เจ้าของกิจการและ HR มักเจอคำถามนี้พร้อมกัน ช่างที่เป็นเวรประจำสัปดาห์ถูกโทรเรียกตอนตีหนึ่ง พนักงานขับรถนั่งรอผู้โดยสารสามชั่วโมง วิศวกรขับรถไปหน้างานต่างจังหวัดตั้งแต่ตอนเช้ามืดของวันอาทิตย์ แต่ละกรณีเวลาไหนนับเป็นเวลาทำงานและเวลาไหนไม่นับ ซึ่งตอบไม่ได้ถ้าดูแค่ว่า "ได้ค่าเวรหรือเปล่า" คู่มือนี้เน้นเรื่องตารางเวร การรอเรียก และการเดินทาง ส่วนข้อความสั่งงานนอกเวลาทาง LINE ดูคู่มือหัวหน้าสั่งงานทาง LINE ที่มีอยู่แล้ว
ภาพรวมการตรวจแรงงานของบริษัทอยู่ในคู่มือตรวจสุขภาพกฎหมายแรงงาน และถ้าเรื่องไปถึงการทวงเงินแล้ว ดูคู่มือเงินเดือนไม่ออกและค่าโอทีค้างจ่าย คู่มือนี้ตอบคำถามก่อนหน้านั้นว่า เวลาแบบไหนที่ต้องนับตั้งแต่แรก
คำตอบหลัก
คำถามที่ตัดสินเรื่องนี้ไม่ใช่ชื่อเรียกอย่าง "เวร" หรือ "สแตนด์บาย" แต่คือ นายจ้างควบคุมเวลาและสถานที่ของลูกจ้างในช่วงนั้นมากแค่ไหน ถ้าลูกจ้างต้องอยู่ในสถานที่ของนายจ้าง ต้องตอบภายในไม่กี่นาที หรือไปไหนไม่ได้ ช่วงนั้นเข้าใกล้เวลาทำงาน ถ้าลูกจ้างกลับบ้าน นอน และใช้ชีวิตตามปกติ โดยมีหน้าที่เพียงรับสายเมื่อถูกเรียก ช่วงรอมักเป็นเวลาของลูกจ้างเอง แต่ทันทีที่ลงมือทำงาน เวลานั้นนับเป็นเวลาทำงาน
หลักกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23 กำหนดเวลาทำงานปกติไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง (งานเสี่ยงอันตรายไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 42 ชั่วโมง) มาตรา 24 ห้ามให้ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานเว้นแต่ลูกจ้างยินยอมก่อนเป็นคราว ๆ ไป ยกเว้นงานต่อเนื่องที่หยุดแล้วเสียหาย งานฉุกเฉิน หรือตามกฎกระทรวง มาตรา 25 ว่าด้วยการทำงานวันหยุด มาตรา 26 จำกัดชั่วโมงล่วงเวลารวมกับวันหยุดตามกฎกระทรวง มาตรา 27 ว่าด้วยเวลาพัก มาตรา 61 ถึง 63 กำหนดอัตราค่าล่วงเวลาและค่าทำงานวันหยุด และมาตรา 65 กับ 66 ตัดสิทธิลูกจ้างบางลักษณะงาน ส่วนมาตรา 23/1 ที่เพิ่มในปี 2566 ให้สิทธิปฏิเสธการติดต่อหลังเวลางานเว้นแต่ยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้า ซึ่งอธิบายไว้ในคู่มือเรื่อง LINE แล้ว
มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา อย่าให้ค่าเวรเป็นสิ่งเดียวที่เขียนไว้ ควรเขียนให้ครบสามอย่าง คือ เงื่อนไขการรอ (ต้องอยู่ที่ไหน ต้องตอบภายในกี่นาที) ค่าตอบแทนการรอ และวิธีนับและจ่ายเมื่อถูกเรียกให้ทำงานจริง กฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราค่ารอเรียกล้วน ๆ แต่ถ้านายจ้างควบคุมจนลูกจ้างใช้เวลาเป็นของตัวเองไม่ได้ ความเสี่ยงคือถูกมองว่าช่วงรอเป็นเวลาทำงาน และถ้าเป็นเวลานอกเวลาปกติ ก็เป็นค่าล่วงเวลาย้อนหลัง
ตัวอย่างสมมติ บริษัทซ่อมบำรุงเครื่องจักรโรงสีข้าวรายเล็กในขอนแก่น ให้ช่างชื่อธนาเป็นเวรรอเรียกสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง อยู่บ้านได้ ต้องรับสายภายใน 15 นาที คืนวันพุธ มะลิ ผู้จัดการ HR ได้รับแจ้งว่าธนาถูกเรียกไปโรงสีที่อำเภอชุมแพ ออกจากบ้านเที่ยงคืนครึ่ง ซ่อมเสร็จตีสอง กลับถึงบ้านตีสามครึ่ง เช้าเข้างานตามปกติ มะลิต้องตัดสินว่าช่วงรอ ช่วงเดินทาง และช่วงซ่อม นับเป็นอะไร และบริษัทเคยตกลงเรื่องนี้ไว้เป็นหนังสือหรือไม่
1. คำถามตัดสิน: นายจ้างควบคุมเวลาและสถานที่แค่ไหน
ไม่มีเกณฑ์เดียวที่ตอบได้ทุกกรณี ให้ไล่ถามเรียงตามนี้
- ต้องอยู่ในสถานที่ของนายจ้างหรือหน้างานหรือไม่ ถ้าต้องอยู่ ห้ามกลับบ้าน ยิ่งใกล้เวลาทำงาน
- ต้องตอบหรือไปถึงภายในกี่นาที ถ้าเวลาสั้นจนทำธุระส่วนตัวไม่ได้ ก็เท่ากับถูกควบคุม
- นอนหลับ กินข้าว ขับรถไปที่อื่น หรือดื่มสุราได้หรือไม่ ข้อห้ามที่มากทำให้ช่วงรอใกล้เคียงงานจริง
- ถูกเรียกบ่อยแค่ไหน ถ้าเรียกแทบทุกคืน การรอคือส่วนหนึ่งของงานมากกว่าเหตุเกิดเป็นครั้งคราว
- ระหว่างรอทำงานของนายจ้างอยู่หรือไม่ เช่น เฝ้าจอ ตอบลูกค้า ดูเครื่อง หรือขนของ
- นายจ้างกำหนดเวลาเข้าออกและตรวจเวลาได้หรือไม่ มีผลกับมาตรา 65 (7) ตามหัวข้อ 4
หลักนี้ไม่ต้องอาศัยหมายเลขฎีกาจึงจะเข้าใจ ศาลดูข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างอยู่ใต้การบังคับบัญชาของนายจ้างจริงแค่ไหนในช่วงนั้น หลักฐานจึงสำคัญกว่าชื่อเรียกในนโยบาย นโยบายเขียนว่า "รอเรียก ไม่ใช่เวลาทำงาน" แต่ถ้าในทางปฏิบัติสั่งให้ถึงหน้างานใน 10 นาที ศาลดูการปฏิบัติจริง
2. ตารางรูปแบบงาน: แต่ละแบบมักถูกมองอย่างไร และหลักฐานที่ใช้พิสูจน์
ตารางนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำตอบของทุกกรณี ผลจริงขึ้นกับข้อตกลง ข้อเท็จจริง และคำวินิจฉัยของพนักงานตรวจแรงงานหรือศาล
| รูปแบบ | โดยทั่วไป | หลักฐานที่พิสูจน์ได้ |
|---|---|---|
| อยู่เวรในสถานที่ (นอนเฝ้าออฟฟิศ โรงงาน หอพัก) | ถ้าต้องอยู่ในสถานที่และไปไหนไม่ได้ ใกล้เวลาทำงาน ถ้าไม่ใช่หน้าที่ปกติของลูกจ้างอาจเข้ามาตรา 65 (8) ได้ค่าตอบแทนเท่าค่าจ้างต่อชั่วโมง | ตารางเวร คำสั่งจัดเวร สมุดบันทึกเวร กล้องหรือบัตรเข้าออก |
