement |
2. ควรบันทึกยอดขายเต็มหรือยอดสุทธิที่โอนมา
VAT มาตรา 79 กำหนดฐานภาษีเป็นมูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับ ซึ่งชี้ไปที่ราคาขายเต็ม ไม่ใช่ยอดที่เหลือหลังหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
การลงบัญชี ความเห็นของเราคือ บริษัทที่ขายสินค้าของตนเองเป็นผู้ขาย (principal) จึงบันทึกยอดขายเต็มและบันทึกค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเป็นค่าใช้จ่าย ทำให้เห็นกำไรขั้นต้นและสัดส่วนค่าธรรมเนียมของแต่ละช่องทาง การบันทึกเฉพาะยอดสุทธิทำให้ต้นทุนแต่ละช่องทางหายไปและไม่ตรงกับรายงานภาษีขาย หากบริษัทเป็นเพียงผู้จัดหาผู้ซื้อให้ผู้ขายรายอื่น หรือขายแบบรับค่านายหน้า คำตอบอาจต่างออกไป ควรหารือนักบัญชีหรือผู้สอบบัญชี
3. ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มต้องมีเอกสารอะไรรองรับ
ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มคิดเป็นการให้บริการอีกรายการหนึ่งต่างหากจากการขายของท่าน ในทางปฏิบัติแต่ละแพลตฟอร์มจะออกใบแจ้งหนี้หรือใบสรุปให้
| เอกสาร | สิ่งที่ต้องตรวจ |
|---|---|
| ใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์ม | ชื่อบริษัท เลขผู้เสียภาษี และสาขาถูกต้อง ยอดตรงกับ settlement |
| รายงานสรุปการชำระเงิน | แสดงทุกออเดอร์ ทุกค่าธรรมเนียม และยอดสุทธิ |
| หนังสือรับรองการหักภาษี (ถ้าแพลตฟอร์มหัก) | ยอดตรงกับที่ถูกหัก เก็บรวมกับเอกสารภาษี |
| ใบกำกับภาษี/ใบเสร็จที่ท่านออกให้ลูกค้า | จำเป็นหากจดทะเบียน VAT ตรวจว่ากรณีขายแต่ละแบบใช้เอกสารชนิดใด |
อย่าขอใช้ภาษีซื้อหรือบันทึกค่าใช้จ่ายสำหรับค่าธรรมเนียมที่จับคู่กับเอกสารที่ถูกต้องไม่ได้ ควรให้นักบัญชียืนยันว่าเอกสารของแต่ละแพลตฟอร์มใช้ได้ก่อนเริ่มขอใช้สิทธิ
4. ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มหรือไม่
หลักเกณฑ์ คำสั่ง ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 กำหนดอัตราร้อยละ 3 สำหรับค่าบริการที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในประเทศไทย ผู้จ่ายต้องนำส่งภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่าย และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้รับ (ตามหน้ามาตรา 3 เตรส ของกรมสรรพากร) ส่วนอัตราร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ใช้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เห็นชอบให้ขยายออกไปอีก 2 ปี ถึง 31 ธันวาคม 2570 ควรตรวจว่าประกาศใช้แล้วหรือไม่ก่อนอ้างอิง
สิ่งที่เรายืนยันไม่ได้ เราไม่พบคำวินิจฉัยของกรมสรรพากรที่จำแนกค่าธรรมเนียมแต่ละรายการของ Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop ว่าเป็นเงินได้ประเภทใด และแพลตฟอร์มจะหักให้อัตโนมัติหรือให้บริษัทผู้ขายหักเองดูเหมือนจะต่างกันตามแพลตฟอร์มและรายการ ให้ตรวจ settlement และเงื่อนไขผู้ขาย แล้วตกลงวิธีปฏิบัติกับนักบัญชี หากไม่มีใครหักทั้งที่กฎหมายกำหนด ส่วนที่ขาดอาจถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภายหลัง
5. COD คืนสินค้า และคูปอง ทำอย่างไร
COD (เก็บเงินปลายทาง) ความรับผิด VAT ของการขายสินค้าโดยทั่วไปเกิดเมื่อส่งมอบ (มาตรา 78(1)) และเกิดก่อนหากรับชำระหรือออกใบกำกับภาษีก่อนส่งมอบ เงิน COD ขนส่งเก็บแทนและนำส่งให้ภายหลัง จึงควรบันทึกยอดขายเมื่อส่งมอบ และรับรู้เงินที่ขนส่งโอนมาเป็นการชำระลูกหนี้ เงิน COD ที่ขนส่งยังไม่โอนเป็นจุดที่กระทบยอดไม่ลงบ่อยที่สุด
คืนสินค้า มาตรา 82/10 ให้ออกใบลดหนี้เพื่อลดภาษีขายได้ตามเหตุที่กำหนด เช่น สินค้าชำรุด ไม่ตรงกับที่พรรณนา หรือเหตุอื่นที่อธิบดีกำหนด การคืนเงินเพราะลูกค้าเปลี่ยนใจอาจไม่เข้าเหตุเหล่านี้ จึงควรตรวจสาเหตุก่อนปรับ VAT
คูปอง คูปองที่ร้านออกเองลดราคาขายของท่าน ส่วนคูปองที่แพลตฟอร์มออกต่างออกไป เพราะลูกค้าจ่ายน้อยลงแต่แพลตฟอร์มอาจชดเชยให้ร้าน เราไม่พบคำวินิจฉัยของกรมสรรพากรที่ว่าด้วยคูปองที่แพลตฟอร์มออกโดยตรง จึงควรตกลงวิธีการลงบัญชีและ VAT ที่ถูกต้องกับที่ปรึกษา โดยอิงเงื่อนไขของแพลตฟอร์มและใบสรุปการชำระเงิน
6. กระทบยอดรายเดือนทำอย่างไร
ทุกเดือนให้จับคู่ข้อมูลจากสามแหล่ง
| ขั้น | แหล่ง | คำถามที่ต้องตอบ |
|---|---|---|
| 1 | รายงานออเดอร์ของแต่ละช่องทาง | ทุกออเดอร์ที่ส่งมอบอยู่ในสมุดขายหรือไม่ |
| 2 | รายงาน settlement ของแพลตฟอร์ม | ยอดสุทธิแต่ละออเดอร์เท่ากับราคา − ส่วนลด − ค่าธรรมเนียม − รายการปรับปรุงหรือไม่ |
| 3 | statement ธนาคาร | ทุกยอดโอนเข้าครบ และเข้าวันใด |
| 4 | รายการค้างจับคู่ | ออเดอร์ที่ยังไม่มีเงินโอน เงินโอนที่ไม่มีออเดอร์ รายการคืนเงิน COD ที่ยังอยู่ระหว่างทาง |
| 5 | ยอดรวม | สมุดขาย รายงานภาษีขาย และรายงานแพลตฟอร์มตรงกันแยกตามช่องทาง |
แนวทางที่ทำให้ทำได้จริง
- ใช้บัญชีธนาคารของบริษัทบัญชีเดียวสำหรับรับเงินโอน ไม่ใช้บัญชีส่วนตัวของเจ้าของ
- กระทบยอดตามเลขออเดอร์ ไม่ใช่ยอดรวมรายเดือนอย่างเดียว
- ปิดงวดทุกเดือน ดาวน์โหลดรายงานแพลตฟอร์มตามวันที่กำหนดไว้ เพราะหน้าจออาจไม่เก็บข้อมูลเก่า
- ทำรายการค้างจับคู่แยกอายุ และเคลียร์ให้หมดทุกเดือน
- บันทึกว่าใครอนุมัติรายการปรับปรุง และเก็บหลักฐาน
7. ต้องเก็บเอกสารนานแค่ไหน
ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี สำเนา และเอกสารประกอบไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันยื่นแบบหรือวันทำรายงาน อธิบดีอาจกำหนดให้เก็บนานกว่านั้นได้ แต่ไม่เกิน 7 ปี (มาตรา 87/3) ส่วน พ.ร.บ.การบัญชี มาตรา 14 กำหนดให้เก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี และอาจขยายได้ถึง 7 ปี ในทางปฏิบัติควรเก็บไฟล์ settlement ใบกำกับภาษีจากแพลตฟอร์ม หนังสือรับรองการหักภาษี และ statement ธนาคารไว้ด้วยกันแยกเป็นรายเดือน
8. กรมสรรพากรเห็นข้อมูลอะไรบ้าง
มีข้อมูลที่ไหลเข้ากรมสรรพากรสองทาง เราอธิบายไว้เพื่อให้ทราบว่ามีข้อมูลจากบุคคลที่สามอยู่ ไม่ได้ทำให้หน้าที่ของท่านเปลี่ยนไป
