บทความนี้สำหรับใคร และประเด็นหลักคืออะไร
สำหรับคนที่กำลังจะจ่ายเงินซื้อแฟรนไชส์ ไม่ว่าจะเป็นสาขาเดียวหรือสิทธิเปิดหลายสาขา และไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ
ประเด็นหลักมีสามข้อ
- ค่าแรกเข้าไม่ใช่ต้นทุนจริง ต้นทุนจริงคือค่าแรกเข้า รวมกับค่าตกแต่ง อุปกรณ์ ค่าสิทธิรายเดือน ค่าการตลาด และวัตถุดิบที่ต้องซื้อจากผู้ขาย ตลอดอายุสัญญา
- สัญญาแฟรนไชส์ส่วนใหญ่ผู้ขายร่างมาเอง ผู้ซื้อต่อรองได้น้อยกว่าที่คิด แต่ขอให้แก้ ขอข้อมูล และเดินออกได้ก่อนเซ็น หลังเซ็นแล้วทางเลือกจะแคบลงมาก
- ตรวจสัญญาคู่กับตัวเลข สัญญาที่ถูกกฎหมายทุกข้อ ยังทำให้สาขาขาดทุนได้ถ้าต้นทุนบังคับสูงกว่ากำไรที่เป็นไปได้ ดูภาพรวมได้ที่ บริการด้านแฟรนไชส์
ไทยมีกฎหมายแฟรนไชส์ไหม
ไม่มี ไทยยังไม่มีพระราชบัญญัติแฟรนไชส์โดยเฉพาะ ผู้ซื้อต้องอาศัยกฎหมายหลายฉบับประกอบกัน
| เรื่อง | ที่มา | สถานะ |
|---|---|---|
| ผู้ขายต้องเปิดเผยข้อมูลก่อนเซ็น และห้ามเอาเปรียบบางรูปแบบ | ประกาศ กขค. ออกตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 | แนวทางพิจารณา ที่ กขค. ใช้ชี้ว่าการกระทำใดอาจไม่เป็นธรรม |
| ข้อสัญญาที่เอาเปรียบเกินสมควรในสัญญาสำเร็จรูป | พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 | กฎหมาย ศาลให้ใช้บังคับได้เท่าที่เป็นธรรม |
| การอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า | พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 68 | กฎหมาย ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน |
| การหลอกลวงให้ทำสัญญา | ป.พ.พ. มาตรา 159 | กฎหมาย สัญญาเป็นโมฆียะ |
ประกาศ กขค. ฉบับแรกลงราชกิจจานุเบกษา 6 ธันวาคม 2562 และแก้ไขแล้วสองครั้ง โดยฉบับที่ 3 ปรับเฉพาะข้อ 4 เรื่องการเปิดสาขาใหม่ ผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 57 อาจถูกปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำผิด ก่อนเซ็นควรตรวจกับเว็บไซต์ กขค. อีกครั้งว่ามีฉบับใหม่กว่านี้หรือไม่
ข้อควรรู้ ประกาศนี้เป็น แนวทางที่ กขค. ใช้พิจารณาว่าการกระทำใดเข้ามาตรา 57 ตัวประกาศเองไม่ใช่ฐานฟ้องโดยตรง แต่ถ้าการกระทำของผู้ขายฝ่าฝืนมาตรา 57 จริง มาตรา 69 ให้ผู้ได้รับความเสียหายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ฝ่าฝืนได้ ในทางปฏิบัติผู้ซื้อจึงใช้ประกาศเป็นฐานในการเจรจา ร้องเรียนต่อ กขค. และประกอบการโต้แย้งข้อสัญญาหรือเรียกค่าเสียหาย
ผู้ขายต้องให้ข้อมูลอะไรก่อนเซ็น
ข้อ 3 ของประกาศ กำหนดให้ผู้ขายแฟรนไชส์เปิดเผยข้อมูล ก่อนเข้าทำสัญญา ในสี่เรื่อง
- ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ ค่าสิทธิ ค่าการตลาด ค่าฝึกอบรม ค่าอุปกรณ์ที่จำเป็น วิธีคำนวณ การจ่ายเงิน และเงื่อนไขการคืนเงิน
