ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เจอเรื่อง มอก. ครั้งแรกในสองสถานการณ์ คือของติดอยู่ที่ด่านศุลกากร หรือมีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจร้าน ทั้งสองกรณีสายเกินกว่าจะแก้ด้วยเอกสาร คู่มือนี้จึงไม่ได้ตอบว่า "ขอ มอก. อย่างไร" ซึ่งเป็นงานเอกสารทางเทคนิค แต่ตอบคำถามที่เป็นงานกฎหมาย คือ สินค้าของท่านเข้าข่ายบังคับหรือไม่ ถ้ามีปัญหาแล้วใครรับผิดบ้าง และจะผลักความเสี่ยงกลับไปที่คนที่ควรรับได้อย่างไร
มาตรฐานทั่วไปกับมาตรฐานบังคับ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
มอก. คือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่กำหนดโดย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยแบ่งได้เป็นสองกลุ่มที่ผลทางกฎหมายต่างกันคนละเรื่อง
มาตรฐานทั่วไปเป็นมาตรฐานที่ผู้ประกอบการขอการรับรองโดยสมัครใจเพื่อใช้เป็นจุดขายและสร้างความเชื่อมั่น ส่วนมาตรฐานบังคับเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน โดยการทำหรือการนำเข้าผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ต้องได้รับใบอนุญาตก่อน และห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน การฝ่าฝืนมีทั้งมาตรการทางปกครองและโทษทางอาญา
ข้อผิดพลาดที่พบมากคือดูจากชื่อสินค้าแล้วสรุปเอง ทั้งที่การพิจารณาต้องดูจากลักษณะและการใช้งานจริงของผลิตภัณฑ์ สินค้าที่ดูคล้ายกันในสายตาผู้ขายอาจอยู่คนละสถานะทางกฎหมาย และการเข้าใจผิดตรงนี้จะไปโผล่ที่ด่านศุลกากรพร้อมกับค่าเสียเวลาและค่าฝากเก็บ (การถูกตรวจสอบย้อนหลังหลังผ่านพิธีการ)
จุดที่ต้องตรวจคือก่อนสั่งผลิตหรือก่อนเปิดออร์เดอร์ ไม่ใช่ตอนของมาถึงท่าเรือ เพราะเมื่อผลิตหรือสั่งไปแล้ว ทางเลือกที่เหลือมักมีแต่การส่งกลับ ทำลาย หรือแก้ไขสินค้าทั้งล็อต
ใครรับผิดบ้าง คำตอบไม่ใช่ "โรงงาน" อย่างเดียว
ความรับผิดในเรื่องนี้มาจากกฎหมายคนละฉบับที่ทำงานพร้อมกัน จึงต้องแยกดูทีละชั้น
| ฝ่าย | ด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ | ด้านความรับผิดต่อผู้บริโภค |
|---|---|---|
| ผู้ทำในประเทศ | ต้องมีใบอนุญาตสำหรับมาตรฐานบังคับ | เป็นผู้ประกอบการเต็มตัว |
| ผู้นำเข้า | ต้องมีใบอนุญาตสำหรับมาตรฐานบังคับ | เป็นผู้ประกอบการเต็มตัว |
| ผู้จำหน่าย | ห้ามจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานบังคับ | รับผิดอย่างผู้ประกอบการ หากระบุตัวผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าไม่ได้ |
| เจ้าของแบรนด์ที่จ้างผลิต | ขึ้นกับว่าเป็นผู้ทำหรือผู้นำเข้าตามข้อเท็จจริง | รับผิดอย่างผู้ประกอบการ เพราะใช้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตน |
แถวล่างสุดคือแถวที่ทำให้ธุรกิจไทยจำนวนมากเสียหายโดยไม่รู้ตัว
กฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ถือว่าผู้ที่ใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า หรือข้อความอื่นใดอันมีลักษณะทำให้เข้าใจได้ว่าตนเป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ต้องรับผิดอย่างผู้ประกอบการด้วย และผู้ขายสินค้าที่ไม่สามารถระบุตัวผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าได้ ก็ต้องรับผิดในฐานะผู้ประกอบการเช่นกัน
พูดให้ตรงคือ การติดโลโก้ของตัวเองลงบนสินค้าที่จ้างโรงงานผลิต ย้ายความรับผิดมาที่ท่าน เจ้าของแบรนด์ที่คิดว่าตนเป็นเพียงคนขาย จึงมักตกใจเมื่อพบว่าตนเป็นจำเลยที่หนึ่ง ไม่ใช่โรงงาน
ทำไมคดีสินค้าไม่ปลอดภัยจึงสู้ยากกว่าที่คิด
กฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย กำหนดให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ว่าผู้ประกอบการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เพียงแต่ต้องพิสูจน์ว่าได้รับความเสียหายจากสินค้าและมีการใช้หรือเก็บรักษาตามปกติ ส่วนผู้ประกอบการที่จะไม่ต้องรับผิดมีหน้าที่พิสูจน์ข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ข้อตกลงที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดต่อผู้บริโภคล่วงหน้าย่อมใช้บังคับไม่ได้
สองประโยคนี้เปลี่ยนรูปคดีทั้งหมด ประโยคแรกทำให้ภาระการพิสูจน์กลับด้าน ประโยคที่สองทำให้ข้อความ "บริษัทไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ" ที่พิมพ์ไว้บนกล่องหรือในใบรับประกัน ใช้ปัดผู้บริโภคไม่ได้ ข้อจำกัดความรับผิดยังใช้ได้อยู่ แต่ใช้ได้ ระหว่างคู่สัญญาทางธุรกิจด้วยกัน เช่นระหว่างท่านกับโรงงานผู้ผลิต ไม่ใช่ใช้กับผู้บริโภค
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทางป้องกันที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การเขียนข้อความปฏิเสธความรับผิดให้ยาวขึ้น แต่คือการวางสัญญาไล่เบี้ยกับต้นทางให้ใช้ได้จริง
สิ่งที่ต้องมีในสัญญาซัพพลายเออร์และสัญญาจ้างผลิต
สัญญาจ้างผลิตส่วนใหญ่ที่เราเห็นมีแต่ราคา ปริมาณ และกำหนดส่ง ซึ่งไม่ช่วยอะไรเลยเมื่อเกิดเรื่อง ข้อที่ควรมีคือ
- สเปกและมาตรฐานที่อ้างอิงได้ ระบุมาตรฐานที่สินค้าต้องเป็นไปตาม พร้อมหน้าที่ของโรงงานในการส่งมอบผลทดสอบและเอกสารรับรองทุกล็อต
- คำรับรองว่าสินค้าถูกกฎหมาย รวมถึงว่าเป็นไปตามมาตรฐานบังคับที่ใช้กับสินค้านั้น และไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น
- สิทธิตรวจสอบและสุ่มตรวจ ทั้งก่อนส่งมอบและระหว่างสัญญา พร้อมสิทธิปฏิเสธการรับมอบ
- ข้อไล่เบี้ยและชดใช้ ครอบคลุมค่าเสียหายที่ท่านต้องจ่ายให้ผู้บริโภคหรือหน่วยงานรัฐ ค่าเรียกคืนสินค้า ค่าทนาย และค่าปรับ
- หน้าที่ร่วมมือเมื่อถูกตรวจสอบหรือต้องเรียกคืนสินค้า พร้อมกำหนดเวลาที่ชัดเจน
- ประกันภัยความรับผิดต่อสินค้า โดยระบุวงเงินขั้นต่ำและให้ท่านเป็นผู้เอาประกันภัยร่วม
- การตามรอยสินค้า ให้มีเลขล็อตและเอกสารที่ระบุแหล่งที่มาได้ เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผู้จำหน่ายไม่ต้องรับผิดแทนผู้ผลิต
ถ้าโรงงานอยู่ต่างประเทศ ข้อไล่เบี้ยที่บังคับไม่ได้จริงมีค่าเท่ากับไม่มี จึงต้องดูเรื่องกฎหมายที่ใช้บังคับ เวทีระงับข้อพิพาท และหลักประกัน ควบคู่ไปด้วย (ขายเข้าไทยผ่านดิสทริบิวเตอร์หรือตั้งบริษัทเอง)
ถูกตรวจ ถูกยึด หรือมีผู้บริโภคร้องเรียน ทำอะไรก่อน
เรื่องเดียวกันอาจเดินได้พร้อมกันสามทาง คือมาตรการทางปกครองจาก สมอ. โทษทางอาญา และการเรียกร้องทางแพ่งจากผู้เสียหายหรือผ่านสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ถ้อยคำที่ให้ไว้ในทางหนึ่งถูกนำไปใช้ในอีกทางได้
ลำดับที่ปลอดภัยคือ ขอสำเนาบันทึกการตรวจและรายการสินค้าที่ถูกยึดหรืออายัดไว้ให้ครบ ตรวจว่าสินค้านั้นอยู่ในกลุ่มมาตรฐานบังคับจริงหรือไม่ รวบรวมใบอนุญาต ผลทดสอบ ใบขนสินค้า และสัญญาซื้อขายกับต้นทาง หยุดจำหน่ายสินค้าล็อตที่เป็นปัญหาไว้ก่อน แล้วจึงให้ทนายเป็นผู้ประสานการให้ถ้อยคำ อย่าเซ็นเอกสารรับข้อกล่าวหาหรือยินยอมให้ทำลายสินค้าก่อนตรวจสิทธิ เพราะบางกรณีมีทางโต้แย้งพิกัดหรือลักษณะสินค้าอยู่
สรุป
มอก. ดูเหมือนเรื่องเอกสารทางเทคนิค แต่ผลทางกฎหมายที่ตามมาเป็นเรื่องความรับผิดล้วน ๆ จุดที่ธุรกิจพลาดมากที่สุดมีสองจุด คือไม่ตรวจสถานะมาตรฐานบังคับก่อนสั่งผลิตหรือนำเข้า และคิดว่าการจ้างผลิตทำให้ความรับผิดอยู่ที่โรงงาน ทั้งที่การติดแบรนด์ตัวเองดึงความรับผิดมาที่เจ้าของแบรนด์ ทางป้องกันที่ได้ผลจริงคือสัญญาที่ไล่เบี้ยได้ และเอกสารตามรอยสินค้าที่เก็บไว้ตั้งแต่วันแรก
สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม รับตรวจสถานะทางกฎหมายของสินค้า วางสัญญาจ้างผลิตและสัญญาซัพพลายเออร์ที่ไล่เบี้ยได้ และดูแลคดีที่เกี่ยวกับสินค้าไม่ได้มาตรฐานทั้งชั้นเจ้าหน้าที่และชั้นศาล ปรึกษาทีมกฎหมายธุรกิจ หรือดูงานที่ปรึกษาด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการทำความเข้าใจ ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย สถานะมาตรฐานบังคับและข้อกำหนดของแต่ละผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบกับที่ปรึกษากฎหมายก่อนสั่งผลิตหรือนำเข้า