- บัญชีพิเศษของแพลตฟอร์ม ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรลงวันที่ 27 ธันวาคม 2566 กำหนดให้อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในไทยและมีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาท จัดทำบัญชีพิเศษแสดงรายรับที่ได้จากผู้ประกอบการแต่ละราย และส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี ใช้กับรอบบัญชีที่เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 หน้าที่นี้เป็นของแพลตฟอร์ม ไม่ใช่ของท่าน
- รายงานจากสถาบันการเงิน ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์รายงานบัญชีที่ฝากหรือรับโอนตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาท กรมสรรพากรชี้แจงว่าเงินโอนเข้าไม่ได้แปลว่าเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีทั้งหมด
ข้อสรุปเชิงปฏิบัติคือ ข้อมูลจากแพลตฟอร์มและธนาคารมีอยู่นอกบัญชีของท่านแล้ว ยอดขายของท่านจึงควรสอดคล้องกับข้อมูลเหล่านั้น
9. ต้องจดทะเบียน VAT เมื่อใด
ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกิน ยอดขายออนไลน์นับรวมด้วย หากขายหลายช่องทางให้รวมทุกช่องทางเข้าด้วยกัน ดู ระบบบัญชีปีแรกของบริษัท และ หน้าที่ด้านบัญชีและภาษีของบริษัทไทยที่มีชาวต่างชาติถือหุ้น
10. รายการตรวจสอบ
- กำหนดนโยบายเดียว บันทึกยอดขายเต็ม ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเป็นค่าใช้จ่ายแยกบรรทัด
- รวบรวมชนิดใบกำกับภาษี รูปแบบ statement และวิธีหักภาษีของแต่ละแพลตฟอร์มเป็นลายลักษณ์อักษร
- ให้นักบัญชียืนยันการจัดการ VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายแยกตามแพลตฟอร์มและประเภทค่าธรรมเนียม
- ใช้บัญชีธนาคารเดียวสำหรับรับเงินโอนจากแพลตฟอร์ม
- กระทบยอดออเดอร์ settlement และธนาคารตามเลขออเดอร์ทุกเดือน
- ติดตามเงิน COD และรายการคืนเงินที่ค้างจับคู่แยกต่างหาก
- ตกลงหลักเกณฑ์การออกใบลดหนี้กับนักบัญชีก่อนช่วงที่มีการคืนสินค้าจำนวนมาก
- ดาวน์โหลดและเก็บ statement ของแพลตฟอร์มทุกเดือน เก็บเอกสารไม่น้อยกว่า 5 ปี
- ตรวจว่ารายรับรวมทุกช่องทางใกล้เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทสำหรับ VAT หรือไม่
อ่านเพิ่มเติม
- ขายออนไลน์ในนามบุคคลหรือบริษัท
- ระบบบัญชีปีแรกของบริษัท
- เปลี่ยนนักบัญชีและการยื่นแบบที่ค้างอยู่
- หน้าที่ด้านบัญชีและภาษีของบริษัทไทยที่มีชาวต่างชาติถือหุ้น
ให้มองแพลตฟอร์มเป็นทั้งผู้ให้บริการและแหล่งข้อมูล บันทึกยอดขายเต็ม แยกบันทึกค่าธรรมเนียมแต่ละรายการ และกระทบยอดออเดอร์ settlement และธนาคารทุกเดือน
เราช่วยบริษัทอีคอมเมิร์ซวางนโยบายบัญชี ตรวจเงื่อนไขแพลตฟอร์ม และเตรียมการยื่นแบบภาษี การปรึกษาเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมได้ที่ บัญชีและภาษี
คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