- แผนการดำเนินธุรกิจ เช่น การช่วยบริหาร การฝึกอบรม จำนวนและที่ตั้งของผู้ซื้อรายอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงทั้งปัจจุบันและอนาคต และการส่งเสริมการขาย
- สิทธิในเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ ช่วงเวลาที่มีผล ขอบเขตการอนุญาต และข้อจำกัด
- การต่ออายุ แก้ไข ยกเลิก และเพิกถอนสัญญา
ในทางปฏิบัติ ให้ขอเป็นเอกสารและเก็บไว้ครบ
- ตารางต้นทุนรวมตั้งแต่เปิดสาขาจนครบอายุสัญญา
- ร่างสัญญาฉบับเต็ม พร้อมภาคผนวกและคู่มือที่สัญญาอ้างถึง
- รายชื่อและที่ตั้งสาขาที่เปิดอยู่ ปิดไปแล้ว และมีแผนเปิดใกล้สาขาของเรา
- หลักฐานว่าผู้ขายเป็นเจ้าของเครื่องหมายหรือมีสิทธิอนุญาตจริง
- ตัวเลขผลประกอบการสาขาตัวอย่าง พร้อมระบุว่าเป็นสาขาที่ผู้ขายเปิดเอง หรือสาขาของผู้ซื้อ
ถ้าผู้ขายไม่ยอมให้ข้อมูลข้อใดข้อหนึ่ง นั่นคือสัญญาณเตือนในตัวมันเอง
ต้นทุนนอกจากค่าแรกเข้ามีอะไรบ้าง
อ่านหมวดค่าใช้จ่ายให้ครบ และเอามาลงตารางเดียวกัน
- ค่าสิทธิรายเดือน คิดจากยอดขายหรือเป็นจำนวนคงที่ และคิดจากยอดขายก่อนหรือหลังหักส่วนลด
- กองทุนการตลาด จ่ายเท่าไร นำไปใช้อะไร และผู้ซื้อขอดูบัญชีการใช้เงินได้หรือไม่
- การตกแต่งและอุปกรณ์บังคับ ต้องใช้ผู้รับเหมาหรือผู้ผลิตที่ผู้ขายกำหนดหรือไม่ และผู้ขายขอให้ปรับปรุงร้านใหม่ระหว่างสัญญาได้หรือไม่
- ฝึกอบรม ครั้งแรกรวมในค่าแรกเข้าหรือไม่ และการอบรมซ้ำคิดเงินหรือไม่
- ซอฟต์แวร์และระบบ ค่าใช้ระบบ POS ค่าสมาชิกรายเดือน และใครเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า
- เงินมัดจำและหลักประกัน ได้คืนเมื่อใด หักอะไรได้บ้าง
- ค่าธรรมเนียมอื่น เช่น ค่าตรวจสาขา ค่าโอนสิทธิ ค่าต่ออายุ
คำถามคุมทั้งหมด ให้ถามผู้ขายว่า ค่าใช้จ่ายใดบ้างที่ผู้ขายแก้ไขเพิ่มได้ฝ่ายเดียวระหว่างสัญญา และเงื่อนไขนั้นเขียนไว้ตรงไหน
พื้นที่เอกสิทธิ์: ผู้ขายเปิดสาขาใกล้เราได้ไหม
อย่าเชื่อคำพูดว่า "ไม่เปิดใกล้กัน" ให้ดูว่าสัญญากำหนดพื้นที่ไว้ชัดเจนหรือไม่ เป็นรัศมี เขต หรือรายชื่อโครงการ และห้ามเฉพาะสาขาของผู้ขายเองหรือรวมช่องทางอื่นด้วย เช่น เดลิเวอรี ออนไลน์ หรือร้านในห้างสรรพสินค้า
ข้อ 4 ของประกาศ (ฉบับที่ 3) วางแนวทางให้ผู้ขาย แจ้งผู้ซื้อรายที่อยู่ใกล้ที่สุด และให้สิทธิเปิดสาขาใหม่แก่รายนั้นก่อน เมื่อผู้ขายจะเปิดเอง หรือจะให้สิทธิแก่ผู้ซื้อรายอื่นหรือบุคคลอื่น โดยต้องให้เวลาพิจารณาอย่างน้อย 30 วัน ข้อยกเว้นมีสองกรณี
- ผู้ซื้อเดิมมีผลประกอบการ ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ผู้ขายกำหนดไว้ชัดเจนและแจ้งล่วงหน้า แล้ว
- เป็นแฟรนไชส์เขตพัฒนาพื้นที่ (area development) ที่มีข้อตกลงขยายสาขาไว้แล้ว ซึ่งผู้ขายต้องมีเหตุผลทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ที่รับฟังได้
ข้อที่ต้องขอให้ผู้ขายเขียนไว้ในสัญญา คือ เกณฑ์ผลประกอบการ ที่ผู้ขายใช้ตัดสิทธินี้ ถ้าเกณฑ์ไม่ชัด ผู้ขายจะอ้างว่าเรา "ไม่ผ่านเกณฑ์" เมื่อใดก็ได้