| รอเรียกที่บ้านพร้อมโทรศัพท์ | ช่วงรอมักไม่ใช่เวลาทำงานถ้าใช้เวลาเป็นของตัวเองได้ ช่วงที่ทำงานจริงนับเป็นเวลาทำงาน | ตารางเวร ข้อตกลงเวลาตอบรับ ประวัติโทรเข้าออก ข้อความรับงาน |
| สแตนด์บายที่หน้างานรอเครื่องหรือลูกค้า | ถ้านายจ้างหรือลูกค้าสั่งให้รอที่หน้างาน มักนับเป็นเวลาทำงาน เพราะลูกจ้างอยู่ในที่ที่ถูกกำหนด | ใบสั่งงาน บันทึกเข้าหน้างาน รูปถ่ายประจำวัน ข้อความจากลูกค้า |
| เดินทางไปหน้างานต่างจังหวัดในเวลางาน | เป็นการเดินทางตามคำสั่งในเวลางาน ลูกจ้างได้ค่าจ้างตามปกติ | ใบอนุมัติเดินทาง ตั๋ว เอกสารเบิกค่าเดินทาง |
| เดินทางนอกเวลางานหรือในวันหยุด | ขึ้นกับว่านายจ้างสั่งให้เดินทางในเวลานั้นและควบคุมการเดินทางหรือไม่ ถ้าขับรถของบริษัท ขนอุปกรณ์ หรือต้องทำงานระหว่างทางมักเป็นการทำงาน มาตรา 71 ใช้กับการเดินทางในวันหยุดของลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิค่าจ้างวันหยุดตามมาตรา 56 (1) | คำสั่งเดินทาง บันทึกเวลาออกและถึง ข้อมูล GPS หรือบันทึกการใช้รถ |
| เดินทางต่างประเทศ | ควรตกลงล่วงหน้าเป็นหนังสือว่าเวลาเดินทางและเวลาที่รอเที่ยวบินนับอย่างไร วันหยุดใช้ของไทยหรือของปลายทาง และเบี้ยเลี้ยงเท่าใด | หนังสือส่งไปปฏิบัติงาน ตั๋วและตารางเที่ยวบิน กำหนดการ ข้อตกลงเรื่องค่าตอบแทน |
| พนักงานขับรถรอผู้โดยสาร | ถ้าต้องอยู่กับรถ พร้อมออกทันที และถูกนายจ้างกำหนดจุดรอ มักนับเป็นเวลาทำงาน ถ้าปล่อยกลับบ้านระหว่างรอ ใกล้เวลาของลูกจ้างเอง | ตารางนัดหมาย บันทึกรถ GPS ข้อความนัดผู้โดยสาร |
| ช่างถูกเรียกออกกลางคืน | ช่วงทำงานจริงและมักรวมการเดินทางไปกลับตามคำสั่งนับเป็นเวลาทำงาน เกินเวลาปกติเป็นล่วงเวลา ต้องดูความยินยอมตามมาตรา 24 หรือเหตุฉุกเฉิน | บันทึกเรียกออก ใบสั่งซ่อม ข้อมูลโทรศัพท์ ภาพถ่ายหน้างาน บันทึกการใช้รถ |
คำว่า "มักนับ" ในตารางไม่ใช่การยืนยันว่าจะนับเสมอ เป็นเพียงทิศทางที่ควรวางแผนเอกสารรองรับ
3. ชั่วโมง ความยินยอม เพดาน และอัตรา
เวลาทำงานปกติ (มาตรา 23) นายจ้างต้องประกาศเวลาทำงานปกติ วันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละไม่เกิน 48 ชั่วโมง และถ้าไม่อาจกำหนดเวลาเริ่มและสิ้นสุดแต่ละวันได้เพราะลักษณะงาน ให้นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันกำหนดชั่วโมงทำงานแต่ละวันไม่เกิน 8 ชั่วโมง และสัปดาห์ละไม่เกิน 48 ชั่วโมง ข้อนี้เกี่ยวกับงานเวรและงานนอกสถานที่โดยตรง
