ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายแรงงาน

โบนัสประจำปีกับโบนัสตามผลประกอบการ: เขียนนโยบายอย่างไรไม่ให้กลายเป็นหนี้ที่ไม่ได้ตั้งใจ

โบนัสที่เขียนว่า "จะจ่าย" กับโบนัสที่เขียนว่า "อาจจ่าย" ต่างกันทางกฎหมาย คู่มือนี้เจาะถ้อยคำในสัญญาและประกาศ หลักเกณฑ์ประเมิน ประวัติการจ่าย เงื่อนไขผู้มีสิทธิ ภาษี และการสื่อสารเมื่อปีนี้โบนัสลดหรือไม่มี

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมกฎหมายแรงงานและกฎหมายองค์กร28 ตุลาคม 256916 นาที
โบนัสประจำปีกับโบนัสตามผลประกอบการ: เขียนนโยบายอย่างไรไม่ให้กลายเป็นหนี้ที่ไม่ได้ตั้งใจ

ปลายปีมาถึง ฝ่ายบุคคลได้รับคำถามเดิมทุกปีว่า "ปีนี้มีโบนัสไหม กี่เดือน" ฝั่งนายจ้างมักคิดว่าโบนัสคือรางวัลที่จ่ายเมื่อกิจการมีกำไร ส่วนฝั่งลูกจ้างจำนวนไม่น้อยคิดว่าโบนัสคือส่วนหนึ่งของรายได้ที่จ่ายแน่ทุกปี ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันนี้มักเริ่มจากถ้อยคำเพียงไม่กี่บรรทัดในสัญญา ประกาศ หรือข้อความตอนรับเข้าทำงาน แล้วบานปลายเป็นข้อพิพาทเมื่อปีใดปีหนึ่งกำไรลด

คู่มือนี้อธิบายความต่างของโบนัสแบบรับประกันกับโบนัสตามดุลพินิจ การเขียนนโยบายให้ชัด และการสื่อสารเมื่อต้องลดหรืองดจ่าย ต่อจากเรื่องการออกแบบค่าตอบแทนผันแปรในคู่มือออกแบบโครงสร้างคอมมิชชันและ KPI ฝ่ายขาย และใช้ควบกับการลดค่าจ้าง วันทำงาน และสวัสดิการ เมื่อต้องปรับเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้แล้ว

คำตอบหลัก

โบนัสจะเป็นสิทธิหรือเป็นดุลพินิจ ไม่ได้ขึ้นกับชื่อที่เรียก แต่ขึ้นกับสิ่งที่นายจ้างเขียนและทำจริง ถ้าถ้อยคำสัญญาว่าจะจ่ายจำนวนแน่นอนหรือคำนวณได้ เช่น "เดือนที่ 13" ก็มีแนวโน้มเป็นหนี้ที่เรียกได้ ถ้าถ้อยคำบอกว่าอาจจ่ายตามผลประกอบการและผลงานโดยนายจ้างเป็นผู้พิจารณา และนายจ้างทำตามนั้นจริง ก็มีน้ำหนักว่าเป็นดุลพินิจ แต่ประวัติการจ่ายที่ยาวนานและไม่มีเงื่อนไขอาจทำให้ถ้อยคำเดิมอ่อนลงได้

หลักกฎหมาย ค่าจ้างนิยามไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ซึ่งเชื่อมกับค่าชดเชยตามมาตรา 118 และค่าล่วงเวลา สภาพการจ้างนิยามไว้ใน พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 ซึ่งหมายความถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง และประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างในการจ้างงาน ถ้านายจ้างมีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป ต้องมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นหนังสือตามมาตรา 10 และเมื่อไม่มีข้อตกลง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานถือเป็นข้อตกลงตามมาตรา 11 สัญญาจ้างจะขัดกับข้อตกลงไม่ได้ เว้นแต่เป็นคุณแก่ลูกจ้างมากกว่าตามมาตรา 20 ส่วนการตีความถ้อยคำของสัญญาใช้หลักสุจริตและประเพณีในการตีความสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 และ 368 และข้อสงสัยตีความให้เป็นคุณแก่ฝ่ายที่ต้องเป็นหนี้ตามมาตรา 11

มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการไม่มีโบนัส แต่เกิดจากการที่นายจ้างพูดสองแบบ ในสัญญาเขียนว่าตามดุลพินิจ แต่ในการสื่อสารกับพนักงานพูดว่า "ทุกปีได้อย่างน้อยสองเดือน" นโยบายที่ดีจึงต้องทำสามอย่างให้ตรงกัน คือ ถ้อยคำเอกสาร หลักเกณฑ์ที่ใช้จริง และสิ่งที่ผู้บริหารพูด

ตัวอย่างสมมติ บริษัท "แสงอีสานก่อสร้าง" ในขอนแก่น มีพนักงาน 60 คน ประกาศมา 8 ปีว่า "บริษัทอาจพิจารณาจ่ายโบนัสตามผลประกอบการ" แต่ทุกปีจ่ายพนักงานทุกคนเท่ากันที่ 2 เดือนของเงินเดือน โดยไม่เคยมีเกณฑ์ประเมินเป็นหนังสือ ปีที่ 9 กำไรลดลงมาก ผู้บริหารต้องการจ่าย 0.5 เดือน คู่มือนี้ใช้ตัวอย่างนี้ต่อไป และเรียกบริษัทว่า "แสงอีสาน"

1. โบนัสแบบรับประกันกับโบนัสตามดุลพินิจต่างกันอย่างไร

โบนัสในทางปฏิบัติแบ่งได้กว้าง ๆ เป็นสองแบบ แบบแรกคือโบนัสที่กำหนดไว้แน่นอน เช่น เดือนที่ 13 หรือโบนัสคงที่ที่ระบุในสัญญา แบบที่สองคือโบนัสผันแปรที่ผูกกับผลประกอบการของบริษัทและผลงานรายบุคคล ตารางต่อไปนี้ช่วยเปรียบเทียบ

หัวข้อโบนัสประจำปีแบบรับประกัน (เช่น เดือนที่ 13)โบนัสตามผลประกอบการและผลงาน (ดุลพินิจ)
ถ้อยคำที่มักพบ"บริษัทจะจ่าย...เดือน" "เงินเดือนเดือนที่ 13""บริษัทอาจพิจารณาจ่าย" "ขึ้นกับผลประกอบการและผลงาน"
จำนวนแน่นอนหรือคำนวณจากสูตรที่ตายตัวผันแปรตามกำไร เป้าหมาย และคะแนนประเมิน
นายจ้างงดจ่ายฝ่ายเดียวเสี่ยง อาจเป็นการผิดสัญญาและเรียกได้ทำได้ถ้าใช้ตามถ้อยคำและหลักเกณฑ์จริง และสุจริต
ความเสี่ยงสำคัญผูกพันแม้กิจการแย่ประวัติการจ่ายและการพูดของผู้บริหารทำให้กลายเป็นความคาดหวัง
ผลต่อการคิดค่าจ้างตามกฎหมายมีโอกาสถูกมองเป็นค่าจ้างมากกว่า ถ้าจ่ายตายตัวตอบแทนการทำงานปกติโดยทั่วไปมักถูกมองเป็นรางวัล แต่ขึ้นกับข้อเท็จจริง
เหมาะกับตำแหน่งที่ต้องการรายได้คงที่ต่อปีทีมที่ผลงานวัดได้ และกิจการที่กำไรไม่คงที่

บริษัทจำนวนมากใช้แบบผสม คือกำหนดโบนัสคงที่จำนวนหนึ่งและโบนัสผันแปรเพิ่ม ซึ่งทำได้ แต่ต้องแยกสองส่วนในเอกสารให้ชัด ไม่เช่นนั้นส่วนผันแปรอาจถูกอ่านรวมกับส่วนคงที่

2. ถ้อยคำในสัญญาและประกาศ: เหตุที่ตัดสินว่ามีสิทธิหรือไม่

เมื่อเกิดข้อพิพาท ศาลหรือพนักงานตรวจแรงงานจะเริ่มจากเอกสาร คือสัญญาจ้าง ประกาศ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน อีเมลหรือหนังสือเสนอจ้าง จากนั้นดูว่าการปฏิบัติจริงสอดคล้องหรือไม่ ประเด็นที่ควรตรวจในถ้อยคำมีดังนี้

  • คำกริยา "จะจ่าย" ต่างจาก "อาจจ่าย" มาก ถ้อยคำที่มีทั้งสองแบบในเอกสารเดียวกันควรแก้ให้ตรงกัน
  • เงื่อนไขที่ผูกกับการจ่าย ระบุว่าจ่ายเมื่อบริษัทมีกำไรเท่าใด ผลงานระดับใด หรือเมื่อคณะกรรมการอนุมัติ ถ้อยคำที่ไม่มีเงื่อนไขจะอ่านเป็นหนี้ง่ายขึ้น
  • ผู้ตัดสินใจและเวลา ระบุว่าใครพิจารณา เมื่อใด และอาศัยข้อมูลอะไร
  • การสงวนสิทธิ ระบุว่านายจ้างอาจเปลี่ยน ลด หรืองดจ่ายในปีที่ผลประกอบการไม่ดี โดยแจ้งล่วงหน้า ข้อความสงวนสิทธิเป็นประโยชน์ แต่ใช้กับเงินที่ตกลงเป็นจำนวนแน่นอนแล้วไม่ได้ และไม่ทำให้นายจ้างใช้ดุลพินิจโดยไม่สุจริตได้
  • เอกสารหลายชั้น สัญญาจ้างรายบุคคล ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ประกาศปลายปี และคำพูดในที่ประชุม ควรสอดคล้องกัน เมื่อมีข้อความต่างกัน ลูกจ้างมักอ้างข้อความที่เป็นคุณแก่ตน

ในกรณีของแสงอีสาน ประกาศเขียนว่า "อาจพิจารณา" ซึ่งเป็นถ้อยคำดุลพินิจ จุดอ่อนอยู่ที่การปฏิบัติ 8 ปี ซึ่งตรงกับส่วนต่อไป

3. จ่ายมานานแล้ว เลิกจ่ายได้หรือไม่: ประวัติการจ่ายกับสภาพการจ้าง

คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ ถ้านายจ้างจ่ายโบนัสทุกปีมาหลายปีโดยไม่มีเงื่อนไข ถือเป็นสิทธิหรือไม่ คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ขึ้นกับข้อเท็จจริง แต่ปัจจัยที่มักถูกนำมาพิจารณามีดังนี้

  • ความต่อเนื่อง จ่ายมากี่ปี มีปีที่ไม่จ่ายหรือไม่
  • ความสม่ำเสมอของจำนวน จ่ายเท่ากันทุกคนและเท่ากันทุกปี หรือผันแปรตามผลงานจริง
  • การมีเงื่อนไขหรือไม่ เคยประกาศเกณฑ์และใช้เกณฑ์นั้นจริงหรือไม่ หรือจ่ายโดยไม่ดูผลงานเลย
  • ถ้อยคำที่นายจ้างใช้ เคยแจ้งหรือไม่ว่าเป็นดุลพินิจ หรือเคยพูดว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน
  • ความคาดหวังที่ตามมา ลูกจ้างวางแผนการเงินหรือรับข้อเสนอจ้างโดยอาศัยโบนัสนี้หรือไม่

ในทางกฎหมาย ลูกจ้างอาจอ้างว่าโบนัสที่จ่ายต่อเนื่องจนเป็นที่รู้กันเป็นส่วนหนึ่งของ "สภาพการจ้าง" ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 ซึ่งรวมถึงค่าจ้าง สวัสดิการ และประโยชน์อื่นในการจ้างงาน ถ้านายจ้างต้องการเปลี่ยนสภาพการจ้างที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างอยู่แล้ว ต้องดูวิธีที่กฎหมายกำหนด เช่น ข้อตกลงกับลูกจ้างหรือกระบวนการตามหมวดข้อเรียกร้อง (มาตรา 13) และมาตรา 20 ที่ห้ามสัญญาจ้างขัดกับข้อตกลงเว้นแต่เป็นคุณแก่ลูกจ้างกว่า อย่างไรก็ตาม นี่เป็นข้อโต้แย้งที่ลูกจ้างอาจยกขึ้น ไม่ใช่ผลที่แน่นอน เราไม่อ้างคำพิพากษาฎีกาเฉพาะในคู่มือนี้ เพราะผลแต่ละกรณีขึ้นกับถ้อยคำ ประวัติ และพยานหลักฐานของคดีนั้น

สิ่งที่นายจ้างทำได้เพื่อลดความเสี่ยง

  • ใส่ข้อความในประกาศทุกปีว่าโบนัสเป็นดุลพินิจและขึ้นกับผลประกอบการและผลงานของปีนั้น
  • ใช้เกณฑ์ที่ประกาศไว้จริง และบันทึกการประเมิน อย่าจ่ายเท่ากันทุกคนโดยไม่มีเกณฑ์ แล้วเรียกว่าดุลพินิจ
  • ผู้บริหารไม่พูดว่า "ทุกปีได้แน่" หรือ "เหมือนเดิมทุกปี"
  • ปีที่ไม่จ่ายหรือจ่ายลด ให้ทำตามเกณฑ์และแจ้งเหตุอย่างโปร่งใส ดูส่วนที่ 8

สำหรับแสงอีสาน การจ่ายเท่ากันทุกคน 2 เดือนต่อเนื่อง 8 ปีโดยไม่มีเกณฑ์ ทำให้ลูกจ้างมีข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนัก ผู้บริหารจึงไม่ควรประกาศลดเหลือ 0.5 เดือนทันที แต่ควรปรึกษาก่อนว่าจะทำอย่างไร

4. โบนัสเป็น "ค่าจ้าง" หรือไม่ และทำไมจึงสำคัญ

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 นิยามว่า ค่าจ้างคือเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง สำหรับการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานแต่มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย นิยามนี้มีผลต่อการคำนวณหลายอย่าง เช่น ค่าชดเชยตามมาตรา 118 ที่คิดจากค่าจ้างอัตราสุดท้าย และค่าล่วงเวลาที่คิดจากอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง

ลักษณะของโบนัสแนวโน้มทางกฎหมายผลต่อการคำนวณ
จ่ายตายตัวทุกเดือนหรือทุกปีเป็นค่าตอบแทนการทำงานปกติมีโอกาสถูกมองเป็นค่าจ้างมากกว่าอาจถูกนำเข้าฐานค่าชดเชยและค่าล่วงเวลา
จ่ายเป็นรางวัลตามกำไรหรือผลงานที่ผันแปรมักถูกมองว่าไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานปกติโดยทั่วไปมักไม่เข้าฐาน แต่ต้องดูถ้อยคำและวิธีจ่ายจริง
จ่ายเป็นเงินพิเศษครั้งเดียวด้วยเหตุเฉพาะโดยทั่วไปเป็นเงินพิเศษโดยทั่วไปไม่เข้าฐาน

ตารางนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่ข้อสรุปตายตัว ศาลดูข้อเท็จจริงและวัตถุประสงค์ของการจ่ายเป็นรายกรณี การเรียกเงินว่า "โบนัส" ไม่ได้ตัดสินเอง และการเรียกเงินว่า "ค่าตอบแทน" ก็ไม่ได้ทำให้เป็นค่าจ้างเอง นายจ้างควรเขียนวัตถุประสงค์ของโบนัสให้ชัด และไม่ปะปนเงินที่จ่ายตอบแทนการทำงานปกติไว้ในชื่อโบนัสโดยไม่ตั้งใจ ถ้าพนักงานถูกเลิกจ้างและต้องคิดค่าชดเชย ดูค่าชดเชยและการเลิกจ้าง และถ้ามีข้อพิพาทเรื่องเงินค้างจ่าย ดูค่าจ้างและค่าล่วงเวลาค้างจ่าย นอกจากนี้ถ้านายจ้างคิดจ่ายเงินเดือนเดือนที่ 13 แบบเป็นค่าจ้างเสริม ควรปรึกษาก่อนว่าผลต่อสิทธิอื่นเป็นอย่างไร

5. ใครมีสิทธิได้: อยู่ในงานถึงวันจ่าย สัดส่วนตามเวลา ทดลองงาน และวินัย

นโยบายโบนัสควรบอกว่าใครมีสิทธิ ข้อกำหนดที่พบบ่อยและขอบเขตความเป็นธรรมมีดังนี้

เงื่อนไขตัวอย่างข้อกำหนดขอบเขตที่ควรระวัง
ต้องอยู่ในงานถึงวันจ่ายผู้ที่ลาออกก่อนวันจ่ายไม่ได้ใช้ได้ถ้าเขียนไว้ชัดและใช้กับทุกคน แต่ไม่ควรใช้กับลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุ เพื่อไม่ให้ถึงวันจ่าย
สัดส่วนตามเวลา (pro-rata)ผู้เข้าใหม่หรือออกกลางปีได้ตามเดือนที่ทำงานเป็นวิธีที่เป็นธรรมกว่า ควรเขียนวิธีนับเดือนให้ชัด
ทดลองงานผู้ที่ผ่านทดลองงานแล้วจึงมีสิทธิ หรือจ่ายสัดส่วนกำหนดได้ แต่ต้องเขียนให้ชัดว่าเมื่อผ่านทดลองงานแล้วนับเดือนย้อนหลังหรือไม่
ประวัติวินัยผู้ที่ถูกลงโทษทางวินัยในปีนั้นลดหรืองดกำหนดได้ถ้าเกณฑ์ชัดและสัมพันธ์กับการประเมิน ไม่ควรใช้เป็นการลงโทษซ้ำ
ลาป่วย ลาคลอด ลาตามกฎหมายไม่ควรลดโบนัสเพียงเพราะใช้สิทธิลาที่กฎหมายรับรองการลดเพราะใช้สิทธิลาตามกฎหมายเสี่ยงถูกมองว่าไม่เป็นธรรม

หลักคิดสำคัญคือ เงื่อนไขต้องเขียนไว้ล่วงหน้า ใช้กับทุกคนเท่ากัน และไม่ขัดกับสิทธิที่กฎหมายรับรอง ข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมอาจถูกตรวจสอบตามมาตรา 14/1 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน และการลงโทษทางวินัยต้องเป็นไปตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามมาตรา 108 ไม่ควรใช้โบนัสเป็นเครื่องมือลงโทษที่ไม่อยู่ในข้อบังคับ

6. หลักเกณฑ์ประเมินและการเก็บหลักฐาน

โบนัสตามผลงานจะรัดกุมได้ต่อเมื่อเกณฑ์ชัดและมีบันทึกรองรับ

  • เกณฑ์ระดับบริษัท ตัวชี้วัดที่กำหนดว่ามีโบนัสหรือไม่ เช่น กำไรสุทธิ ยอดขาย หรือกระแสเงินสด และใครเป็นผู้อนุมัติ
  • เกณฑ์ระดับบุคคล เป้าหมายที่ตกลงต้นปี น้ำหนักแต่ละตัวชี้วัด และวิธีให้คะแนน
  • ช่วงประเมิน ระบุวันเริ่มและวันสิ้นสุดของรอบ
  • ผู้ประเมินและการทบทวน ใครให้คะแนน ลูกจ้างได้เห็นผลหรือไม่ และมีช่องทางอุทธรณ์หรือไม่
  • หลักฐาน ตั้งเป้าหมายเป็นหนังสือ บันทึกความคืบหน้าระหว่างปี และสรุปผลสิ้นปี

ถ้าลูกจ้างผลงานต่ำกว่าเกณฑ์จนกระทบโบนัส ควรมีการสื่อสารระหว่างปี ไม่ใช่แจ้งครั้งแรกตอนปลายปี ดูแนวทางที่เกี่ยวข้องในแผนปรับปรุงผลงาน PIP และ KPI สำหรับนายจ้าง และถ้าธุรกิจครอบครัวมีญาติทำงานในบริษัท ควรใช้เกณฑ์เดียวกับพนักงานอื่น ดูบทบาทและค่าตอบแทนในธุรกิจครอบครัว

แสงอีสานควรเริ่มจากการเขียนเกณฑ์ปีหน้า ตั้งเป้าหมายรายคนต้นปี และบันทึกการประเมิน เพื่อให้โบนัสปีต่อไปเป็นดุลพินิจจริง ไม่ใช่เพียงในชื่อ

7. จะเปลี่ยนหรือลดโบนัสอย่างไรให้ถูกขั้นตอน

ก่อนลดหรืองดจ่าย ให้จัดหมวดโบนัสก่อนว่าเป็นแบบใด

  • ถ้าเป็นดุลพินิจที่มีเกณฑ์และบันทึกชัด ใช้เกณฑ์ที่ประกาศไว้ และแจ้งผล
  • ถ้าเป็นหนี้ตามสัญญาหรือข้อตกลง การลดต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หรือใช้ขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดสำหรับการเปลี่ยนสภาพการจ้าง ไม่ควรลดฝ่ายเดียว
  • ถ้าไม่แน่ใจเพราะประวัติการจ่ายยาว ควรขอความเห็นทางกฎหมายก่อนประกาศ และพิจารณาการเจรจา เช่น จ่ายลดครั้งนี้แต่ปรับถ้อยคำเป็นดุลพินิจที่ชัดตั้งแต่ปีหน้า โดยให้ลูกจ้างรับทราบเป็นหนังสือ

นายจ้างต้องระวังว่าถ้าการลดส่งผลให้ลูกจ้างที่ไม่ยอมรับต้องออกจากงาน เรื่องจะกลายเป็นประเด็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้ ศาลแรงงานมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 การเลือกวิธีที่โปร่งใสจึงสำคัญกว่าตัวเลขที่ประหยัดได้ในปีเดียว ดูเพิ่มที่การปรับโครงสร้างและลดตำแหน่ง

8. ภาษีและการสื่อสารเมื่อปีนี้ลดหรือไม่มีโบนัส

ภาษี โบนัสที่จ่ายให้ลูกจ้างเป็นเงินได้พึงประเมินจากการจ้างแรงงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1) และนำส่งตามกำหนด รายละเอียดวิธีคำนวณ เช่น การรวมกับเงินเดือนในปีเดียวกัน และการประเมินภาษีสิ้นปี ให้ตรวจกับกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีของท่านเป็นรายกรณี นอกจากนี้ควรตรวจกับสำนักงานประกันสังคมเรื่องการนับเงินเข้าฐานเงินสมทบ

การสื่อสาร วิธีบอกข่าวไม่ดีมีผลเท่ากับตัวเลข แนวทางที่ใช้ได้ผล คือ

  1. แจ้งให้เร็ว ก่อนปลายปี อย่าปล่อยให้ลูกจ้างรู้จากข่าวลือ
  2. แจ้งเป็นหนังสือ โดยอ้างถ้อยคำของนโยบายที่ใช้อยู่
  3. อธิบายเหตุด้วยตัวเลขที่เปิดเผยได้ เช่น ยอดขายหรือกำไรเทียบปีก่อน
  4. บอกชัดว่าส่วนของผลงานรายบุคคลยังให้ความสำคัญเหมือนเดิมหรือไม่
  5. บอกแผนปีหน้า เช่น เกณฑ์ใหม่ และกำหนดแจ้งผล
  6. เปิดช่องให้ถามและรับฟังข้อกังวล และไม่พูดเกินจริง เช่น สัญญาว่าปีหน้าจะชดเชยถ้าไม่มั่นใจ

ตัวอย่างข้อความแจ้งพนักงาน (ตัวอย่าง ปรับตามข้อเท็จจริงและตรวจกับทนายความก่อนส่ง)

เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาโบนัสประจำปี 2569

ตามประกาศนโยบายโบนัส ข้อ ___ บริษัทพิจารณาโบนัสตามผลประกอบการของบริษัทและผลงานของแต่ละคน
โดยเป็นดุลพินิจของบริษัทในแต่ละปี

ปี 2569 ผลประกอบการของบริษัทลดลงจากปีก่อนในส่วน ___ (ตัวเลขที่เปิดเผยได้)
บริษัทจึงพิจารณาจ่ายโบนัสในอัตรา ___ ของเงินเดือน ตามเกณฑ์ข้อ ___ และจะจ่ายในวันที่ ___

ผลงานรายบุคคลของปี 2569 จะแจ้งให้ทราบรายคนภายในวันที่ ___
หากมีข้อสงสัย ติดต่อฝ่ายบุคคลได้ที่ ___ ภายในวันที่ ___

ปี 2570 บริษัทจะประกาศเกณฑ์และเป้าหมายล่วงหน้าภายในเดือน ___

9. ตัวอย่างข้อกำหนดนโยบายโบนัส

ตัวอย่างข้อกำหนด (ตัวอย่าง ปรับให้ตรงกับกิจการ และให้ทนายความตรวจก่อนใช้)

นโยบายโบนัสประจำปี

1. ลักษณะของโบนัส
   โบนัสประจำปีเป็นเงินพิเศษที่บริษัทอาจพิจารณาจ่าย ตามดุลพินิจของบริษัทในแต่ละปี
   โดยอิงผลประกอบการของบริษัทและผลงานของพนักงาน โบนัสไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานปกติ
   และการจ่ายในปีใดไม่ผูกพันให้ต้องจ่ายในปีต่อไป

2. หลักเกณฑ์
   2.1 บริษัทจะประกาศเกณฑ์ระดับบริษัทภายในวันที่ ___ ของทุกปี
   2.2 เกณฑ์ระดับบุคคลเป็นไปตามเป้าหมายที่ตกลงเป็นหนังสือที่ต้นรอบประเมิน

3. ผู้มีสิทธิ
   3.1 พนักงานที่ยังอยู่ในงานและไม่อยู่ระหว่างบอกเลิกจ้างหรือลาออก ณ วันที่ ___
   3.2 พนักงานเข้าใหม่หรือออกกลางรอบด้วยเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของตน จ่ายตามสัดส่วนของเดือนที่ทำงาน
   3.3 พนักงานทดลองงาน จ่ายตามสัดส่วนหลังผ่านทดลองงาน
   3.4 การลดหรืองดโบนัสจากวินัยต้องอ้างอิงข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและแจ้งเป็นหนังสือ
   3.5 การใช้สิทธิลาตามกฎหมายไม่เป็นเหตุให้ลดโบนัสโดยตัวมันเอง

4. การแจ้งผล
   บริษัทจะแจ้งผลเป็นหนังสือภายในวันที่ ___ พร้อมเหตุผลโดยสรุป
   และเปิดช่องให้ซักถามภายใน ___ วัน

5. การเปลี่ยนแปลงนโยบาย
   บริษัทอาจปรับนโยบายนี้สำหรับรอบประเมินถัดไป โดยแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ___ วัน
   การปรับไม่กระทบโบนัสของรอบที่จบแล้วซึ่งบริษัทได้ตกลงจ่ายเป็นจำนวนแน่นอนแล้ว

ข้อ 1 ช่วยให้ถ้อยคำเป็นดุลพินิจ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะชนะทุกข้อพิพาท เพราะศาลดูการปฏิบัติจริงด้วย และข้อ 5 ไม่ใช้กับเงินที่ตกลงเป็นจำนวนแน่นอนแล้ว ถ้านายจ้างมีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คน ให้ตรวจด้วยว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเขียนเรื่องโบนัสไว้ขัดกับนโยบายนี้หรือไม่ ดูบริการจัดทำเอกสารและข้อบังคับด้านบุคคล

10. เช็กลิสต์นโยบายโบนัส

ถ้อยคำและเอกสาร

  • ตรวจสัญญาจ้าง ประกาศ ข้อบังคับ และหนังสือเสนอจ้างแล้วว่าเขียน "จะจ่าย" หรือ "อาจจ่าย"
  • แยกโบนัสคงที่ออกจากโบนัสผันแปรในเอกสาร
  • ถ้อยคำของนโยบาย การประกาศ และสิ่งที่ผู้บริหารพูดสอดคล้องกัน
  • ไม่มีข้อความเรื่องโบนัสในข้อบังคับหรือข้อตกลงที่ขัดกับนโยบายใหม่

หลักเกณฑ์และหลักฐาน

  • ประกาศเกณฑ์ระดับบริษัทและเป้าหมายรายบุคคลล่วงหน้าเป็นหนังสือ
  • มีผู้ประเมิน ช่วงประเมิน และวิธีให้คะแนนที่ชัด
  • เก็บบันทึกความคืบหน้าและสรุปผลสิ้นปี

ผู้มีสิทธิ

  • กำหนดวันที่ต้องอยู่ในงาน สัดส่วนผู้เข้าใหม่และผู้ออก และเงื่อนไขทดลองงาน
  • เงื่อนไขวินัยอ้างอิงข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
  • ไม่ลดโบนัสเพียงเพราะใช้สิทธิลาตามกฎหมาย

ภาษีและการเงิน

  • ตรวจกับผู้ทำบัญชีเรื่องหักภาษี ณ ที่จ่ายและเงินสมทบประกันสังคม
  • ตรวจแล้วว่าโบนัสส่วนใดอาจถูกมองเป็นค่าจ้างในการคิดค่าชดเชยและค่าล่วงเวลา

การสื่อสาร

  • เตรียมข้อความแจ้งปีลดหรืองดโบนัส ก่อนปลายปี
  • ปรึกษาทนายความก่อนเปลี่ยนเงื่อนไขของโบนัสที่จ่ายมานาน

อ่านเพิ่มเติม

โบนัสที่ชัดคือโบนัสที่เขียนไว้ตรงกับที่ทำจริง ถ้านายจ้างต้องการดุลพินิจ ต้องใช้ดุลพินิจจริงตามเกณฑ์ ถ้านายจ้างต้องการรับประกัน ต้องรู้ว่ากำลังผูกพันอะไรไว้

เราช่วยตรวจถ้อยคำสัญญาจ้างและประกาศโบนัส จัดทำนโยบายและเกณฑ์ประเมิน ตรวจข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และวางแผนสื่อสารกับพนักงานเมื่อต้องปรับโบนัส ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ จัดทำเอกสารและข้อบังคับด้านบุคคล


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

โบนัสประจำปีที่เขียนไว้ในสัญญาจ้างว่าเดือนที่ 13 นายจ้างไม่จ่ายได้หรือไม่+

ถ้าสัญญาจ้างหรือข้อตกลงเขียนว่านายจ้างจะจ่ายเงินจำนวนที่แน่นอนหรือคำนวณได้ในเวลาที่กำหนด ถ้อยคำเช่นนี้มีแนวโน้มเป็นหนี้ตามสัญญาที่ลูกจ้างเรียกได้ ไม่ใช่โบนัสตามดุลพินิจ ตามหลักในส่วนที่ 1 และ 2 ของคู่มือนี้ การลดหรืองดจ่ายฝ่ายเดียวจึงเสี่ยง นายจ้างควรตรวจก่อนว่าถ้อยคำเขียนว่า "จะจ่าย" หรือ "อาจจ่าย" และปรึกษาการแก้ไขเงื่อนไขอย่างถูกขั้นตอนตามส่วนที่ 7

จ่ายโบนัสมาหลายปีติดต่อกัน แล้วปีนี้ไม่จ่าย ทำได้หรือไม่+

ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ประกาศหรือสัญญาเดิมเขียนอย่างไร จ่ายต่อเนื่องกี่ปี จำนวนใกล้เคียงกันหรือไม่ และเคยแจ้งหรือไม่ว่าเป็นดุลพินิจ ประวัติการจ่ายที่ยาวและไม่มีเงื่อนไขอาจถูกอ้างว่าเป็นสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 ที่นายจ้างไม่ควรเปลี่ยนฝ่ายเดียว แต่ไม่ได้แปลว่าผลจะเป็นเช่นนั้นทุกกรณี ดูส่วนที่ 3

โบนัสนับเป็นค่าจ้างเพื่อคำนวณค่าชดเชยและค่าล่วงเวลาหรือไม่+

ขึ้นกับลักษณะของเงิน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 นิยามค่าจ้างว่าเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน โบนัสที่จ่ายเป็นรางวัลตามผลประกอบการและแปรผันตามดุลพินิจ มักถูกมองว่าอยู่นอกนิยามนี้ ส่วนเงินที่ถูกกำหนดตายตัวและจ่ายตอบแทนการทำงานปกติอาจเข้านิยามได้ ผลต่างกันตามถ้อยคำและวิธีจ่ายจริง ดูส่วนที่ 4

ลูกจ้างที่ลาออกก่อนวันจ่ายโบนัสหรือเพิ่งเข้างานในปีนั้น มีสิทธิได้โบนัสหรือไม่+

กำหนดได้ตามนโยบายที่เขียนไว้ชัดและใช้กับทุกคนเท่ากัน เช่น ต้องอยู่ในงานถึงวันจ่าย หรือจ่ายตามสัดส่วนระยะเวลาทำงาน แต่ต้องไม่ใช้เงื่อนไขเป็นช่องหลบเลี่ยงสิทธิที่ตกลงกันแล้ว และไม่ควรตัดสิทธิลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุเพียงเพื่อไม่ให้ถึงวันจ่าย ดูส่วนที่ 5

ปีนี้บริษัทกำไรลด ต้องการลดหรืองดโบนัส สื่อสารอย่างไรจึงเหมาะสม+

ควรแจ้งล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรให้เร็วที่สุด อ้างอิงถ้อยคำของนโยบายที่ใช้อยู่ อธิบายตัวเลขที่เปิดเผยได้ ระบุว่าการตัดสินเกี่ยวกับผลงานรายบุคคลยังคงอยู่หรือไม่ และเปิดช่องให้ถาม หากโบนัสเป็นหนี้ที่ตกลงกันไว้แล้ว การแจ้งเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่พอ ดูส่วนที่ 7 และ 8

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา