ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายแรงงาน

บริษัทอยากลดค่าจ้าง วันทำงาน หรือสวัสดิการ: ต้องเริ่มตรวจจากอะไรก่อน

ค่าจ้าง วันทำงาน และสวัสดิการที่ให้มาเป็นประจำเป็นสภาพการจ้างที่นายจ้างลดฝ่ายเดียวไม่ได้ คู่มือนี้บอกว่าต้องตรวจเอกสารใด ขอความยินยอมอย่างไร หยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 ต่างกันอย่างไร และจะเกิดอะไรขึ้นถ้าลดไปแล้ว

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมกฎหมายแรงงานและกฎหมายองค์กร28 ตุลาคม 256914 นาที
บริษัทอยากลดค่าจ้าง วันทำงาน หรือสวัสดิการ: ต้องเริ่มตรวจจากอะไรก่อน

ยอดขายลดลง ต้นทุนเพิ่ม และผู้ถือหุ้นขอให้ตัดค่าใช้จ่าย บรรทัดที่ใหญ่ที่สุดในงบมักเป็นค่าแรง จึงมีคำถามว่าลดเงินเดือน ลดวันทำงาน หรือตัดสวัสดิการได้เลยหรือไม่ คำตอบคือ ลดฝ่ายเดียวโดยหลักไม่ได้ และการลองทำก่อนแล้วค่อยแก้มักแพงกว่าเตรียมให้ถูกตั้งแต่ต้น คู่มือนี้เขียนสำหรับผู้บริหารที่กำลังลดต้นทุน ว่าต้องเริ่มตรวจอะไร เครื่องมือไหนใช้ได้ และเมื่อไรต้องมีความยินยอม

หากการลดต้นทุนไปถึงขั้นลดตำแหน่ง ดูการปรับโครงสร้างหรือลดจำนวนพนักงาน และค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง หากบริษัทมีปัญหาสภาพคล่องรุนแรง ดูทางเลือกเมื่อบริษัทมีปัญหาทางการเงิน

คำตอบหลัก

ให้เริ่มจากการรวบรวมว่า ลูกจ้างแต่ละกลุ่มมีสภาพการจ้างอะไรอยู่ในมือบ้าง แล้วจึงเลือกเครื่องมือ ค่าจ้าง วันและเวลาทำงาน และสวัสดิการที่ให้เป็นประจำเป็นสภาพการจ้าง การเปลี่ยนให้เป็นผลร้ายต้องได้รับความยินยอมจริงของลูกจ้าง หรือผ่านกระบวนการเจรจาตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ส่วนการหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 เป็นเครื่องมืออีกชนิดหนึ่งที่ใช้ได้เฉพาะเหตุจำเป็นและยังต้องจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75

หลักกฎหมาย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 นิยามสภาพการจ้างว่าครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ เช่น วันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ และการเลิกจ้าง มาตรา 10 กำหนดให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไปต้องมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นหนังสือ มาตรา 11 ให้ถือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นข้อตกลงฯ เมื่อยังไม่มี มาตรา 13 วางกระบวนการยื่นข้อเรียกร้องและเจรจา และมาตรา 20 ห้ามสัญญาจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงฯ เว้นแต่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า ส่วน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 ให้อำนาจหยุดกิจการชั่วคราวด้วยเงื่อนไขเฉพาะ มาตรา 9 ว่าด้วยดอกเบี้ยและเงินเพิ่มสำหรับเงินที่ค้างจ่าย และมาตรา 118 ว่าด้วยค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง

มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา อย่าเริ่มด้วยการร่างประกาศลดเงินเดือน ให้เริ่มด้วยการตรวจว่าตัวเลขที่ต้องการลดผูกอยู่กับเอกสารใด แล้วคำนวณว่าเงินที่ประหยัดได้เทียบกับความเสี่ยงฟ้องเรียกค่าจ้างและค่าชดเชยแล้วคุ้มหรือไม่ หลายกรณีทางเลือกอื่น เช่น คุมค่าล่วงเวลาหรือชะลอรับคน ได้ผลใกล้เคียงโดยเสี่ยงน้อยกว่า

ตัวอย่างสมมติตลอดคู่มือ คือ บริษัทผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี มีลูกจ้าง 60 คน ยอดขายลดลงต่อเนื่องหลายไตรมาส ผู้บริหารเสนอ 3 ข้อ คือ ลดเงินเดือนฝ่ายสำนักงานลงร้อยละ 10 เปลี่ยนจากทำงานหกวันเป็นห้าวันพร้อมลดค่าจ้างรายเดือนตามส่วน และยกเลิกเบี้ยขยันและค่าอาหารกลางวันที่จ่ายมาหลายปี เราเรียกบริษัทนี้ว่า "บริษัทวัสดุก่อสร้าง"

1. ต้องเริ่มตรวจเอกสารอะไรก่อน

สภาพการจ้างของลูกจ้างหนึ่งคนไม่ได้อยู่ในเอกสารฉบับเดียว ให้รวบรวมให้ครบก่อนตัดสินใจ

เอกสารหรือแหล่งข้อมูลตรวจอะไร
สัญญาจ้างและจดหมายเสนองาน (offer letter)ค่าจ้างที่ตกลง ตำแหน่ง วันและเวลาทำงาน สวัสดิการที่ระบุ เงื่อนไขการแก้ไขสัญญา
ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานวันเวลาทำงาน วันหยุด การจ่ายค่าจ้างและสวัสดิการ ตามมาตรา 108 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง (ถ้ามีลูกจ้าง 20 คนขึ้นไป)ตามมาตรา 10 และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ว่าบริษัทเคยทำหนังสือข้อตกลงหรือไม่ มีผลถึงเมื่อใด
ข้อตกลงที่เกิดจากการเจรจากับลูกจ้างหรือสหภาพผลของข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับตัวแทนลูกจ้าง และระยะเวลาใช้บังคับ
ประกาศ อีเมล และหนังสือภายในที่เคยแจ้งสวัสดิการสัญญาอาจไม่ได้เขียน แต่ประกาศของบริษัทอาจผูกพันได้
แนวปฏิบัติที่ทำมาต่อเนื่องเบี้ยขยัน ค่าอาหาร โบนัสที่จ่ายเป็นประจำ ที่ลูกจ้างคาดหมายได้ว่าจะได้รับ
ข้อมูลเงินเดือนจริงและสลิปสิ่งที่จ่ายจริงต่างจากเอกสารหรือไม่ และเงินแต่ละรายการเป็นค่าจ้างหรือสวัสดิการ

ข้อสังเกตสำคัญคือ สวัสดิการที่จ่ายมานานและต่อเนื่อง แม้ไม่ได้เขียนในสัญญา อาจถูกโต้แย้งได้ว่าเป็นสภาพการจ้างที่ผูกพันแล้ว ทั้งนี้ขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี โดยเฉพาะการจ่ายเป็นประจำ จำนวนที่แน่นอน และคำที่บริษัทใช้สื่อสาร ส่วนโบนัสประจำปีดูแยกต่างหากที่คู่มือโบนัสประจำปีกับโบนัสตามผลงาน

ในตัวอย่าง บริษัทวัสดุก่อสร้างพบว่า สัญญาระบุเงินเดือนและวันทำงานหกวัน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระบุเวลาทำงานและวันหยุด ส่วนเบี้ยขยันและค่าอาหารกลางวันไม่อยู่ในสัญญา แต่ปรากฏในสลิปทุกเดือนมาแปดปี และเคยประกาศในกลุ่มไลน์ของบริษัท

2. ค่าจ้าง วันทำงาน และสวัสดิการ: ทำไมจึงลดฝ่ายเดียวไม่ได้

มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ถือว่าเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน เช่น วันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง และสวัสดิการ เป็นสภาพการจ้าง ผลคือ

  • สัญญาจ้างเป็นสัญญา นายจ้างจะแก้เนื้อหาให้เป็นผลร้ายแก่ลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ยอมไม่ได้ตามหลักทั่วไปของกฎหมายสัญญา
  • ข้อตกลงฯ ผูกมากกว่าสัญญา มาตรา 20 ห้ามสัญญาจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า การให้ลูกจ้างเซ็นรับค่าจ้างที่ต่ำกว่าข้อตกลงฯ จึงเสี่ยงที่จะใช้ไม่ได้
  • ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานก็เปลี่ยนไม่ได้ตามใจ เมื่อสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนยังไม่มีข้อตกลงฯ มาตรา 11 ให้ถือข้อบังคับเป็นข้อตกลงฯ นายจ้างจึงต้องระวังก่อนแก้ข้อบังคับให้เป็นผลร้าย
  • การเปลี่ยนแปลงที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างทำได้เสมอ ปัญหาอยู่ที่ทางที่เป็นผลร้าย

กับการลดวันทำงาน หลักเดียวกันใช้ได้ ถ้าลดวันทำงานแล้วจ่ายค่าจ้างตามส่วน ลูกจ้างรายเดือนจะได้เงินน้อยลง จึงเป็นการเปลี่ยนค่าจ้างและเวลาทำงานพร้อมกัน ตัวอย่างแผนของบริษัทวัสดุก่อสร้างทั้ง 3 ข้อจึงล้วนเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างที่เป็นผลร้าย

3. ความยินยอมรายคนกับข้อตกลงรวม และความเสี่ยงของความยินยอมที่ถูกบีบ

ทางที่เปิดให้นายจ้างทำได้โดยชอบมีสองแนว

ก. ความยินยอมเป็นรายบุคคล ให้ลูกจ้างแต่ละคนตกลงเป็นหนังสือ เหมาะกับกลุ่มเล็กหรือกรณีที่ลูกจ้างเห็นว่าบริษัทมีปัญหาจริง ควรทำให้ความยินยอมมีคุณภาพดังนี้

  • อธิบายเหตุผลและตัวเลขที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา
  • ระบุว่าลดอะไร เท่าไร ตั้งแต่เมื่อไร ถึงเมื่อไร และจะคืนเมื่อใด
  • ให้เวลาลูกจ้างพิจารณา และบอกว่าปฏิเสธได้
  • ไม่ข่มขู่ว่าไม่เซ็นจะถูกเลิกจ้างหรือเสียผลประเมิน
  • เก็บสำเนาให้ลูกจ้าง

ข. ข้อตกลงรวมผ่านกระบวนการตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ หากมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอยู่แล้ว หรือเรื่องที่จะเปลี่ยนเป็นเรื่องของลูกจ้างทั้งกลุ่ม การเปลี่ยนต้องไปตามกระบวนการเรียกร้องและเจรจาตามมาตรา 13 โดยฝ่ายนายจ้างก็ยื่นข้อเรียกร้องได้ และเมื่อได้ข้อตกลงแล้วต้องจัดทำเป็นหนังสือ ลงนาม และปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เช่น การแจ้งและการประกาศ เรื่องรายละเอียดของขั้นตอนและระยะเวลาควรตรวจจากกฎหมายฉบับปัจจุบันก่อนเริ่ม

ความเสี่ยงของความยินยอมที่ถูกบีบ ความยินยอมที่ได้มาโดยลูกจ้างไม่มีทางเลือกจริง เช่น ถูกบอกว่าไม่เซ็นก็ออกไป อาจถูกโต้แย้งภายหลังได้ ทั้งในแง่ว่าไม่ได้เป็นความสมัครใจ และในแง่ว่าเป็นข้อตกลงที่ขัดกับข้อตกลงฯ ตามมาตรา 20 ศาลจะดูพฤติการณ์โดยรวม ผู้บริหารจึงไม่ควรถือว่าได้ลายเซ็นแล้วจบ

ตัวอย่างข้อความขอความยินยอม (ตัวอย่าง ปรับตามข้อเท็จจริงและให้ทนายความตรวจก่อนใช้)

เรื่อง ขอความยินยอมปรับสภาพการจ้างเป็นการชั่วคราว
เรียน คุณ ____
บริษัทมียอดขายลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ ____ จึงขอเสนอให้ปรับสภาพการจ้างชั่วคราวดังนี้
1) รายการที่ปรับ: ____ (จาก ____ เป็น ____)
2) ระยะเวลา: ตั้งแต่ ____ ถึง ____ และบริษัทจะทบทวนทุก ____ เดือน
3) เมื่อครบกำหนด สภาพการจ้างเดิมกลับมามีผลโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ตกลงกันเป็นหนังสืออีกครั้ง
4) การตกลงนี้ไม่กระทบสิทธิอื่นของท่านที่มีอยู่ตามกฎหมาย
5) ท่านมีเวลาพิจารณาถึงวันที่ ____ และมีสิทธิไม่ตกลง โดยบริษัทจะไม่เลิกจ้างหรือลงโทษเพราะเหตุที่ไม่ตกลง
ข้าพเจ้าได้อ่านและเข้าใจ จึงตกลงโดยสมัครใจ
ลงชื่อ ____ วันที่ ____

ข้อ 5 ต้องเป็นจริงตามที่เขียน เพราะถ้าในทางปฏิบัติผู้ไม่ลงชื่อถูกกดดัน ข้อความนี้จะช่วยบริษัทไม่ได้

4. หยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75: เครื่องมือต่างหาก

มาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ไม่ได้ให้สิทธิลดค่าจ้าง แต่ให้นายจ้างหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้เมื่อ

  • มีความจำเป็นต้องหยุดด้วยเหตุสำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการ จนไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ และไม่ใช่เหตุสุดวิสัย
  • จ่ายเงินให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ได้รับก่อนหยุดกิจการ ตลอดระยะเวลาที่ไม่ให้ทำงาน
  • แจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานเป็นหนังสือล่วงหน้า ก่อนวันเริ่มหยุดกิจการไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ

ข้อจำกัดที่ผู้บริหารมักมองข้าม คือ ต้องหยุดกิจการจริง ไม่ใช่เปิดงานตามปกติแล้วจ่ายร้อยละ 75 และเหตุต้องมีน้ำหนัก ยอดขายตกเล็กน้อยหรือต้องการประหยัดเฉย ๆ ไม่แน่ว่าจะเข้าเงื่อนไข ควรเก็บเอกสารพิสูจน์เหตุ เช่น ใบสั่งซื้อที่ลดลง วัตถุดิบที่ขาด หรือคำสั่งหยุดจากภายนอก เปรียบเทียบได้ดังนี้ ในตัวอย่าง ถ้าโรงงานของบริษัทวัสดุก่อสร้างต้องหยุดสายการผลิตหนึ่งสายชั่วคราวเพราะไม่มีวัตถุดิบ ใช้มาตรา 75 กับลูกจ้างสายนั้นได้ถ้าเข้าเงื่อนไข แต่ฝ่ายสำนักงานที่ยังทำงานทุกวัน ไม่เข้ากรณีนี้

5. ถ้าบริษัทลดไปแล้วโดยไม่ชอบ จะเกิดอะไรขึ้น

  • เรียกค่าจ้างส่วนที่ขาด ลูกจ้างอาจเรียกส่วนต่างตามสัญญาหรือข้อตกลงเดิมได้ โดยร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือฟ้องศาลแรงงาน ดูคู่มือค่าจ้างค้างจ่ายและค่าล่วงเวลา
  • ดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม มาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ให้นายจ้างที่ไม่จ่ายเงินที่ต้องจ่ายตามที่กำหนดเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และถ้าจงใจไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้น 7 วันนับแต่วันถึงกำหนด ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างทุกระยะเวลา 7 วัน ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเงินที่ค้างเข้าตามที่มาตรา 9 ระบุหรือไม่ จึงควรตรวจรายกรณี
  • ลูกจ้างลาออกแล้วอ้างว่าถูกเลิกจ้าง หากการลดมีนัยสำคัญและไม่ชอบ ลูกจ้างบางรายอาจลาออกและโต้แย้งว่านายจ้างบีบให้ออก ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็อาจเรียกค่าชดเชยตามมาตรา 118 ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ได้ ดูค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง
  • ความเสี่ยงทั้งกลุ่ม เมื่อลดพร้อมกันหลายคน ข้อพิพาทมักเกิดพร้อมกันและความเสียหายต่อขวัญกำลังใจสูง

ผลของแต่ละคดีขึ้นกับพยานหลักฐานและการวินิจฉัยของศาล เราไม่สามารถรับประกันผลล่วงหน้า แต่เอกสารความยินยอมที่เป็นระบบช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

6. ตารางตัดสินใจ: มาตรการ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ต้องขอความยินยอมไหม และความเสี่ยง

มาตรการหลักกฎหมายต้องขอความยินยอมไหมความเสี่ยงหลัก
ลดค่าจ้างถาวรแรงงานสัมพันธ์ ม.5, 10, 11, 13, 20ต้องมี หรือผ่านกระบวนการเจรจาถูกเรียกส่วนต่าง ดอกเบี้ย (ม.9) และอ้างว่าถูกบีบให้ออก
ลดวันทำงานพร้อมลดค่าจ้างตามส่วนแรงงานสัมพันธ์ ม.5, 20ต้องมีเปลี่ยนทั้งเวลาทำงานและค่าจ้าง ผลเท่ากับลดค่าจ้าง
ตัดสวัสดิการที่จ่ายเป็นประจำแรงงานสัมพันธ์ ม.5, 20 และแนวปฏิบัติที่ผ่านมาโดยทั่วไปต้องมีถูกโต้แย้งว่าเป็นสภาพการจ้างที่ผูกพัน
หยุดกิจการชั่วคราวคุ้มครองแรงงาน ม.75ไม่ต้อง แต่ต้องเข้าเงื่อนไขและแจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้าใช้ผิดเงื่อนไขหรือจ่ายต่ำกว่าร้อยละ 75
ชะลอรับคนใหม่และไม่ต่อสัญญาที่ครบกำหนดสัญญาจ้างและกฎหมายแรงงานทั่วไปไม่ต้องภาระงานของคนที่เหลือเพิ่มขึ้น และต้องตรวจสัญญาแต่ละฉบับก่อนไม่ต่อ
ลดหรือคุมค่าล่วงเวลาสัญญา ข้อบังคับ และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานโดยทั่วไปไม่ต้อง ถ้าไม่เคยเป็นค่าจ้างคงที่ตามสัญญาถ้าค่าล่วงเวลาเป็นรายได้ประจำตามข้อตกลง อาจกลายเป็นการลดรายได้
ให้ลาโดยสมัครใจ (ไม่รับค่าจ้างบางส่วน)สัญญาและความยินยอมต้องมีความสมัครใจจริงถ้าไม่สมัครใจจริง มีปัญหาเหมือนการลดค่าจ้าง
โครงการสมัครใจลาออกสัญญา ข้อตกลง และมาตรา 118 ถ้าเข้าลักษณะเลิกจ้างลูกจ้างตกลงเป็นรายคนถ้ากดดันให้เข้าร่วม อาจถูกมองเป็นเลิกจ้าง
ปรับโครงสร้างหรือลดตำแหน่งม.118 และมาตรา 49 ของพ.ร.บ.ศาลแรงงานฯไม่ใช่เรื่องความยินยอม แต่ต้องมีเหตุผลทางธุรกิจที่แท้จริงและจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายถูกฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ดูการปรับโครงสร้าง

ตารางนี้เป็นกรอบเริ่มต้นเท่านั้น ผลทางกฎหมายขึ้นกับเอกสารและข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ

ในตัวอย่าง บริษัทวัสดุก่อสร้างเลือกทำเป็นลำดับ คือ ชะลอรับคนใหม่ คุมค่าล่วงเวลา เปิดให้ลาโดยสมัครใจ แล้วจึงเสนอข้อตกลงลดค่าจ้างชั่วคราวร้อยละ 10 เป็นเวลา 6 เดือนกับฝ่ายสำนักงานด้วยหนังสือยินยอมรายคน โดยไม่แตะเบี้ยขยันและค่าอาหารกลางวัน

7. เมื่อต้องการให้ผลงานเป็นตัวกำหนดค่าตอบแทน

หากเป้าหมายคือให้ค่าตอบแทนสัมพันธ์กับผลงาน แทนที่จะลดทุกคนเท่ากัน อย่าใช้การลดค่าจ้างเป็นเครื่องมือลงโทษ ให้ออกแบบโบนัสตามผลงานตั้งแต่ต้น ดูโบนัสประจำปีกับโบนัสตามผลงาน และสำหรับลูกจ้างที่ผลงานไม่ถึงเกณฑ์ ดูแผนปรับปรุงผลงาน PIP และ KPI การย้ายสถานที่ทำงานก็เป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างอีกแบบ ดูการย้ายสถานที่ทำงานของลูกจ้าง

8. เช็กลิสต์ก่อนลดค่าจ้าง วันทำงาน หรือสวัสดิการ

เอกสารและข้อมูล

  • รวบรวมสัญญาจ้าง จดหมายเสนองาน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
  • ตรวจว่าบริษัทมีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนหรือไม่ และมีข้อตกลงฯ หรือใช้ข้อบังคับแทนหรือไม่
  • ไล่ดูสวัสดิการและเงินเพิ่มที่จ่ายเป็นประจำ รวมถึงประกาศและข้อความที่เคยแจ้งลูกจ้าง
  • คำนวณเงินที่ประหยัดได้เทียบกับความเสี่ยงเรียกค่าจ้างและค่าชดเชย

เลือกเครื่องมือ

  • ลองมาตรการที่ไม่แตะสภาพการจ้างก่อน เช่น ชะลอรับคน คุมค่าล่วงเวลา
  • ถ้าจะลดจริง ตัดสินใจว่าใช้ความยินยอมรายคนหรือกระบวนการตามมาตรา 13
  • ถ้าจะหยุดกิจการ ตรวจว่ามีเหตุจำเป็นตามมาตรา 75 และมีเอกสารพิสูจน์

การดำเนินการ

  • ทำหนังสือความยินยอมที่ระบุรายการ ระยะเวลา และกลับมาเมื่อใด
  • ให้เวลาลูกจ้างพิจารณา และไม่ใช้ถ้อยคำบีบ
  • ถ้าใช้มาตรา 75 แจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานเป็นหนังสือล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำการ และจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 75
  • เก็บสำเนาหนังสือและหลักฐานการแจ้งไว้

หลังดำเนินการ

  • กำหนดวันทบทวนและวันคืนสภาพการจ้างเดิมถ้าเป็นมาตรการชั่วคราว
  • ตรวจสลิปเงินเดือนให้ตรงกับที่ตกลง
  • เตรียมแผนรับมือหากมีลูกจ้างไม่ยินยอมหรือลาออก

อ่านเพิ่มเติม

ก่อนลดสิ่งใด ให้ตรวจก่อนว่าสิ่งนั้นเป็นสภาพการจ้างหรือไม่ แล้วเลือกเครื่องมือให้ตรงกับเอกสารที่มี ความยินยอมจริงและการจัดทำเอกสารที่ดีคือสิ่งที่ลดความเสี่ยงได้มากที่สุด

เราช่วยตรวจสัญญาจ้างและข้อบังคับ วางแผนลดต้นทุนบุคลากรให้เสี่ยงน้อย ร่างหนังสือความยินยอม และดูแลกระบวนการเจรจากับลูกจ้าง ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ งานตรวจสอบและวางระบบแรงงาน


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

นายจ้างประกาศลดเงินเดือนทุกคนฝ่ายเดียวได้หรือไม่+

โดยหลักไม่ได้ ค่าจ้างเป็นสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 และสัญญาจ้างหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เป็นผลร้ายแก่ลูกจ้างต้องมีความยินยอมของลูกจ้างจริง หรือเปลี่ยนผ่านกระบวนการตามมาตรา 10 11 13 และ 20 ดูหัวข้อ 2 และ 3

ขอให้พนักงานเซ็นยินยอมลดเงินเดือนเป็นรายคน ใช้ได้เสมอหรือไม่+

ไม่เสมอไป ความยินยอมต้องเกิดจากความสมัครใจและมีข้อมูลครบ หากลูกจ้างถูกบีบว่าไม่เซ็นจะถูกเลิกจ้าง ความยินยอมนั้นอาจถูกโต้แย้งภายหลัง และถ้ามีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ใช้บังคับอยู่ การตกลงรายบุคคลที่เป็นผลร้ายก็ชนกับมาตรา 20 ดูหัวข้อ 3

ธุรกิจยอดขายตก หยุดกิจการชั่วคราวแล้วจ่ายค่าจ้างลดลงได้หรือไม่+

ได้เฉพาะเมื่อเข้ามาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 คือมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุสำคัญที่กระทบการประกอบกิจการ และต้องจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ได้รับก่อนหยุด พร้อมแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ นี่ไม่ใช่การลดค่าจ้างถาวร ดูหัวข้อ 4

ถ้าบริษัทลดค่าจ้างไปแล้วโดยไม่ได้รับความยินยอม ลูกจ้างทำอะไรได้บ้าง+

ลูกจ้างอาจเรียกค่าจ้างส่วนที่ขาดตามสัญญาเดิม และนายจ้างอาจต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มตามมาตรา 9 ในกรณีที่เข้าเงื่อนไข ถ้าลูกจ้างลาออกเพราะถูกลดอย่างมีนัยสำคัญ อาจถูกอ้างเป็นการเลิกจ้างและเรียกค่าชดเชยตามมาตรา 118 ผลสุดท้ายขึ้นกับข้อเท็จจริงและการวินิจฉัยของศาลแรงงาน ดูหัวข้อ 5

มีวิธีลดต้นทุนบุคลากรที่เสี่ยงน้อยกว่าการลดค่าจ้างหรือไม่+

มี เช่น ชะลอรับพนักงานใหม่ ลดหรือคุมค่าล่วงเวลา เปิดให้ลาโดยสมัครใจ เปิดโครงการเกษียณหรือสมัครใจลาออก และปรับโครงสร้างงานอย่างมีเหตุผล แต่ละทางมีเงื่อนไขของตัวเอง ดูหัวข้อ 6

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา