ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายธุรกิจ

ก่อนซื้อแฟรนไชส์ ต้องตรวจสัญญาอะไรบ้าง

สำหรับคนไทยและชาวต่างชาติที่กำลังจะซื้อแฟรนไชส์ในไทย ไทยไม่มีกฎหมายแฟรนไชส์เฉพาะ แต่มีแนวทางของ กขค. คู่มือนี้บอกว่าต้องขอข้อมูลอะไรก่อนเซ็น ข้อสัญญาที่ต้องอ่านทีละข้อ และทางออกเมื่อธุรกิจไม่ได้เป็นอย่างที่เสนอขาย

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมกฎหมายธุรกิจ13 ตุลาคม 256911 นาที
ก่อนซื้อแฟรนไชส์ ต้องตรวจสัญญาอะไรบ้าง

บทความนี้สำหรับใคร และประเด็นหลักคืออะไร

สำหรับคนที่กำลังจะจ่ายเงินซื้อแฟรนไชส์ ไม่ว่าจะเป็นสาขาเดียวหรือสิทธิเปิดหลายสาขา และไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ

ประเด็นหลักมีสามข้อ

  1. ค่าแรกเข้าไม่ใช่ต้นทุนจริง ต้นทุนจริงคือค่าแรกเข้า รวมกับค่าตกแต่ง อุปกรณ์ ค่าสิทธิรายเดือน ค่าการตลาด และวัตถุดิบที่ต้องซื้อจากผู้ขาย ตลอดอายุสัญญา
  2. สัญญาแฟรนไชส์ส่วนใหญ่ผู้ขายร่างมาเอง ผู้ซื้อต่อรองได้น้อยกว่าที่คิด แต่ขอให้แก้ ขอข้อมูล และเดินออกได้ก่อนเซ็น หลังเซ็นแล้วทางเลือกจะแคบลงมาก
  3. ตรวจสัญญาคู่กับตัวเลข สัญญาที่ถูกกฎหมายทุกข้อ ยังทำให้สาขาขาดทุนได้ถ้าต้นทุนบังคับสูงกว่ากำไรที่เป็นไปได้ ดูภาพรวมได้ที่ บริการด้านแฟรนไชส์

ไทยมีกฎหมายแฟรนไชส์ไหม

ไม่มี ไทยยังไม่มีพระราชบัญญัติแฟรนไชส์โดยเฉพาะ ผู้ซื้อต้องอาศัยกฎหมายหลายฉบับประกอบกัน

เรื่องที่มาสถานะ
ผู้ขายต้องเปิดเผยข้อมูลก่อนเซ็น และห้ามเอาเปรียบบางรูปแบบประกาศ กขค. ออกตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560แนวทางพิจารณา ที่ กขค. ใช้ชี้ว่าการกระทำใดอาจไม่เป็นธรรม
ข้อสัญญาที่เอาเปรียบเกินสมควรในสัญญาสำเร็จรูปพ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540กฎหมาย ศาลให้ใช้บังคับได้เท่าที่เป็นธรรม
การอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าพ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68กฎหมาย ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน
การหลอกลวงให้ทำสัญญาป.พ.พ. มาตรา 159กฎหมาย สัญญาเป็นโมฆียะ

ประกาศ กขค. ฉบับแรกลงราชกิจจานุเบกษา 6 ธันวาคม 2562 และแก้ไขแล้วสองครั้ง โดยฉบับที่ 3 ปรับเฉพาะข้อ 4 เรื่องการเปิดสาขาใหม่ ผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 57 อาจถูกปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำผิด ก่อนเซ็นควรตรวจกับเว็บไซต์ กขค. อีกครั้งว่ามีฉบับใหม่กว่านี้หรือไม่

ข้อควรรู้ ประกาศนี้เป็น แนวทางที่ กขค. ใช้พิจารณาว่าการกระทำใดเข้ามาตรา 57 ตัวประกาศเองไม่ใช่ฐานฟ้องโดยตรง แต่ถ้าการกระทำของผู้ขายฝ่าฝืนมาตรา 57 จริง มาตรา 69 ให้ผู้ได้รับความเสียหายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ฝ่าฝืนได้ ในทางปฏิบัติผู้ซื้อจึงใช้ประกาศเป็นฐานในการเจรจา ร้องเรียนต่อ กขค. และประกอบการโต้แย้งข้อสัญญาหรือเรียกค่าเสียหาย

