คำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดคือ "จดสิทธิบัตรอย่างไร" ทั้งที่คำถามแรกจริง ๆ คือ "เรื่องนี้ควรจดหรือไม่ควรจด" เพราะการยื่นคำขอสิทธิบัตรคือการยอมเปิดเผยรายละเอียดของสิ่งที่ท่านคิดต่อสาธารณะ เพื่อแลกกับสิทธิผูกขาดที่มีอายุจำกัด ถ้าสิ่งที่ท่านมีคือสูตรหรือกระบวนการที่คู่แข่งย้อนกลับไม่ได้ การเปิดเผยอาจเป็นการยกของให้ฟรี
คู่มือนี้ตอบสามคำถามที่ตัดสินใจผิดแล้วแก้ยาก คือ จะคุ้มครองด้วยวิธีไหน ใครเป็นเจ้าของ และเก็บหลักฐานอะไรไว้ก่อนถูกลอก
สามทางเลือก ที่ไม่ได้แทนกัน
ประเทศไทยมีสิทธิบัตรสามประเภทตามกฎหมายสิทธิบัตร คือ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สำหรับสิ่งประดิษฐ์หรือกรรมวิธีทางเทคนิค อนุสิทธิบัตร สำหรับการประดิษฐ์ที่ใช้เกณฑ์ขั้นการประดิษฐ์ผ่อนกว่า และ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งคุ้มครองรูปร่างหรือลวดลายภายนอก ไม่ได้คุ้มครองการทำงาน ส่วน ความลับทางการค้า ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ได้รับความคุ้มครองต่อเมื่อยังเป็นความลับจริงและมีมาตรการรักษาไว้ตามสมควร
| สิทธิบัตรการประดิษฐ์ | อนุสิทธิบัตร | สิทธิบัตรการออกแบบ | ความลับทางการค้า | |
|---|---|---|---|---|
| ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ | ใช่ | ใช่ | ใช่ | ไม่ |
| ตรวจสอบเนื้อหาก่อนได้รับ | เข้มที่สุด | ยังไม่เต็มรูปแบบตั้งแต่ต้น | ตรวจแบบและความใหม่ | ไม่มีการจด |
| คุ้มครองอะไร | หลักการทำงาน กรรมวิธี | หลักการทำงานที่ปรับปรุง | รูปลักษณ์ภายนอก | ตัวข้อมูลที่ยังลับ |
| อายุความคุ้มครอง | มีกำหนด | มีกำหนดสั้นกว่า | มีกำหนด | ตราบที่ยังลับอยู่ |
| คู่แข่งวิเคราะห์ย้อนกลับได้ | ยังละเมิดไม่ได้ | ยังละเมิดไม่ได้ | ยังละเมิดไม่ได้ | ความคุ้มครองจบ |
บรรทัดสุดท้ายคือหัวใจของการเลือก ถ้าคู่แข่งซื้อสินค้าไปแกะแล้วรู้วิธีทำได้ ความลับทางการค้าจะช่วยไม่ได้เลยเมื่อเขาคิดขึ้นเองโดยสุจริต ของแบบนั้นควรจด ส่วนสูตรผสมหรือพารามิเตอร์การผลิตที่ดูจากสินค้าสำเร็จรูปไม่ออก การเก็บเป็นความลับมักได้เปรียบกว่า เพราะไม่มีวันหมดอายุและไม่ต้องบอกคู่แข่งว่าท่านทำอย่างไร
กับดักที่แก้ไม่ได้ย้อนหลัง คือการเปิดเผยก่อนยื่น
นี่คือความเสียหายที่พบบ่อยที่สุดและเป็นความเสียหายที่ทนายช่วยแก้ไม่ได้เมื่อเกิดแล้ว
เงื่อนไขสำคัญของการขอรับสิทธิบัตรคือความใหม่ การเปิดเผยสาระสำคัญของการประดิษฐ์ต่อสาธารณะก่อนวันยื่นคำขอ อาจทำให้การประดิษฐ์นั้นขาดความใหม่และเป็นเหตุให้ถูกปฏิเสธ หรือถูกเพิกถอนภายหลังแม้ได้รับจดทะเบียนไปแล้ว กฎหมายมีข้อยกเว้นสำหรับการเปิดเผยบางลักษณะภายในกำหนดเวลาที่จำกัด ซึ่งต้องพิจารณาจากวันที่และลักษณะการเปิดเผยจริงเป็นราย ๆ ไป
สิ่งที่ผู้ประกอบการมักทำโดยไม่รู้ว่าเป็นการเปิดเผย ได้แก่ ออกบูธงานแสดงสินค้า ลงคลิปสาธิตการทำงานในโซเชียล เปิดพรีออเดอร์ ส่งตัวอย่างให้ลูกค้าโดยไม่มีข้อตกลงรักษาความลับ ยื่นเสนอราคาพร้อมสเปกละเอียดให้หลายราย หรือให้สื่อทำข่าวเปิดตัว ลำดับที่ปลอดภัยคือยื่นคำขอก่อน แล้วค่อยเปิดตัว ถ้าจำเป็นต้องคุยกับโรงงาน นักลงทุน หรือคู่ค้าก่อนยื่น ต้องมีสัญญารักษาความลับที่ระบุขอบเขตข้อมูล ระยะเวลา และข้อห้ามนำไปยื่นขอรับสิทธิในนามตนเอง
ยื่นก่อนได้ก่อน ไม่ใช่คิดก่อนได้ก่อน
ระบบสิทธิบัตรไทยให้ความสำคัญกับวันยื่นคำขอ การพิสูจน์ว่าท่านคิดได้ก่อนจึงไม่ได้แปลว่าท่านจะได้สิทธิ ถ้าอีกฝ่ายยื่นก่อน ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติคือ ผู้ที่ลังเลอยู่หลายเดือนเพื่อรอให้สินค้า "นิ่ง" ก่อน มักเสียสิทธิให้กับคู่ค้าหรืออดีตพนักงานที่ยื่นไปก่อน และเมื่อถึงจุดนั้นทางแก้จะเหลือเพียงการโต้แย้งความสมบูรณ์ของคำขออีกฝ่าย ซึ่งแพงและช้ากว่าการยื่นให้เร็วมาก
เรื่องนี้ต่อเนื่องกับ การตัดสินใจว่าใครถือแบรนด์ตั้งแต่ตอนตั้งบริษัท เพราะเป็นความผิดพลาดชุดเดียวกัน คือปล่อยให้สิทธิไปตกอยู่กับคนที่เดินเรื่องเอกสาร แทนที่จะเป็นคนที่ลงทุน
ใครเป็นเจ้าของสิ่งที่ทีมงานคิด
โดยหลัก การประดิษฐ์ที่ลูกจ้างทำขึ้นตามสัญญาจ้างหรือตามที่นายจ้างมอบหมาย สิทธิขอรับสิทธิบัตรมักตกแก่นายจ้าง เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น โดยผู้ประดิษฐ์ยังมีสิทธิได้รับการระบุชื่อเป็นผู้ประดิษฐ์ และอาจมีสิทธิได้รับบำเหน็จตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ส่วนผู้รับจ้างอิสระที่ไม่ใช่ลูกจ้างไม่ได้อยู่ภายใต้หลักเดียวกันโดยอัตโนมัติ
ข้อผิดพลาดที่พบมากคือธุรกิจจ้างฟรีแลนซ์ ดีไซเนอร์ หรือบริษัทรับพัฒนาให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ จ่ายเงินครบ แล้วเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าของ ทั้งที่ไม่มีข้อความโอนสิทธิในใบเสนอราคาหรือสัญญาเลย เมื่อจะขายกิจการหรือรับนักลงทุน ทนายฝ่ายตรวจสอบจะถามหาสายโซ่การได้มาซึ่งสิทธิ และช่องว่างตรงนี้ทำให้ดีลสะดุดได้จริง
สิ่งที่ควรมีอยู่ในเอกสาร ก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่หลังจบงาน คือ ข้อตกลงว่าผลงานและการประดิษฐ์ที่เกิดจากงานนี้เป็นของผู้ว่าจ้าง ข้อผูกพันให้ผู้ประดิษฐ์ลงนามในเอกสารที่จำเป็นต่อการยื่นคำขอในภายหลัง ข้อรักษาความลับที่มีผลต่อเนื่องหลังจบงาน และข้อจำกัดการนำงานไปใช้ซ้ำกับลูกค้ารายอื่น
สิทธิบัตรไม่ใช่ใบอนุญาตขาย
ความเข้าใจผิดที่ทำให้ธุรกิจเสียเวลาและเสียเงินซ้ำซ้อน คือคิดว่าเมื่อได้สิทธิบัตรแล้วจะขายสินค้าได้เลย ความจริงคือสิทธิบัตรให้อำนาจ ห้ามคนอื่น ใช้การประดิษฐ์ของท่าน แต่ไม่ได้ให้สิทธิท่านขายสินค้าโดยข้ามกฎหมายอื่น สินค้าที่อยู่ในมาตรฐานบังคับยังต้องมีใบอนุญาตด้านมาตรฐานอุตสาหกรรม (สินค้าต้องมี มอก. ไหม ใครรับผิด) เครื่องสำอางยังต้องจดแจ้ง (ใบจดแจ้งเครื่องสำอาง ใครควรถือ) และการมีสิทธิบัตรของตนเองก็ไม่ได้แปลว่าสินค้าของท่านไม่ไปละเมิดสิทธิบัตรของคนอื่น ซึ่งเป็นคนละคำถามและต้องตรวจแยกต่างหาก
ถูกลอกแล้วทำอะไรได้
ข้อพิพาทด้านสิทธิบัตรอยู่ในอำนาจของ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ไม่ใช่ศาลแพ่งทั่วไป และคดีอาจมีทั้งส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายและให้หยุดการกระทำ กับส่วนอาญาแล้วแต่ลักษณะการกระทำ
สิ่งที่ชี้ขาดคดีมักไม่ใช่ข้อกฎหมาย แต่เป็นหลักฐานที่เก็บไว้ก่อนอีกฝ่ายรู้ตัว ได้แก่ ตัวสินค้าของอีกฝ่ายที่ซื้อมาจริงพร้อมใบเสร็จและหลักฐานการสั่งซื้อ หน้าร้านออนไลน์ที่บันทึกไว้ทั้งหน้าพร้อมวันเวลา รายละเอียดผู้ขายและช่องทางจัดส่ง และการเปรียบเทียบทางเทคนิคระหว่างสินค้าของอีกฝ่ายกับข้อถือสิทธิของท่านทีละข้อ การส่งหนังสือเตือนก่อนเก็บหลักฐานให้ครบ เป็นการเตือนให้เขาเก็บของ และทำให้คดีอ่อนลงทันที
ถ้าการลอกเกิดจากอดีตพนักงานหรือคู่ค้าที่เคยเห็นข้อมูลภายใน คดีอาจตั้งได้ทั้งฐานละเมิดสิทธิบัตรและฐานเปิดเผยความลับทางการค้าไปพร้อมกัน ซึ่งต้องใช้เอกสารคนละชุด จึงควรให้ทนายวางรูปคดีก่อนติดต่ออีกฝ่าย
จดในไทยไม่ได้แปลว่าคุ้มครองทั้งโลก
สิทธิบัตรมีผลเฉพาะในประเทศที่ได้รับจดทะเบียน ผู้ที่ตั้งใจส่งออกหรือผลิตในต่างประเทศต้องตัดสินใจเรื่องประเทศเป้าหมายตั้งแต่ช่วงยื่นครั้งแรก เพราะการอ้างสิทธิย้อนไปถึงวันยื่นครั้งแรกทำได้ภายในกำหนดเวลาเท่านั้น หลังพ้นกำหนดแล้วคำขอที่ยื่นทีหลังจะถูกนำเอกสารที่เผยแพร่ไปแล้วมาใช้โต้แย้งความใหม่ได้ รวมถึงเอกสารของท่านเอง
เช็คลิสต์ก่อนเริ่มเรื่อง
- ระบุให้ชัดว่าจะคุ้มครอง อะไร — หลักการทำงาน รูปลักษณ์ หรือข้อมูลที่ห้ามหลุด เพราะสามอย่างนี้ใช้เครื่องมือคนละตัว
- ตรวจว่ามีการเปิดเผยต่อสาธารณะไปแล้วหรือยัง พร้อมวันที่และช่องทาง ก่อนเสียเงินร่างคำขอ
- ค้นข้อมูลสิทธิบัตรที่มีอยู่เดิม เพื่อดูทั้งว่าของท่านใหม่พอไหม และของท่านจะไปชนของใครหรือไม่
- เก็บสมุดบันทึกการพัฒนา ไฟล์แบบพร้อมวันเวลา และรายชื่อผู้ร่วมคิด ไว้ตั้งแต่ต้น
- ปิดช่องสัญญากับลูกจ้าง ฟรีแลนซ์ โรงงานรับผลิต และคู่ค้า ให้มีทั้งข้อโอนสิทธิและข้อรักษาความลับ
- ตัดสินใจเรื่องประเทศเป้าหมาย พร้อมกับการยื่นครั้งแรก ไม่ใช่ตอนสินค้าขายดี
สรุป
การเลือกระหว่างจดสิทธิบัตรกับเก็บเป็นความลับ เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่ตัดสินด้วยคำถามเดียว คือคู่แข่งแกะออกไหม ส่วนความเสียหายที่แก้ไม่ได้ทั้งหมดมาจากสองเรื่อง คือเปิดเผยก่อนยื่น และไม่มีเอกสารว่าใครเป็นเจ้าของ ทั้งสองเรื่องนี้ป้องกันได้ด้วยเอกสารไม่กี่ฉบับที่ทำก่อนเริ่มงาน
สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม รับตรวจสถานะสิทธิ วางโครงสร้างความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาในสัญญาจ้างและสัญญารับผลิต ร่างข้อตกลงรักษาความลับ และดำเนินคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ปรึกษาทีมทรัพย์สินทางปัญญา หรือดูบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการทำความเข้าใจ ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย ความคุ้มครองและกำหนดเวลาขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละเรื่อง จึงควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