ความยินยอม (มาตรา 24 และ 25) ล่วงเวลาในวันทำงานต้องได้ความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป เว้นแต่งานต่อเนื่อง งานฉุกเฉิน หรืองานตามกฎกระทรวง ซึ่งทำได้เท่าที่จำเป็น การเซ็นยินยอมครั้งเดียวในสัญญาจ้างว่า "ยินยอมทำล่วงเวลาทุกครั้ง" จึงเสี่ยง วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือยินยอมต่อรอบเวรและบันทึกการเรียกแต่ละครั้ง ส่วนการทำงานในวันหยุด มาตรา 25 กำหนดข้อยกเว้นสำหรับงานต่อเนื่อง งานฉุกเฉิน กิจการบางประเภท และงานอื่นเท่าที่จำเป็นเมื่อลูกจ้างยินยอมก่อนเป็นคราว ๆ ไป
เพดานชั่วโมง (มาตรา 26) มาตรานี้ไม่ได้ระบุตัวเลข แต่ให้ชั่วโมงล่วงเวลาตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง และชั่วโมงทำงานวันหยุดตามมาตรา 25 วรรคสองและวรรคสาม เมื่อรวมกันต้องไม่เกินอัตราตามกฎกระทรวง ซึ่งคือกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2541 กำหนดไว้ไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผู้ที่ถูกเรียกออกบ่อยควรมีการนับสะสมรายสัปดาห์
เวลาพัก (มาตรา 27) ลูกจ้างต้องมีเวลาพักไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวันหลังทำงานติดต่อกันไม่เกิน 5 ชั่วโมง และถ้าทำล่วงเวลาต่อจากเวลาปกติตั้งแต่ 2 ชั่วโมงขึ้นไป ต้องให้พักไม่น้อยกว่า 20 นาทีก่อนเริ่มล่วงเวลา มีข้อยกเว้นสำหรับงานต่อเนื่องที่ลูกจ้างยินยอม หรืองานฉุกเฉิน มาตรา 27 ไม่ได้บังคับให้มีวันหยุดชดเชยหลังถูกเรียกกลางคืน แต่การจัดให้พักเป็นเรื่องที่ควรเขียนในนโยบาย
อัตรา (มาตรา 61 ถึง 63)
| กรณี | อัตราขั้นต่ำ |
|---|---|
| ล่วงเวลาในวันทำงาน (มาตรา 61) | ไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง |
| ทำงานในวันหยุด ลูกจ้างที่มีสิทธิได้ค่าจ้างวันหยุด (มาตรา 62 (1)) | เพิ่มจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่า |
| ทำงานในวันหยุด ลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างวันหยุด (มาตรา 62 (2)) | ไม่น้อยกว่า 2 เท่า |
| ล่วงเวลาในวันหยุด (มาตรา 63) | ไม่น้อยกว่า 3 เท่า |
วิธีคิดค่าจ้างต่อชั่วโมงสำหรับลูกจ้างรายเดือน (มาตรา 68) และรายละเอียดอื่นดูในคู่มือเรื่อง LINE
4. มาตรา 65 และ 66: ใครไม่ได้ค่าล่วงเวลา และได้อะไรแทน
ข้อความของมาตรา 65 ลูกจ้างที่มีอำนาจหน้าที่หรือนายจ้างให้ทำงานตามที่ระบุ ไม่มีสิทธิได้ค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63 มี 9 ประเภท ที่เกี่ยวกับคู่มือนี้คือ
- (7) งานที่มีลักษณะหรือสภาพต้องออกไปทำงานนอกสถานที่ และโดยลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอนได้ ต้องครบทั้งสองส่วน นักขายที่ไปพบลูกค้าหลายแห่งโดยไม่มีเวลาแน่นอนอาจเข้า แต่ช่างที่มีใบนัดหมายเวลาแน่นอนและต้องเช็กอินหน้างาน กำหนดเวลาได้ จึงมีโอกาสสูงที่ไม่เข้า
- (8) งานอยู่เวรเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันมิใช่หน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง เช่น พนักงานธุรการที่ผลัดกันนอนเฝ้าบริษัทช่วงเทศกาล ส่วนรปภ. ที่เฝ้าสถานที่เป็นงานประจำไม่เข้า
- (1) ลูกจ้างที่มีอำนาจทำการแทนนายจ้างในเรื่องการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง และ (2) งานเร่ขายซึ่งนายจ้างจ่ายค่านายหน้า รวมถึง (3) ถึง (6) และ (9) ตามกฎกระทรวง ซึ่งไม่ใช่เรื่องหลักของคู่มือนี้
สิ่งที่ได้แทน ตามมาตรา 65 เอง ลูกจ้างที่ทำงานตาม (3) ถึง (9) ซึ่งรวม (7) และ (8) ได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ ไม่ใช่ศูนย์ ส่วนลูกจ้างตาม (1) ไม่ได้ค่าตอบแทนแทนนี้ และทุกกรณีมาตรา 65 ตอนท้ายบอกว่าตัดสิทธิ "เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุด" ให้ลูกจ้าง ถ้านายจ้างตกลงไว้ ต้องจ่ายตามนั้น
มาตรา 66 ตัดสิทธิเฉพาะลูกจ้างตามมาตรา 65 (1) ที่จะไม่ได้ค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 62 เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่าย จึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่อยู่ในมาตรา 65 หมดสิทธิทุกอย่าง ลูกจ้างตาม (2) ถึง (9) ที่ทำงานในวันหยุดยังได้ค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 62 อยู่ ข้อนี้เป็นจุดที่นายจ้างมักเข้าใจผิดแล้วไม่จ่ายเลย
ข้อควรระวัง การเขียนในสัญญาว่า "ตำแหน่งนี้ไม่ได้ค่าล่วงเวลา" ไม่ได้ทำให้เข้ามาตรา 65 ถ้างานจริงไม่เข้าลักษณะที่ระบุ ศาลดูลักษณะงานจริง
5. ออกแบบค่าเวร ค่ารอเรียก และตารางเวร
ค่ารอเรียกไม่ได้ถูกกำหนดอัตราไว้ในกฎหมาย จึงเป็นเรื่องที่บริษัทออกแบบได้ แต่ควรมีองค์ประกอบดังนี้
- นโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร ประกาศหรือใส่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ให้ลูกจ้างรับทราบก่อนเริ่มเวร ถ้าเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างให้ดูหลักความยินยอมในคู่มือเรื่องการลดค่าจ้างและสวัสดิการ
- เวลาตอบรับและระยะทาง กำหนดว่าต้องตอบรับภายในกี่นาที และต้องไปถึงหน้างานภายในกี่ชั่วโมง ยิ่งสั้น ยิ่งควรจ่ายค่ารอเรียกสูงขึ้น และอาจมีผลต่อการมองว่าเป็นเวลาทำงาน
- ค่ารอเรียกแยกจากค่าทำงานจริง ค่ารอเรียกจ่ายเป็นรายคืนหรือรายสัปดาห์ ค่าทำงานจริงจ่ายตามชั่วโมงที่ทำ อัตราไม่ต่ำกว่ามาตรา 61 ถึง 63 ถ้าเป็นล่วงเวลา
- ชั่วโมงขั้นต่ำเมื่อถูกเรียกออก บางบริษัทกำหนดว่าถูกเรียกออกแล้วนับอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นนโยบายของบริษัท ไม่ใช่ข้อบังคับของกฎหมาย
- นับเวลาเดินทางไปกลับ เขียนว่านับตั้งแต่ออกจากบ้านหรือเริ่มรับงานถึงกลับถึงบ้านหรือไม่ เพื่อไม่ให้เถียงกันภายหลัง
- เวลาพักชดเชย กำหนดว่าถ้าถูกเรียกหลังเที่ยงคืนจนถึงกี่โมง เช้าวันรุ่งขึ้นเริ่มงานสายได้หรือพักต่อ
- เพดานรายสัปดาห์ ตรวจรวมชั่วโมงล่วงเวลาและวันหยุดไม่ให้เกิน 36 ชั่วโมงตามมาตรา 26 และกฎกระทรวง
- ความยินยอมเป็นรอบ ให้ลูกจ้างยืนยันรอบเวรเป็นลายลักษณ์อักษรหรืออิเล็กทรอนิกส์ที่เก็บค้นกลับได้
ตัวอย่างข้อความนโยบายรอเรียก (ตัวอย่าง ปรับให้ตรงกับงานจริงก่อนใช้)
นโยบายเวรรอเรียก (On-call) ฉบับที่ ____ ใช้ตั้งแต่ ____
1. ผู้อยู่เวร: ตามตารางเวรรายสัปดาห์ที่ประกาศล่วงหน้าอย่างน้อย ____ วัน
ลูกจ้างยืนยันรับเวรทางอีเมลหรือระบบบริษัทก่อนเริ่มรอบ
2. เงื่อนไขช่วงรอ: อยู่ที่บ้านหรือที่ใดก็ได้ภายในรัศมี ____ กม. จากหน้างาน
ต้องรับสายภายใน ____ นาที และเดินทางถึงหน้างานภายใน ____ ชั่วโมง
ไม่ห้ามใช้เวลาส่วนตัว แต่ต้องพร้อมทำงานเมื่อถูกเรียก
3. ค่ารอเรียก: บริษัทจ่ายให้ ____ ต่อคืน/ต่อสัปดาห์ แยกจากค่าทำงานจริง
4. เมื่อถูกเรียกออก: นับเวลาตั้งแต่ ____ ถึง ____ (รวม/ไม่รวมเดินทางไปกลับ)
ชั่วโมงขั้นต่ำต่อการเรียกออกหนึ่งครั้ง ____ ชั่วโมง
ถ้าเกินเวลาทำงานปกติ จ่ายค่าล่วงเวลาไม่ต่ำกว่าที่ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน กำหนด
5. ความยินยอม: ลูกจ้างยืนยันเป็นรายรอบเวรว่ายินยอมทำงานนอกเวลาเมื่อถูกเรียก
ลูกจ้างแจ้งปฏิเสธได้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นส่วนตัว โดยแจ้งหัวหน้าก่อนเริ่มรอบ
6. เวลาพัก: ถ้าถูกเรียกออกจนถึงหลัง ____ น. เริ่มงานวันรุ่งขึ้นได้ตั้งแต่ ____ น.
7. บันทึก: ผู้อยู่เวรกรอกแบบบันทึกเวลาเรียกออกภายใน 24 ชั่วโมง
หัวหน้าตรวจและลงชื่อ ฝ่ายบุคคลเก็บไม่น้อยกว่า ____ ปี
ตัวอย่างแบบบันทึกเวลาเรียกออก
วันที่ ____ ผู้อยู่เวร ____ ผู้สั่งเรียก ____
เวลารับสาย ____ เวลาออกจากบ้าน ____ เวลาถึงหน้างาน ____
เวลาเริ่มงาน ____ เวลาเสร็จงาน ____ เวลากลับถึงบ้าน ____
ลักษณะงาน ____ ใบสั่งงาน/เลขที่ ____ ใช้รถบริษัท ใช่/ไม่ใช่ ____
เหตุฉุกเฉินหรือไม่ ____ ลูกจ้างยินยอมสำหรับครั้งนี้ ใช่/ไม่ใช่ ____
ลายมือชื่อลูกจ้าง ____ หัวหน้างาน ____ วันที่ตรวจ ____
ตัวอย่างสมมติต่อ ในกรณีของธนา ถ้าบริษัทมีนโยบายและแบบนี้ มะลิจะนับได้ว่าช่วงรอคืนนั้นจ่ายเป็นค่ารอเรียก ช่วงตั้งแต่ออกจากบ้านเที่ยงคืนครึ่งถึงกลับถึงบ้านตีสามครึ่งเป็นเวลาทำงานตามนโยบาย และชั่วโมงที่เกินเวลาปกติต้องจ่ายค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 แต่ถ้าบริษัทไม่มีบันทึก ธนาจะต้องพิสูจน์เองจากประวัติโทรและข้อมูลโทรศัพท์ และนายจ้างจะพิสูจน์ได้ยากว่าช่วงนั้นไม่ใช่เวลาทำงาน
6. หลักฐานของลูกจ้างและของนายจ้าง
ฝั่งลูกจ้างที่ต้องการพิสูจน์ว่าเวลานั้นนับ
- ตารางเวรและคำสั่งจัดเวร พิสูจน์ว่านายจ้างกำหนดให้รอ และเงื่อนไขการรอ
- ประวัติการโทร ข้อความ และอีเมล เวลาที่ถูกเรียก เนื้อหาคำสั่ง และเวลาที่ตอบ
- ข้อมูล GPS ของรถหรือโทรศัพท์ของตนเอง เวลาออกเดินทาง ถึงหน้างาน และกลับ ต้องเป็นข้อมูลของตนเองหรือที่ได้รับมาโดยชอบ
- ใบสั่งงาน ภาพถ่ายหน้างาน บันทึกประจำวัน ว่างานเสร็จเมื่อใด
- เอกสารเบิกค่าเดินทาง ค่าทางด่วน ค่าน้ำมัน ที่บริษัทอนุมัติ ซึ่งยืนยันว่าเป็นการเดินทางตามคำสั่ง
ข้อความและอีเมลอิเล็กทรอนิกส์ใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 และ 11 ห้ามเข้าถึงโทรศัพท์ อีเมล หรือบัญชีของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และการเก็บข้อมูลตำแหน่งของลูกจ้างต้องมีฐานทางกฎหมายตาม PDPA
ฝั่งนายจ้าง
- นโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร ที่ลูกจ้างรับทราบ พร้อมวันที่ใช้
- บันทึกความยินยอมรายรอบเวร ตามมาตรา 24 และ 25
- แบบบันทึกเรียกออกที่ลูกจ้างและหัวหน้าลงชื่อ
- ใบจ่ายค่ารอเรียกและค่าล่วงเวลา แยกรายการ
- หลักฐานว่างานเข้ามาตรา 65 (7) หรือ (8) ถ้าอ้างข้อยกเว้นนี้ เช่น ลักษณะงาน ที่ไม่มีตารางเวลาแน่นอน หรือว่าไม่ใช่หน้าที่ปกติ นายจ้างต้องเป็นฝ่ายแสดงให้เห็น
ถ้าลูกจ้างเลือกร้องกรมแรงงานหรือฟ้องศาลแรงงาน ดูคู่มือเลือกทางร้องกรมแรงงานหรือฟ้องศาล
7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของนายจ้าง
- เขียนว่า "ค่าเวรรวมค่าล่วงเวลาทุกอย่างแล้ว" โดยไม่คำนวณว่าชั่วโมงจริงเกินเวลาปกติเท่าไร ถ้าค่าเวรต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดสำหรับชั่วโมงที่ทำ ส่วนที่ขาดยังต้องจ่าย
- อ้างมาตรา 65 (7) ทั้งที่กำหนดเวลาเข้าหน้างานและตรวจเวลาออกได้
- จ่ายเฉพาะค่าเวรโดยไม่จ่ายค่าทำงานเมื่อถูกเรียกออกจริง
- ไม่นับเวลาเดินทางไปกลับหน้างานที่ไกลทั้งที่นายจ้างสั่งและควบคุมการเดินทาง
8. เช็กลิสต์
นายจ้างและ HR
- จัดประเภทงานเวรทั้งหมด (อยู่เวรในสถานที่ รอเรียกที่บ้าน สแตนด์บายหน้างาน เดินทาง) ตามตารางในหัวข้อ 2
- เขียนนโยบายที่ระบุเวลาตอบรับ ระยะทาง และข้อห้ามช่วงรอ
- แยกค่ารอเรียกออกจากค่าทำงานจริง และกำหนดชั่วโมงขั้นต่ำเมื่อถูกเรียกออก
- ให้ลูกจ้างยืนยันความยินยอมเป็นรายรอบเวร
- ตรวจเพดาน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ตามมาตรา 26 และกฎกระทรวง
บันทึกและหลักฐาน
- ใช้แบบบันทึกเวลาเรียกออกและให้หัวหน้าลงชื่อภายใน 24 ชั่วโมง
- เก็บตารางเวร ประวัติโทร ใบสั่งงาน เอกสารเดินทาง และบันทึกใช้รถ
- ถ้าอ้างมาตรา 65 (7) หรือ (8) ให้มีหลักฐานลักษณะงานรองรับ
- ตรวจฐานทางกฎหมายตาม PDPA ก่อนใช้ GPS ติดตามลูกจ้าง
ลูกจ้างที่ตรวจสอบสิทธิของตน
- จดเวลารับสาย ออกเดินทาง ถึงหน้างาน เริ่มและเสร็จงาน และกลับถึงบ้านทุกครั้ง
- ตรวจว่าตำแหน่งของตนเข้ามาตรา 65 จริงหรือไม่ก่อนสรุปว่าไม่ได้ค่าล่วงเวลา
- ถ้าถูกเรียกในวันหยุด ตรวจมาตรา 62 63 และ 71
อ่านเพิ่มเติม
- หัวหน้าสั่งงานทาง LINE หลังเลิกงานหรือวันหยุด เรียกค่าโอทีได้ไหม — ข้อความสั่งงานนอกเวลาและสิทธิปฏิเสธการติดต่อตามมาตรา 23/1
- เงินเดือนไม่ออก นายจ้างค้างค่าจ้างและค่าโอที ทวงคืนอย่างไร — เมื่อค่าล่วงเวลาถูกค้างจ่ายแล้ว ต้องทวงอย่างไรและอายุความเท่าใด
- ตรวจสุขภาพกฎหมายแรงงานของบริษัท — ตรวจเอกสารและหลักฐานด้านแรงงานทั้งระบบก่อนเกิดข้อพิพาท
- ร้องกรมแรงงาน หรือฟ้องศาลแรงงาน — เปรียบเทียบสองทางเมื่อค่าล่วงเวลาไม่ได้รับ
- บริษัทอยากลดค่าจ้าง วันทำงาน หรือสวัสดิการ — เมื่อต้องการปรับค่าเวรหรือค่ารอเรียกที่ให้มาประจำ
คำถามว่าเวลาใดนับเป็นเวลาทำงาน ตอบจากการที่นายจ้างควบคุมเวลาและสถานที่ของลูกจ้างจริงแค่ไหน ไม่ใช่จากชื่อเรียกหรือจากค่าเวรที่จ่าย
เราช่วยตรวจนโยบายเวรและรอเรียก จัดทำข้อตกลงและแบบบันทึกเวลาเรียกออก คำนวณค่าล่วงเวลาและค่าเดินทาง และให้คำปรึกษาเมื่อเกิดข้อพิพาท ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ บริการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน
คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