ผู้ขายต้องให้ข้อมูลอะไรก่อนเซ็น

ข้อ 3 ของประกาศ กำหนดให้ผู้ขายแฟรนไชส์เปิดเผยข้อมูล ก่อนเข้าทำสัญญา ในสี่เรื่อง

  1. ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ ค่าสิทธิ ค่าการตลาด ค่าฝึกอบรม ค่าอุปกรณ์ที่จำเป็น วิธีคำนวณ การจ่ายเงิน และเงื่อนไขการคืนเงิน
  2. แผนการดำเนินธุรกิจ เช่น การช่วยบริหาร การฝึกอบรม จำนวนและที่ตั้งของผู้ซื้อรายอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงทั้งปัจจุบันและอนาคต และการส่งเสริมการขาย
  3. สิทธิในเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ ช่วงเวลาที่มีผล ขอบเขตการอนุญาต และข้อจำกัด
  4. การต่ออายุ แก้ไข ยกเลิก และเพิกถอนสัญญา

ในทางปฏิบัติ ให้ขอเป็นเอกสารและเก็บไว้ครบ

  • ตารางต้นทุนรวมตั้งแต่เปิดสาขาจนครบอายุสัญญา
  • ร่างสัญญาฉบับเต็ม พร้อมภาคผนวกและคู่มือที่สัญญาอ้างถึง
  • รายชื่อและที่ตั้งสาขาที่เปิดอยู่ ปิดไปแล้ว และมีแผนเปิดใกล้สาขาของเรา
  • หลักฐานว่าผู้ขายเป็นเจ้าของเครื่องหมายหรือมีสิทธิอนุญาตจริง
  • ตัวเลขผลประกอบการสาขาตัวอย่าง พร้อมระบุว่าเป็นสาขาที่ผู้ขายเปิดเอง หรือสาขาของผู้ซื้อ

ถ้าผู้ขายไม่ยอมให้ข้อมูลข้อใดข้อหนึ่ง นั่นคือสัญญาณเตือนในตัวมันเอง

ต้นทุนนอกจากค่าแรกเข้ามีอะไรบ้าง

อ่านหมวดค่าใช้จ่ายให้ครบ และเอามาลงตารางเดียวกัน

  1. ค่าสิทธิรายเดือน คิดจากยอดขายหรือเป็นจำนวนคงที่ และคิดจากยอดขายก่อนหรือหลังหักส่วนลด
  2. กองทุนการตลาด จ่ายเท่าไร นำไปใช้อะไร และผู้ซื้อขอดูบัญชีการใช้เงินได้หรือไม่
  3. การตกแต่งและอุปกรณ์บังคับ ต้องใช้ผู้รับเหมาหรือผู้ผลิตที่ผู้ขายกำหนดหรือไม่ และผู้ขายขอให้ปรับปรุงร้านใหม่ระหว่างสัญญาได้หรือไม่
  4. ฝึกอบรม ครั้งแรกรวมในค่าแรกเข้าหรือไม่ และการอบรมซ้ำคิดเงินหรือไม่
  5. ซอฟต์แวร์และระบบ ค่าใช้ระบบ POS ค่าสมาชิกรายเดือน และใครเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า
  6. เงินมัดจำและหลักประกัน ได้คืนเมื่อใด หักอะไรได้บ้าง
  7. ค่าธรรมเนียมอื่น เช่น ค่าตรวจสาขา ค่าโอนสิทธิ ค่าต่ออายุ

คำถามคุมทั้งหมด ให้ถามผู้ขายว่า ค่าใช้จ่ายใดบ้างที่ผู้ขายแก้ไขเพิ่มได้ฝ่ายเดียวระหว่างสัญญา และเงื่อนไขนั้นเขียนไว้ตรงไหน

พื้นที่เอกสิทธิ์: ผู้ขายเปิดสาขาใกล้เราได้ไหม

อย่าเชื่อคำพูดว่า "ไม่เปิดใกล้กัน" ให้ดูว่าสัญญากำหนดพื้นที่ไว้ชัดเจนหรือไม่ เป็นรัศมี เขต หรือรายชื่อโครงการ และห้ามเฉพาะสาขาของผู้ขายเองหรือรวมช่องทางอื่นด้วย เช่น เดลิเวอรี ออนไลน์ หรือร้านในห้างสรรพสินค้า

ข้อ 4 ของประกาศ (ฉบับที่ 3) วางแนวทางให้ผู้ขาย แจ้งผู้ซื้อรายที่อยู่ใกล้ที่สุด และให้สิทธิเปิดสาขาใหม่แก่รายนั้นก่อน เมื่อผู้ขายจะเปิดเอง หรือจะให้สิทธิแก่ผู้ซื้อรายอื่นหรือบุคคลอื่น โดยต้องให้เวลาพิจารณาอย่างน้อย 30 วัน ข้อยกเว้นมีสองกรณี

  • ผู้ซื้อเดิมมีผลประกอบการ ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ผู้ขายกำหนดไว้ชัดเจนและแจ้งล่วงหน้า แล้ว
  • เป็นแฟรนไชส์เขตพัฒนาพื้นที่ (area development) ที่มีข้อตกลงขยายสาขาไว้แล้ว ซึ่งผู้ขายต้องมีเหตุผลทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ที่รับฟังได้

ข้อที่ต้องขอให้ผู้ขายเขียนไว้ในสัญญา คือ เกณฑ์ผลประกอบการ ที่ผู้ขายใช้ตัดสิทธินี้ ถ้าเกณฑ์ไม่ชัด ผู้ขายจะอ้างว่าเรา "ไม่ผ่านเกณฑ์" เมื่อใดก็ได้

บังคับซื้อสินค้า อุปกรณ์ และกำหนดราคา: อะไรทำได้

ประกาศ กขค. ข้อ 5 ยกพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายไม่เป็นธรรมไว้ ถ้าทำ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

  • บังคับซื้อสินค้าหรือบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับแฟรนไชส์ จากผู้ขายหรือผู้ที่ผู้ขายกำหนดเท่านั้น
  • กำหนดโควตาซื้อเกินความต้องการจริง และห้ามคืนส่วนเกิน
  • เพิ่มเงื่อนไขหลังเซ็นสัญญา เช่น ให้ซื้อสินค้าอื่นเพิ่ม เว้นแต่มีเหตุผลทางธุรกิจหรือเพื่อรักษาชื่อเสียง คุณภาพ และมาตรฐาน และต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร
  • ห้ามซื้อจากรายอื่นที่คุณภาพเท่ากันแต่ราคาถูกกว่า
  • ห้ามลดราคาสินค้าที่เน่าเสียง่ายหรือใกล้หมดอายุ
  • กำหนดเงื่อนไขต่างกันระหว่างผู้ซื้อแต่ละราย จนเป็นการเลือกปฏิบัติ

จึงควรอ่านสัญญาตรงนี้ละเอียด

  1. สินค้าใดที่ต้องซื้อจากผู้ขาย และสินค้าใดซื้อจากแหล่งอื่นได้ถ้าผ่านมาตรฐาน
  2. มีขั้นตอนอนุมัติแหล่งซื้ออื่นหรือไม่ ใช้เวลาเท่าไร และปฏิเสธได้เพราะเหตุใด
  3. มียอดซื้อขั้นต่ำหรือไม่ และคืนสินค้าส่วนเกินได้ไหม
  4. ราคาสินค้าที่ผู้ขายขายให้ผู้ซื้อ ปรับได้ฝ่ายเดียวหรือไม่ และมีเพดานหรือไม่
  5. ผู้ซื้อกำหนดราคาขายหน้าร้านเองได้แค่ไหน

ข้อสุดท้ายนี้สัญญาจำนวนมากระบุราคาแนะนำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตกลงกันได้ แต่ควรอ่านว่าเป็น ราคาแนะนำ หรือ ราคาบังคับ

อายุสัญญาและการต่ออายุ

สัญญาแฟรนไชส์ที่ดูดีตอนเซ็น อาจแพงมากตอนต่ออายุ ให้ตรวจ

  • อายุสัญญาเท่าไร เมื่อเทียบกับเวลาคืนทุนตามตัวเลขที่ผู้ขายให้ (สัญญาสั้นกว่าเวลาคืนทุน คือสัญญาณเตือน)
  • สิทธิต่ออายุ เป็นสิทธิของผู้ซื้อ หรือผู้ขายตัดสินใจเองฝ่ายเดียว และต้องแจ้งล่วงหน้านานเท่าไร
  • ต่ออายุแล้วต้องเซ็นสัญญาฉบับใหม่ที่มีเงื่อนไขต่างจากเดิม ได้หรือไม่ เช่น ค่าสิทธิสูงขึ้น
  • ค่าต่ออายุ และต้องปรับปรุงร้านตามมาตรฐานใหม่หรือไม่ ใครออกค่าใช้จ่าย
  • เงื่อนไขแก้ไขสัญญาและคู่มือระหว่างสัญญา ผู้ขายแก้ได้ฝ่ายเดียวแค่ไหน

เงื่อนไขการต่ออายุเป็นหนึ่งในสี่เรื่องที่ผู้ขายต้องเปิดเผยก่อนเซ็นตามประกาศ จึงขอให้ชี้ตำแหน่งในสัญญาได้ตรง ๆ

เลิกสัญญาและข้อห้ามแข่งขันหลังเลิก

ตรวจสองฝั่งให้เท่ากัน

  • ผู้ขายเลิกได้เมื่อใด ต้องมีเหตุผิดสัญญาร้ายแรงเท่านั้น หรือเลิกได้ด้วยเหตุกว้าง ๆ เช่น ไม่ผ่านมาตรฐาน มีระยะเวลาแก้ไขก่อนหรือไม่
  • ผู้ซื้อเลิกเองได้ไหม และต้องจ่ายอะไร
  • ผลหลังเลิก ต้องเลิกใช้เครื่องหมายและรูปแบบร้านทันทีหรือไม่ ผู้ขายซื้อสต็อกและอุปกรณ์คืนหรือไม่ ค่าตกแต่งที่ลงไปได้อะไรคืนหรือไม่
  • ค่าเสียหายที่กำหนดล่วงหน้า เมื่อผิดสัญญา ถ้าสูงเกินส่วน ศาลลดเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 แห่ง ป.พ.พ.
  • ข้อห้ามแข่งขัน ห้ามทำธุรกิจประเภทเดียวกันนานเท่าไร ในพื้นที่ใด และห้ามแค่ธุรกิจที่ลอกเลียนระบบ หรือห้ามทุกอย่างที่คล้ายกัน

เรื่องข้อห้ามแข่งขัน สัญญาแฟรนไชส์ส่วนมากเป็น สัญญาสำเร็จรูป คือสัญญาที่ทำเป็นหนังสือ มีสาระสำคัญกำหนดไว้ล่วงหน้า และฝ่ายหนึ่งนำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 กำหนดว่าข้อตกลงที่ทำให้ฝ่ายผู้ร่างได้เปรียบเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และมีผลบังคับ เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ซึ่งเป็นกลไกของกฎหมาย ไม่ใช่หลักประกันว่าข้อห้ามจะตกไปเอง ให้ถือว่าเราต้องต่อรองตั้งแต่ก่อนเซ็น

เครื่องหมายการค้า: ผู้ขายมีสิทธิให้เราใช้จริงหรือไม่

สิ่งที่ซื้อคือสิทธิใช้แบรนด์ ดังนั้นต้องตรวจก่อนจ่ายเงิน

  1. ค้นฐานข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าเครื่องหมายจดทะเบียนในนามใคร ครอบคลุมสินค้าหรือบริการที่เราจะขายหรือไม่ และสถานะเป็นอย่างไร
  2. ผู้ที่ให้สิทธิเราต้องเป็นเจ้าของเครื่องหมาย หรือมีสิทธิอนุญาตช่วงต่อได้จริง กรณีแฟรนไชส์ต่างประเทศ ให้ขอหนังสือจากเจ้าของที่ให้สิทธิผู้ขายในไทย
  3. มาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 กำหนดว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้ว ต้องทำเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อนายทะเบียน ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา (เครื่องหมายบริการใช้หลักเดียวกัน)

ถ้าไม่จดทะเบียน ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยในคดีที่เกี่ยวกับระบบธุรกิจที่มีเครื่องหมายบริการ ว่าการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนเป็นแบบของนิติกรรม สัญญาอนุญาตเฉพาะส่วนที่ให้ใช้เครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้วจึงตกเป็นโมฆะ แต่ข้อตกลงส่วนอื่นของสัญญาที่แยกออกได้ยังบังคับได้ ผลในทางปฏิบัติคือ สิทธิใช้แบรนด์ของเราอาจไม่มั่นคง ทั้งที่เราจ่ายเงินและตกแต่งร้านไปแล้ว ให้ขอให้ผู้ขายรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะจดทะเบียนสัญญาอนุญาต และเก็บสำเนาคำขอไว้ ดูเพิ่มที่ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

ถ้าผู้ขายเป็นบริษัทต่างประเทศ ภาษีเป็นอย่างไร

สั้น ๆ คือ ถ้าเราจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร อัตราที่ใช้อาจต่างกันตามอนุสัญญาภาษีซ้อนของประเทศนั้น ควรให้ที่ปรึกษาภาษีตรวจก่อน และให้สัญญาระบุชัดว่าค่าสิทธิที่ตกลงรวมภาษีหรือไม่ ใครรับภาระ

ธุรกิจไม่เป็นไปตามที่เสนอขาย ทางออกคืออะไร

เริ่มจากแยกเรื่องที่มักปะปนกัน

  • ขายได้น้อยกว่าที่ผู้ขายบอกเพราะตลาดหรือทำเลเปลี่ยน ผู้ขายมักไม่ต้องรับผิด ถ้าสัญญาไม่ได้รับรองยอดขาย
  • ผู้ขายแสดงข้อมูลที่ไม่จริงเพื่อให้เราเซ็น เช่น สาขาตัวอย่างที่ไม่มีอยู่จริง หรือตัวเลขกำไรที่ปรับแต่ง นี่คือกลฉ้อฉล มาตรา 159 แห่ง ป.พ.พ. ถ้าถึงขนาดที่ว่า ถ้าไม่มีการหลอกลวง ก็คงไม่ทำสัญญา การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆียะ ผู้ถูกหลอกบอกล้างได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
  • ผู้ขายไม่ให้การสนับสนุนที่สัญญาและแผนธุรกิจระบุ เป็นเรื่องผิดสัญญา

สิ่งที่ควรทำตามลำดับ

  1. เก็บหลักฐาน เอกสารนำเสนอ ประมาณการ อีเมล ข้อความแชท ใบเสนอราคา และเอกสารที่ผู้ขายส่งให้ก่อนเซ็น
  2. อย่าหยุดจ่ายหรือหยุดดำเนินกิจการเองโดยไม่ปรึกษา เพราะอาจทำให้เราเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเอง
  3. ทำหนังสือแจ้งข้อเรียกร้อง ระบุข้อเท็จจริง ข้อสัญญาที่ถูกละเลย และสิ่งที่ขอ เช่น แก้ไขการสนับสนุน คืนเงินบางส่วน หรือเลิกสัญญา
  4. ตรวจว่าเข้าข่ายประกาศ กขค. หรือไม่ เช่น บังคับซื้อเกินจริง หรือเปิดสาขาใกล้โดยไม่แจ้ง แล้วพิจารณาร้องเรียนต่อ กขค.
  5. ทางออกทางธุรกิจ ดูว่าสัญญาให้โอนสิทธิหรือขายสาขาได้หรือไม่ ผู้ขายต้องอนุมัติผู้รับโอนอย่างไร และคิดค่าธรรมเนียมเท่าไร

ถ้าต้องส่งหนังสือแจ้งข้อเรียกร้อง ดู บริการร่างหนังสือทวงถาม การขายสาขาให้ผู้อื่น ดู บริการซื้อขายกิจการ

รายการตรวจสัญญาแฟรนไชส์ก่อนเซ็น

  1. ได้รับข้อมูลครบสี่เรื่องตามข้อ 3 ของประกาศ กขค. เป็นเอกสารก่อนเซ็น
  2. มีตารางต้นทุนรวมทุกรายการตลอดอายุสัญญา และรู้ว่าผู้ขายเพิ่มค่าใช้จ่ายฝ่ายเดียวได้หรือไม่
  3. พื้นที่เอกสิทธิ์ระบุชัด และเกณฑ์ผลประกอบการที่ผู้ขายใช้ตัดสิทธิเขียนไว้ในสัญญา
  4. สินค้าที่ต้องซื้อจากผู้ขายมีเหตุผลและเกณฑ์คุณภาพ ซื้อจากแหล่งอื่นที่เทียบเท่าได้ และไม่มีโควตาเกินจริง
  5. อายุสัญญาไม่สั้นกว่าเวลาคืนทุน สิทธิต่ออายุและค่าต่ออายุชัดเจน
  6. เหตุเลิกสัญญาของสองฝ่ายสมดุลกัน มีระยะเวลาแก้ไข และรู้ผลหลังเลิก
  7. ข้อห้ามแข่งขันจำกัดระยะเวลา พื้นที่ และประเภทธุรกิจ
  8. ตรวจทะเบียนเครื่องหมายแล้ว และผู้ขายรับรองว่าจะจดทะเบียนสัญญาอนุญาต
  9. มีสิทธิโอนหรือขายสาขา พร้อมเงื่อนไขและค่าธรรมเนียมที่ชัด
  10. คำมั่นเรื่องยอดขายหรือกำไรที่ผู้ขายบอกด้วยวาจา ถูกเขียนลงในสัญญาหรือเอกสารแนบ หรือถูกยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร

อ่านต่อ

คำถามที่พบบ่อย

ไทยมีกฎหมายแฟรนไชส์โดยเฉพาะไหม+

ไม่มี ยังไม่มีพระราชบัญญัติแฟรนไชส์โดยเฉพาะ สิ่งที่ใช้ได้จริงคือประกาศ กขค. ว่าด้วยแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งออกตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ประกอบกับกฎหมายสัญญา กฎหมายเครื่องหมายการค้า และกฎหมายภาษี

ผู้ขายแฟรนไชส์ต้องให้ข้อมูลอะไรก่อนเราเซ็นสัญญา+

ตามประกาศ กขค. ผู้ขายต้องเปิดเผยก่อนทำสัญญาในสี่เรื่อง คือ ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายพร้อมเงื่อนไขการคืนเงิน แผนการดำเนินธุรกิจรวมถึงจำนวนและที่ตั้งของสาขาใกล้เคียง สิทธิในเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา และเงื่อนไขการต่ออายุ แก้ไข และเลิกสัญญา ควรขอเป็นเอกสารและเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ถูกบังคับให้ซื้อวัตถุดิบจากผู้ขายแฟรนไชส์รายเดียว ทำได้ไหม+

ทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุผลอันสมควร เช่น รักษามาตรฐานและคุณภาพของสินค้า ประกาศ กขค. ถือว่าการห้ามซื้อจากผู้ขายรายอื่นที่คุณภาพเท่ากันและราคาถูกกว่า โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือการกำหนดโควตาซื้อเกินความต้องการจริงและห้ามคืน เป็นแนวทางที่อาจเข้าข่ายการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ควรให้สัญญาระบุเหตุผลและเกณฑ์คุณภาพที่ผู้อื่นใช้เทียบได้

ข้อห้ามแข่งขันหลังเลิกสัญญาแฟรนไชส์ใช้บังคับได้เสมอไหม+

ไม่เสมอไป ถ้าสัญญาเป็นแบบสำเร็จรูปที่ผู้ขายร่างไว้ล่วงหน้า ข้อตกลงที่ทำให้ฝ่ายผู้ร่างได้เปรียบเกินสมควรใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 แต่ไม่ควรเซ็นโดยหวังว่าศาลจะลดให้ เพราะต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาล ควรต่อรองขอบเขตตั้งแต่ก่อนเซ็น

ถ้าธุรกิจขายได้ต่ำกว่าที่ผู้ขายแฟรนไชส์บอก ขอเงินคืนได้ไหม+

ขึ้นอยู่กับว่าผู้ขายแสดงข้อมูลที่ไม่จริงจนทำให้เราตัดสินใจเซ็นหรือไม่ และสัญญามีข้อตกลงเรื่องการคืนเงินอย่างไร หากถูกหลอกลวงถึงขนาดที่ถ้าไม่มีการหลอกลวงก็คงไม่ทำสัญญา สัญญาอาจเป็นโมฆียะตามมาตรา 159 แห่ง ป.พ.พ. แต่ต้องมีหลักฐานว่าใครพูดหรือเขียนอะไร เมื่อใด จึงควรเก็บเอกสารและข้อความทั้งหมดไว้ตั้งแต่วันแรก

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา