ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายธุรกิจ

ใบจดแจ้งเครื่องสำอาง ใครควรเป็นผู้ถือ เจ้าของแบรนด์ ผู้นำเข้า หรือโรงงาน OEM

ผู้จดแจ้งคือผู้รับผิดตามกฎหมาย และเป็นคนที่ถือใบไว้เมื่อท่านอยากเปลี่ยนคู่ค้า คู่มือตัดสินใจสำหรับเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง ทั้งเรื่องสัญญา OEM ฉลาก โฆษณาเกินจริง และความรับผิดเมื่อผู้ใช้แพ้

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์มทีมกฎหมายธุรกิจ11 สิงหาคม 25697 นาที

ธุรกิจเครื่องสำอางไทยเกือบทั้งหมดเริ่มต้นเหมือนกัน คือมีไอเดีย หาโรงงานรับผลิต แล้วให้ใครสักคนที่ "เดินเรื่องเป็น" ไปจดแจ้งให้ คำถามว่าใครควรเป็นผู้ถือใบรับจดแจ้งมักถูกข้าม เพราะตอนนั้นดูเป็นแค่งานเอกสาร

แล้วสองปีต่อมา เมื่อท่านอยากเปลี่ยนโรงงาน เปลี่ยนผู้นำเข้า หรือขายกิจการ ท่านจะพบว่าคำถามที่ข้ามไปนั้นคือคำถามที่แพงที่สุดในธุรกิจ คู่มือนี้ตอบสามเรื่องที่เป็นงานกฎหมายล้วน ๆ คือ ใครควรถือใบ ใครรับผิดเมื่อเกิดเรื่อง และต้องเขียนอะไรไว้ในสัญญาก่อนเริ่ม

จดแจ้ง ไม่ใช่การรับรองว่าปลอดภัย

เครื่องสำอางในประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบบจดแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งผู้ประกอบการเป็นผู้แจ้งรายละเอียดของผลิตภัณฑ์และรับผิดชอบในความถูกต้องของข้อมูลที่แจ้ง ส่วนหน่วยงานมีอำนาจตรวจสอบ สั่งแก้ไข ระงับ หรือดำเนินคดีในภายหลังได้ การได้รับใบรับจดแจ้งจึงไม่ใช่การรับรองว่าผลิตภัณฑ์ปลอดภัย มีคุณภาพ หรือโฆษณาได้ตามที่แจ้งไว้

ผลในทางปฏิบัติสำคัญมาก เพราะเจ้าของแบรนด์จำนวนมากเข้าใจว่าเมื่อ "ผ่าน อย." แล้วจะปลอดภัยทางกฎหมาย ความจริงคือใบรับจดแจ้งเป็นเพียงหลักฐานว่าได้แจ้งไว้แล้ว ถ้าสูตรมีสารที่ห้ามใช้ ข้อมูลที่แจ้งไม่ตรงกับของจริง หรือฉลากและโฆษณาไม่ถูกต้อง ความรับผิดยังอยู่ครบ และตกอยู่ที่ ผู้จดแจ้ง เป็นอันดับแรก

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคำถามเรื่องผู้ถือใบจึงไม่ใช่เรื่องความสะดวก แต่เป็นการตัดสินใจว่าจะให้ชื่อใครไปอยู่บนเอกสารที่หน่วยงานจะเรียกหาเป็นคนแรก

ใครควรเป็นผู้ถือ เปรียบเทียบสามทางเลือก

ผู้ถือใบรับจดแจ้งข้อดีความเสี่ยงที่ต้องแลก
เจ้าของแบรนด์ (นิติบุคคลไทยของท่านเอง)ควบคุมสินค้าได้เต็ม เปลี่ยนโรงงานหรือผู้จัดจำหน่ายได้โดยสินค้าไม่สะดุดชื่อท่านอยู่บนเอกสารที่ถูกเรียกก่อน ต้องมีระบบเอกสารและผู้รับผิดชอบจริง
ผู้นำเข้าหรือดิสทริบิวเตอร์ไม่ต้องตั้งนิติบุคคลไทย เริ่มขายได้เร็ว ภาระเอกสารอยู่ที่คู่ค้าใบผูกกับคู่ค้า เปลี่ยนคู่ค้าแล้วสินค้าอาจต้องหยุดขาย อำนาจต่อรองอยู่ฝั่งเขา
โรงงาน OEMสะดวกที่สุดตอนเริ่ม โรงงานทำให้ครบวงจรผูกกับโรงงานรายเดียว ย้ายผู้ผลิตยาก และสูตรอาจอยู่ในมือโรงงานทั้งหมด

แถวที่สองคือกรณีที่เราเห็นบ่อยที่สุดในเรื่องร้องเรียนจากเจ้าของแบรนด์ต่างชาติ เพราะใบรับจดแจ้งผูกอยู่กับผู้จดแจ้ง ไม่ได้ผูกกับแบรนด์ เมื่อความสัมพันธ์กับดิสทริบิวเตอร์จบลง เจ้าของแบรนด์มักพบว่าตนยังเป็นเจ้าของสูตรและเครื่องหมายการค้า แต่ ไม่มีสิทธิขายสินค้าของตัวเองในไทยจนกว่าจะดำเนินการใหม่ในนามผู้จดแจ้งรายใหม่ ซึ่งกินเวลาและทำให้ของค้างสต๊อกทั้งหมด ในทางเจรจา นั่นแปลว่าคู่ค้าเดิมถือไพ่ที่ทำให้ท่านต้องยอมตามเงื่อนไข

แถวที่สามมีปัญหาคู่ขนาน คือเมื่อโรงงานถือทั้งใบและสูตร การย้ายผู้ผลิตเพราะคุณภาพตกหรือราคาขึ้น จะกลายเป็นการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

คำแนะนำโดยหลักคือ ให้นิติบุคคลที่ท่านควบคุมเป็นผู้ถือ ส่วนคู่ค้ารายอื่นให้มีสิทธิตามสัญญาแทน ถ้าเลือกทางนี้ไม่ได้ในช่วงแรก อย่างน้อยต้องมีข้อสัญญาที่บังคับให้ผู้ถือส่งมอบและให้ความร่วมมือเมื่อสัญญาสิ้นสุด พร้อมค่าปรับที่มีน้ำหนักพอ

การตัดสินใจนี้เป็นชุดเดียวกับการตัดสินใจว่าจะขายเข้าไทยผ่านดิสทริบิวเตอร์หรือตั้งบริษัทเอง และควรตัดสินพร้อมกัน ไม่ใช่แยกเรื่อง

เครื่องหมายการค้าต้องเคลียร์ก่อนสั่งพิมพ์กล่อง

ค่าเสียหายที่เจ็บที่สุดในธุรกิจนี้ไม่ใช่ค่าปรับ แต่เป็นการต้องทิ้งกล่องและฉลากทั้งล็อตเพราะชื่อแบรนด์ไปชนกับเครื่องหมายการค้าที่มีผู้อื่นถืออยู่ก่อน ระบบเครื่องหมายการค้าไทยให้น้ำหนักกับผู้ที่ยื่นก่อน การขายมาก่อนจึงไม่ได้แปลว่าท่านจะชนะ

ลำดับที่ถูกต้องคือ ตรวจความเป็นไปได้ของชื่อและโลโก้ ยื่นคำขอ แล้วจึงสั่งพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ไม่ใช่ทำย้อนกัน รายละเอียดว่าใครควรถือเครื่องหมายการค้าและจะให้บริษัทไทยใช้อย่างไร อยู่ในคู่มือความเป็นเจ้าของแบรนด์ตอนตั้งบริษัท ส่วนถ้าจุดขายของท่านคือสูตรหรือกระบวนการผลิต ต้องตัดสินใจแยกอีกชั้นว่าจะจดสิทธิบัตรหรือเก็บเป็นความลับทางการค้า (เลือกอย่างไร)

ฉลากและโฆษณา จุดที่ธุรกิจโดนมากที่สุด

ฉลากเครื่องสำอางต้องแสดงข้อความตามที่กฎหมายกำหนดและต้องมีภาษาไทย ส่วนที่ทำให้ธุรกิจมีปัญหาบ่อยกว่าคือ ข้อความสรรพคุณ

การโฆษณาเครื่องสำอางต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง หรือทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์สามารถบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของร่างกาย ซึ่งเกินขอบเขตของการเป็นเครื่องสำอาง ความรับผิดอาจครอบคลุมถึงผู้โฆษณาและผู้เผยแพร่ตามลักษณะการกระทำ ไม่จำกัดเฉพาะผู้จดแจ้ง

เส้นแบ่งอยู่ตรงที่ว่า ข้อความนั้นอ้างผลเชิงความสวยงามและความสะอาดตามปกติของเครื่องสำอาง หรือล้ำไปเป็นการอ้างผลทางการแพทย์ คำที่ทำให้ธุรกิจสะดุดบ่อยคือกลุ่มที่สื่อถึงการรักษาสิว ฝ้า ผมร่วง หรือการเปลี่ยนโครงสร้างผิวอย่างถาวร

ประเด็นที่ผู้ประกอบการยุคนี้มองข้ามคือ อินฟลูเอนเซอร์และรีวิว ข้อความที่ท่านไม่ได้เขียนเองแต่จ้างให้พูด ยังเป็นความเสี่ยงของแบรนด์ สิ่งที่ควรมีคือแนวทางข้อความที่อนุญาตและห้าม กำหนดไว้ในสัญญาจ้างรีวิว หน้าที่ส่งสคริปต์ให้ตรวจก่อนเผยแพร่ สิทธิสั่งลบหรือแก้ไข และข้อรับผิดชดใช้เมื่อผู้รับจ้างพูดนอกกรอบ

เมื่อมีผู้ใช้แพ้หรือได้รับความเสียหาย

กฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย กำหนดให้ผู้ประกอบการร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ว่าผู้ประกอบการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ และถือว่าผู้ที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตนจนทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นผู้ผลิต ต้องรับผิดอย่างผู้ประกอบการด้วย ทั้งนี้ ข้อตกลงที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดต่อผู้บริโภคไว้ล่วงหน้าย่อมใช้บังคับไม่ได้

เจ้าของแบรนด์ที่จ้างโรงงานผลิตจึงอยู่ในฐานะจำเลยได้เต็มตัว แม้ไม่เคยแตะสายการผลิตเลย ข้อความในสัญญาว่า "โรงงานรับผิดชอบแต่ผู้เดียว" ไม่ตัดสิทธิผู้บริโภคที่จะเรียกจากท่าน แต่ยังมีประโยชน์ในการไล่เบี้ยกลับไปที่โรงงาน หลักการเดียวกันนี้ใช้กับสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไปด้วย (ใครรับผิดเมื่อสินค้าไม่ได้มาตรฐาน)

สิ่งที่ต้องมีก่อนเกิดเรื่อง ไม่ใช่หลังเกิดเรื่อง คือ

  • สัญญา OEM ที่ระบุสูตรและสเปกชัดเจน พร้อมคำรับรองว่าไม่มีสารต้องห้าม และหน้าที่ส่งผลวิเคราะห์ทุกล็อต
  • ข้อไล่เบี้ยและชดใช้ ครอบคลุมค่าเสียหายต่อผู้บริโภค ค่าเรียกคืนสินค้า ค่าปรับ และค่าทนาย
  • ประกันภัยความรับผิดต่อสินค้า ที่มีวงเงินสมเหตุสมผลกับปริมาณขาย
  • ระบบเลขล็อตและการตามรอย เพื่อจำกัดขอบเขตปัญหาให้อยู่แค่ล็อตเดียว แทนที่จะลามทั้งแบรนด์
  • ความชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของสูตร เพราะถ้าสูตรเป็นของโรงงาน ท่านย้ายผู้ผลิตไม่ได้เลย

เช็คลิสต์ก่อนออกสินค้าตัวแรก

  • ตัดสินก่อนว่า นิติบุคคลใดจะเป็นผู้ถือใบรับจดแจ้ง และเขียนไว้ในสัญญากับทุกฝ่าย
  • ตรวจเครื่องหมายการค้าและยื่นคำขอ ก่อนสั่งพิมพ์บรรจุภัณฑ์
  • ให้ทนายตรวจข้อความบนฉลากและข้อความสรรพคุณพร้อมกันในรอบเดียว
  • ทำสัญญา OEM ที่มีคำรับรองเรื่องสูตร สิทธิตรวจสอบ ข้อไล่เบี้ย และเจ้าของสูตร
  • วางแนวทางข้อความโฆษณาและข้อสัญญาสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ตั้งแต่แคมเปญแรก
  • เก็บเอกสารทุกล็อตไว้อย่างเป็นระบบ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ใช้ได้จริงในวันที่มีเรื่องร้องเรียน

สรุป

ในธุรกิจเครื่องสำอาง ใบรับจดแจ้งไม่ใช่ใบรับรองความปลอดภัย แต่เป็นเอกสารที่ระบุว่าใครรับผิด และเป็นกุญแจที่ล็อกว่าท่านเปลี่ยนคู่ค้าได้หรือไม่ การปล่อยให้ผู้นำเข้าหรือโรงงานเป็นผู้ถือเพราะสะดวกตอนเริ่ม เป็นการมอบอำนาจต่อรองให้อีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ส่วนความรับผิดต่อผู้บริโภคนั้นตามมาที่เจ้าของแบรนด์เสมอเมื่อชื่อของท่านอยู่บนกล่อง ทางป้องกันคือสัญญาที่ไล่เบี้ยได้ เอกสารที่ตามรอยได้ และการตรวจชื่อแบรนด์ก่อนพิมพ์

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม รับวางโครงสร้างความเป็นเจ้าของแบรนด์และผู้ถือเอกสาร ร่างและตรวจสัญญา OEM สัญญาจัดจำหน่าย และสัญญาจ้างรีวิว รวมถึงดูแลข้อพิพาทเมื่อเกิดเรื่องร้องเรียนหรือคดีผู้บริโภค ปรึกษาทีมกฎหมายธุรกิจ หรือดูบริการด้านธุรกิจ

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการทำความเข้าใจ ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย ข้อกำหนดของแต่ละผลิตภัณฑ์และแต่ละสูตรแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบกับที่ปรึกษากฎหมายก่อนสั่งผลิตหรือวางจำหน่าย

คำถามที่พบบ่อย

เครื่องสำอางต้องขึ้นทะเบียนหรือจดแจ้ง ต่างกันอย่างไร+

เครื่องสำอางในประเทศไทยใช้ระบบจดแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไม่ใช่การขึ้นทะเบียนตำรับแบบยา กล่าวคือผู้ประกอบการเป็นผู้แจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์และรับผิดชอบในความถูกต้อง ส่วนหน่วยงานใช้อำนาจตรวจสอบและดำเนินการภายหลังได้ ผลในทางปฏิบัติคือการได้ใบรับจดแจ้งไม่ใช่การรับรองว่าสินค้าปลอดภัยหรือโฆษณาได้ตามที่แจ้ง ความรับผิดยังอยู่ที่ผู้ประกอบการเต็ม ๆ

ให้ผู้นำเข้าหรือดิสทริบิวเตอร์เป็นคนจดแจ้งให้ มีปัญหาอะไร+

ปัญหาใหญ่ที่สุดคือวันที่ท่านอยากเปลี่ยนคู่ค้า เพราะใบรับจดแจ้งผูกอยู่กับผู้จดแจ้ง ไม่ใช่กับเจ้าของแบรนด์ ถ้าคู่ค้าเดิมเป็นผู้ถือ ท่านอาจต้องเริ่มกระบวนการใหม่ในนามผู้จดแจ้งรายใหม่ ระหว่างนั้นสินค้าอาจขายต่อไม่ได้ และคู่ค้าเดิมมีอำนาจต่อรองสูงมาก ทางแก้คือกำหนดในสัญญาตั้งแต่ต้นว่าใครเป็นผู้ถือ และมีหน้าที่อะไรเมื่อสัญญาสิ้นสุด

จ้างโรงงาน OEM ผลิตแล้วติดแบรนด์เรา ถ้าลูกค้าแพ้ ใครรับผิด+

เจ้าของแบรนด์มีความเสี่ยงสูงที่จะต้องรับผิดด้วย เพราะกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ถือว่าผู้ที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตนจนทำให้เข้าใจว่าเป็นผู้ผลิต ต้องรับผิดอย่างผู้ประกอบการ และผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ความประมาท การเขียนในสัญญาว่าโรงงานรับผิดชอบแต่ผู้เดียวไม่ตัดสิทธิผู้บริโภคที่จะเรียกจากเจ้าของแบรนด์ แต่ใช้ไล่เบี้ยกับโรงงานได้ จึงต้องมีทั้งข้อไล่เบี้ยและประกันภัย

โฆษณาเครื่องสำอางแบบไหนที่เสี่ยงผิดกฎหมาย+

ข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์รักษาหรือบำบัดโรค เปลี่ยนโครงสร้างของร่างกาย หรือให้ผลเกินกว่าที่เครื่องสำอางจะให้ได้ เป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด รวมถึงการอ้างผลลัพธ์ที่ไม่มีหลักฐานรองรับและการใช้ภาพก่อนหลังในลักษณะทำให้เข้าใจผิด ความรับผิดอาจไม่ได้อยู่ที่ผู้จดแจ้งเท่านั้น แต่รวมถึงผู้โฆษณาและผู้เผยแพร่ตามลักษณะการกระทำ ธุรกิจที่ใช้อินฟลูเอนเซอร์จึงควรมีแนวทางข้อความและข้อสัญญาควบคุมไว้

ก่อนสั่งพิมพ์กล่องและฉลาก ควรตรวจอะไรก่อน+

ตรวจสามเรื่องพร้อมกัน หนึ่ง ชื่อและโลโก้ที่จะใช้ยังว่างและจดเครื่องหมายการค้าได้ เพราะการพิมพ์กล่องก่อนตรวจแล้วชนกับของผู้อื่นทำให้ต้องทิ้งทั้งล็อต สอง ข้อความบนฉลากครบตามที่กฎหมายเครื่องสำอางกำหนดและมีภาษาไทย สาม ข้อความสรรพคุณบนกล่องไม่ล้ำไปเป็นการอ้างผลในเชิงรักษาโรค สามเรื่องนี้ถูกตรวจพร้อมกันได้ในรอบเดียวก่อนสั่งพิมพ์