บังคับซื้อสินค้า อุปกรณ์ และกำหนดราคา: อะไรทำได้
ประกาศ กขค. ข้อ 5 ยกพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายไม่เป็นธรรมไว้ ถ้าทำ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
- บังคับซื้อสินค้าหรือบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับแฟรนไชส์ จากผู้ขายหรือผู้ที่ผู้ขายกำหนดเท่านั้น
- กำหนดโควตาซื้อเกินความต้องการจริง และห้ามคืนส่วนเกิน
- เพิ่มเงื่อนไขหลังเซ็นสัญญา เช่น ให้ซื้อสินค้าอื่นเพิ่ม เว้นแต่มีเหตุผลทางธุรกิจหรือเพื่อรักษาชื่อเสียง คุณภาพ และมาตรฐาน และต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร
- ห้ามซื้อจากรายอื่นที่คุณภาพเท่ากันแต่ราคาถูกกว่า
- ห้ามลดราคาสินค้าที่เน่าเสียง่ายหรือใกล้หมดอายุ
- กำหนดเงื่อนไขต่างกันระหว่างผู้ซื้อแต่ละราย จนเป็นการเลือกปฏิบัติ
จึงควรอ่านสัญญาตรงนี้ละเอียด
- สินค้าใดที่ต้องซื้อจากผู้ขาย และสินค้าใดซื้อจากแหล่งอื่นได้ถ้าผ่านมาตรฐาน
- มีขั้นตอนอนุมัติแหล่งซื้ออื่นหรือไม่ ใช้เวลาเท่าไร และปฏิเสธได้เพราะเหตุใด
- มียอดซื้อขั้นต่ำหรือไม่ และคืนสินค้าส่วนเกินได้ไหม
- ราคาสินค้าที่ผู้ขายขายให้ผู้ซื้อ ปรับได้ฝ่ายเดียวหรือไม่ และมีเพดานหรือไม่
- ผู้ซื้อกำหนดราคาขายหน้าร้านเองได้แค่ไหน
ข้อสุดท้ายนี้สัญญาจำนวนมากระบุราคาแนะนำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตกลงกันได้ แต่ควรอ่านว่าเป็น ราคาแนะนำ หรือ ราคาบังคับ
อายุสัญญาและการต่ออายุ
สัญญาแฟรนไชส์ที่ดูดีตอนเซ็น อาจแพงมากตอนต่ออายุ ให้ตรวจ
- อายุสัญญาเท่าไร เมื่อเทียบกับเวลาคืนทุนตามตัวเลขที่ผู้ขายให้ (สัญญาสั้นกว่าเวลาคืนทุน คือสัญญาณเตือน)
- สิทธิต่ออายุ เป็นสิทธิของผู้ซื้อ หรือผู้ขายตัดสินใจเองฝ่ายเดียว และต้องแจ้งล่วงหน้านานเท่าไร
- ต่ออายุแล้วต้องเซ็นสัญญาฉบับใหม่ที่มีเงื่อนไขต่างจากเดิม ได้หรือไม่ เช่น ค่าสิทธิสูงขึ้น
- ค่าต่ออายุ และต้องปรับปรุงร้านตามมาตรฐานใหม่หรือไม่ ใครออกค่าใช้จ่าย
- เงื่อนไขแก้ไขสัญญาและคู่มือระหว่างสัญญา ผู้ขายแก้ได้ฝ่ายเดียวแค่ไหน
เงื่อนไขการต่ออายุเป็นหนึ่งในสี่เรื่องที่ผู้ขายต้องเปิดเผยก่อนเซ็นตามประกาศ จึงขอให้ชี้ตำแหน่งในสัญญาได้ตรง ๆ
เลิกสัญญาและข้อห้ามแข่งขันหลังเลิก
ตรวจสองฝั่งให้เท่ากัน
- ผู้ขายเลิกได้เมื่อใด ต้องมีเหตุผิดสัญญาร้ายแรงเท่านั้น หรือเลิกได้ด้วยเหตุกว้าง ๆ เช่น ไม่ผ่านมาตรฐาน มีระยะเวลาแก้ไขก่อนหรือไม่
- ผู้ซื้อเลิกเองได้ไหม และต้องจ่ายอะไร
- ผลหลังเลิก ต้องเลิกใช้เครื่องหมายและรูปแบบร้านทันทีหรือไม่ ผู้ขายซื้อสต็อกและอุปกรณ์คืนหรือไม่ ค่าตกแต่งที่ลงไปได้อะไรคืนหรือไม่
- ค่าเสียหายที่กำหนดล่วงหน้า เมื่อผิดสัญญา ถ้าสูงเกินส่วน ศาลลดเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 แห่ง ป.พ.พ.
- ข้อห้ามแข่งขัน ห้ามทำธุรกิจประเภทเดียวกันนานเท่าไร ในพื้นที่ใด และห้ามแค่ธุรกิจที่ลอกเลียนระบบ หรือห้ามทุกอย่างที่คล้ายกัน
เรื่องข้อห้ามแข่งขัน สัญญาแฟรนไชส์ส่วนมากเป็น สัญญาสำเร็จรูป คือสัญญาที่ทำเป็นหนังสือ มีสาระสำคัญกำหนดไว้ล่วงหน้า และฝ่ายหนึ่งนำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 กำหนดว่าข้อตกลงที่ทำให้ฝ่ายผู้ร่างได้เปรียบเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และมีผลบังคับ เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ซึ่งเป็นกลไกของกฎหมาย ไม่ใช่หลักประกันว่าข้อห้ามจะตกไปเอง ให้ถือว่าเราต้องต่อรองตั้งแต่ก่อนเซ็น
เครื่องหมายการค้า: ผู้ขายมีสิทธิให้เราใช้จริงหรือไม่
สิ่งที่ซื้อคือสิทธิใช้แบรนด์ ดังนั้นต้องตรวจก่อนจ่ายเงิน
- ค้นฐานข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าเครื่องหมายจดทะเบียนในนามใคร ครอบคลุมสินค้าหรือบริการที่เราจะขายหรือไม่ และสถานะเป็นอย่างไร
- ผู้ที่ให้สิทธิเราต้องเป็นเจ้าของเครื่องหมาย หรือมีสิทธิอนุญาตช่วงต่อได้จริง กรณีแฟรนไชส์ต่างประเทศ ให้ขอหนังสือจากเจ้าของที่ให้สิทธิผู้ขายในไทย
- มาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 กำหนดว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้ว ต้องทำเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อนายทะเบียน ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา (เครื่องหมายบริการใช้หลักเดียวกัน)
ถ้าไม่จดทะเบียน ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยในคดีที่เกี่ยวกับระบบธุรกิจที่มีเครื่องหมายบริการ ว่าการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนเป็นแบบของนิติกรรม สัญญาอนุญาตเฉพาะส่วนที่ให้ใช้เครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้วจึงตกเป็นโมฆะ แต่ข้อตกลงส่วนอื่นของสัญญาที่แยกออกได้ยังบังคับได้ ผลในทางปฏิบัติคือ สิทธิใช้แบรนด์ของเราอาจไม่มั่นคง ทั้งที่เราจ่ายเงินและตกแต่งร้านไปแล้ว ให้ขอให้ผู้ขายรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะจดทะเบียนสัญญาอนุญาต และเก็บสำเนาคำขอไว้ ดูเพิ่มที่ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ถ้าผู้ขายเป็นบริษัทต่างประเทศ ภาษีเป็นอย่างไร
สั้น ๆ คือ ถ้าเราจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร อัตราที่ใช้อาจต่างกันตามอนุสัญญาภาษีซ้อนของประเทศนั้น ควรให้ที่ปรึกษาภาษีตรวจก่อน และให้สัญญาระบุชัดว่าค่าสิทธิที่ตกลงรวมภาษีหรือไม่ ใครรับภาระ
ธุรกิจไม่เป็นไปตามที่เสนอขาย ทางออกคืออะไร
เริ่มจากแยกเรื่องที่มักปะปนกัน
- ขายได้น้อยกว่าที่ผู้ขายบอกเพราะตลาดหรือทำเลเปลี่ยน ผู้ขายมักไม่ต้องรับผิด ถ้าสัญญาไม่ได้รับรองยอดขาย
- ผู้ขายแสดงข้อมูลที่ไม่จริงเพื่อให้เราเซ็น เช่น สาขาตัวอย่างที่ไม่มีอยู่จริง หรือตัวเลขกำไรที่ปรับแต่ง นี่คือกลฉ้อฉล มาตรา 159 แห่ง ป.พ.พ. ถ้าถึงขนาดที่ว่า ถ้าไม่มีการหลอกลวง ก็คงไม่ทำสัญญา การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆียะ ผู้ถูกหลอกบอกล้างได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
- ผู้ขายไม่ให้การสนับสนุนที่สัญญาและแผนธุรกิจระบุ เป็นเรื่องผิดสัญญา
สิ่งที่ควรทำตามลำดับ
- เก็บหลักฐาน เอกสารนำเสนอ ประมาณการ อีเมล ข้อความแชท ใบเสนอราคา และเอกสารที่ผู้ขายส่งให้ก่อนเซ็น
- อย่าหยุดจ่ายหรือหยุดดำเนินกิจการเองโดยไม่ปรึกษา เพราะอาจทำให้เราเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเอง
- ทำหนังสือแจ้งข้อเรียกร้อง ระบุข้อเท็จจริง ข้อสัญญาที่ถูกละเลย และสิ่งที่ขอ เช่น แก้ไขการสนับสนุน คืนเงินบางส่วน หรือเลิกสัญญา
- ตรวจว่าเข้าข่ายประกาศ กขค. หรือไม่ เช่น บังคับซื้อเกินจริง หรือเปิดสาขาใกล้โดยไม่แจ้ง แล้วพิจารณาร้องเรียนต่อ กขค.
- ทางออกทางธุรกิจ ดูว่าสัญญาให้โอนสิทธิหรือขายสาขาได้หรือไม่ ผู้ขายต้องอนุมัติผู้รับโอนอย่างไร และคิดค่าธรรมเนียมเท่าไร
ถ้าต้องส่งหนังสือแจ้งข้อเรียกร้อง ดู บริการร่างหนังสือทวงถาม การขายสาขาให้ผู้อื่น ดู บริการซื้อขายกิจการ
รายการตรวจสัญญาแฟรนไชส์ก่อนเซ็น
- ได้รับข้อมูลครบสี่เรื่องตามข้อ 3 ของประกาศ กขค. เป็นเอกสารก่อนเซ็น
- มีตารางต้นทุนรวมทุกรายการตลอดอายุสัญญา และรู้ว่าผู้ขายเพิ่มค่าใช้จ่ายฝ่ายเดียวได้หรือไม่
- พื้นที่เอกสิทธิ์ระบุชัด และเกณฑ์ผลประกอบการที่ผู้ขายใช้ตัดสิทธิเขียนไว้ในสัญญา
- สินค้าที่ต้องซื้อจากผู้ขายมีเหตุผลและเกณฑ์คุณภาพ ซื้อจากแหล่งอื่นที่เทียบเท่าได้ และไม่มีโควตาเกินจริง
- อายุสัญญาไม่สั้นกว่าเวลาคืนทุน สิทธิต่ออายุและค่าต่ออายุชัดเจน
- เหตุเลิกสัญญาของสองฝ่ายสมดุลกัน มีระยะเวลาแก้ไข และรู้ผลหลังเลิก
- ข้อห้ามแข่งขันจำกัดระยะเวลา พื้นที่ และประเภทธุรกิจ
- ตรวจทะเบียนเครื่องหมายแล้ว และผู้ขายรับรองว่าจะจดทะเบียนสัญญาอนุญาต
- มีสิทธิโอนหรือขายสาขา พร้อมเงื่อนไขและค่าธรรมเนียมที่ชัด
- คำมั่นเรื่องยอดขายหรือกำไรที่ผู้ขายบอกด้วยวาจา ถูกเขียนลงในสัญญาหรือเอกสารแนบ หรือถูกยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร

