ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
คดีแรงงาน

หัวหน้าสั่งงานทาง LINE หลังเลิกงานหรือวันหยุด เรียกค่าโอทีได้ไหม

คู่มือสำหรับลูกจ้างและ HR ว่าข้อความสั่งงานนอกเวลาทาง LINE นับเป็นการทำงานล่วงเวลาเมื่อใด ต้องมีความยินยอมและหลักฐานอะไร อัตราค่าโอที ตำแหน่งที่ไม่ได้ค่าโอที และวิธีวางนโยบายแชตนอกเวลา

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมคดีแรงงาน29 ตุลาคม 256914 นาที
หัวหน้าสั่งงานทาง LINE หลังเลิกงานหรือวันหยุด เรียกค่าโอทีได้ไหม

เย็นวันศุกร์ หัวหน้าส่งข้อความเข้า LINE กลุ่มงานว่า "ไฟล์ใบเสนอราคาผิด ช่วยแก้ให้ทันคืนนี้นะ" ลูกจ้างตอบ "ได้ค่ะ" แล้วนั่งแก้ที่บ้านจนสามทุ่มครึ่ง วันรุ่งขึ้นเมื่อขอค่าโอที หัวหน้าตอบว่า "ก็แค่ตอบแชต ไม่ได้เข้าออฟฟิศ" คำถามนี้เกิดบ่อยขึ้นเมื่อการสั่งงานย้ายจากหน้าที่ทำงานมาอยู่ในมือถือ ทั้งฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้างจึงควรรู้ว่ากฎหมายนับอะไรเป็นงาน อะไรต้องมีหลักฐาน

คู่มือนี้เจาะเฉพาะเรื่องคำสั่งงานนอกเวลาทางแชต ส่วนวิธีตรวจว่าถูกค้างค่าจ้างและโอทีเท่าใด และขั้นตอนทวงเงินทั้งหมด อ่านที่เงินเดือนไม่ออก นายจ้างค้างค่าจ้างและค่าโอที ส่วนจะร้องพนักงานตรวจแรงงานหรือฟ้องศาล ดูพนักงานตรวจแรงงานหรือศาลแรงงาน

คำตอบหลัก

คำสั่งทาง LINE หลังเลิกงานหรือในวันหยุด ถ้าเป็นงานของนายจ้างจริงและลูกจ้างทำตามคำสั่งนั้น ก็เป็นการทำงานล่วงเวลาได้เหมือนคำสั่งด้วยวาจา ลูกจ้างที่ไม่อยู่ในตำแหน่งที่กฎหมายตัดสิทธิจึงเรียกค่าล่วงเวลาได้ สิ่งที่ตัดสินคดีมักไม่ใช่ตัวบท แต่คือหลักฐานว่าใครสั่ง สั่งเมื่อใด ทำจริงกี่ชั่วโมง และได้ผลงานอะไร

หลักกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23 กำหนดให้นายจ้างประกาศเวลาทำงานปกติ วันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง และรวมแล้วสัปดาห์ละไม่เกิน 48 ชั่วโมง (งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 42 ชั่วโมง) มาตรา 24 ห้ามให้ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานเว้นแต่ลูกจ้างยินยอมก่อนเป็นคราว ๆ ไป มาตรา 61 ให้ค่าล่วงเวลาวันทำงานไม่น้อยกว่า 1.5 เท่า มาตรา 62 ให้ค่าทำงานในวันหยุด และมาตรา 63 ให้ค่าล่วงเวลาในวันหยุดไม่น้อยกว่า 3 เท่า มาตรา 65 และ 66 ตัดสิทธิลูกจ้างบางตำแหน่ง ส่วนมาตรา 23/1 ซึ่งเพิ่มเข้ามาโดยพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 เป็นเรื่องงานนอกสถานประกอบกิจการและสิทธิปฏิเสธการติดต่อหลังเวลาทำงาน ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ใช้เป็นหลักฐานได้ตามพ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 7 และ 11

มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา อย่าถามว่า "แค่ตอบไลน์นับไหม" ให้ถามสามข้อ คือ มีคำสั่งหรือการขอให้ทำงานหรือไม่ ทำงานจริงเป็นเวลาเท่าใด และมีผลงานที่ยืนยันได้หรือไม่ ถ้าตอบได้ครบ เรื่องมักจบที่การคำนวณ ถ้านายจ้างเงียบหรือปฏิเสธว่าไม่เคยสั่ง แชตที่ยังอยู่ในเครื่องจะเป็นหลักฐานสำคัญที่สุด

ตัวอย่างสมมติ พิม ประสานงานขายของร้านเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งในขอนแก่น เงินเดือน 18,000 บาท เวลาทำงานปกติ 08:30–17:30 น. เวลา 19:40 น. วันศุกร์ หัวหน้าส่ง LINE ให้แก้ไฟล์ใบเสนอราคาให้เสร็จคืนนั้น พิมตอบ "ได้ค่ะ" ทำงาน 20:00–21:30 น. แล้วส่งไฟล์กลับพร้อมแคปหน้าจอ เราจะใช้ตัวอย่างนี้ตลอดคู่มือ

1. หัวหน้าสั่งงานนอกเวลาได้เมื่อไร และลูกจ้างปฏิเสธได้หรือไม่

ในวันทำงาน (มาตรา 24) นายจ้างให้ทำงานล่วงเวลาได้เมื่อลูกจ้างยินยอม และความยินยอมต้องมี "ก่อนเป็นคราว ๆ ไป" คือรายครั้ง การเขียนไว้ในสัญญาจ้างว่า "ยินยอมทำโอทีทุกครั้งที่บริษัทสั่ง" จึงเสี่ยงที่จะถูกโต้แย้งว่าไม่ใช่ความยินยอมรายครั้ง ข้อยกเว้นมีสามทาง คือ งานที่ต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน งานฉุกเฉิน และงานอื่นตามกฎกระทรวง โดยทำได้เท่าที่จำเป็น

ในวันหยุด (มาตรา 25) ห้ามให้ทำงานวันหยุด เว้นงานต่อเนื่อง งานฉุกเฉิน กิจการที่กฎหมายระบุ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และงานเพื่อการผลิต จำหน่าย บริการเท่าที่จำเป็นโดยลูกจ้างยินยอมก่อนเป็นคราว ๆ ไป

สิทธิปฏิเสธการติดต่อ (มาตรา 23/1) เราอ่านตัวบทที่กระทรวงแรงงานเผยแพร่ แล้วสรุปได้ดังนี้ นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงให้ลูกจ้างนำงานไปทำที่บ้านหรือที่พัก หรือทำงานผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ ณ สถานที่ใดก็ได้ ข้อตกลงนี้ต้องทำเป็นหนังสือหรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดกลับมาอ่านได้ และอาจกำหนดเรื่องเวลาทำงาน ชั่วโมงล่วงเวลา ขอบเขตหน้าที่ และภาระค่าอุปกรณ์ได้ เมื่อสิ้นสุดเวลาทำงานปกติหรือสิ้นสุดงานที่มอบหมาย ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการติดต่อสื่อสารไม่ว่าทางใดกับนายจ้างหรือหัวหน้างาน เว้นแต่ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้า

มีข้อควรระวังสองข้อ ข้อแรก มาตรานี้ว่าด้วยลูกจ้างที่ทำงานนอกสถานที่หรือผ่านเทคโนโลยีตามข้อตกลง ถ้อยคำไม่ได้บอกชัดว่าใช้กับพนักงานออฟฟิศปกติที่ไม่มีข้อตกลงดังกล่าวด้วยหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลอาจต้องวินิจฉัย อย่าอ้างว่าตนมีสิทธิตามมาตรานี้โดยไม่ดูข้อเท็จจริง ข้อสอง สิทธิปฏิเสธการติดต่อเป็นคนละเรื่องกับสิทธิรับค่าตอบแทน ถ้าลูกจ้างยอมทำงานนอกเวลาแล้ว ค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 และ 63 ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาต่างหาก

ในตัวอย่าง พิมตอบ "ได้ค่ะ" ซึ่งอาจถือเป็นความยินยอมสำหรับครั้งนั้นได้ นายจ้างจึงอ้างยากว่าเธอทำเองโดยไม่ได้รับคำสั่ง

2. อัตราค่าตอบแทนเท่าใด คิดอย่างไร

กรณีอัตราขั้นต่ำมาตรา
ล่วงเวลาในวันทำงานปกติ1.5 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง61
ทำงานในวันหยุดที่ลูกจ้างมีสิทธิได้ค่าจ้างวันหยุดจ่ายเพิ่มจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่า62 (1)
ทำงานในวันหยุดที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างวันหยุดไม่น้อยกว่า 2 เท่า62 (2)
ล่วงเวลาในวันหยุดไม่น้อยกว่า 3 เท่า63

ลูกจ้างรายเดือนใช้ค่าจ้างรายเดือนหารด้วย 30 คูณจำนวนชั่วโมงทำงานปกติต่อวันโดยเฉลี่ย เพื่อหาค่าจ้างต่อชั่วโมงตามมาตรา 68 ส่วนกำหนดจ่ายค่าล่วงเวลาให้เป็นไปตามมาตรา 70

ตัวอย่างของพิม เงินเดือน 18,000 บาท ทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง ค่าจ้างรายชั่วโมง = 18,000 ÷ (30 × 8) = 75 บาท ล่วงเวลา 1.5 ชั่วโมงในวันทำงาน = 75 × 1.5 × 1.5 = 168.75 บาท ถ้างานเดียวกันเป็นวันหยุดและเธอมีสิทธิได้ค่าจ้างวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุดขั้นต่ำคือ 75 × 3 × 1.5 = 337.50 บาท ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างการคิดตามสูตรเท่านั้น ฐานเงินเดือนที่ใช้จริงต้องดูว่าเงินประจำอื่นนับเป็นค่าจ้างหรือไม่

3. ตำแหน่งใดไม่ได้ค่าโอที และยังได้อะไรอยู่

มาตรา 65 ตัดสิทธิค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 และ 63 ของลูกจ้างที่มีอำนาจหน้าที่หรือถูกให้ทำงานดังต่อไปนี้

  • (1) ลูกจ้างที่มีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างในการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง
  • (2) งานเร่ขายหรือชักชวนซื้อสินค้าที่นายจ้างจ่ายค่านายหน้าจากการขายให้
  • (3) ถึง (9) งานขบวนรถไฟ เปิดปิดประตูน้ำ อ่านระดับน้ำ ดับเพลิงหรือป้องกันอันตรายสาธารณะ งานที่ต้องออกไปทำนอกสถานที่และกำหนดเวลาแน่นอนไม่ได้ งานอยู่เวรเฝ้าสถานที่หรือทรัพย์สินที่ไม่ใช่หน้าที่ปกติ และงานอื่นตามกฎกระทรวง

สิ่งที่ยังได้ ผู้ทำงานตาม (3) ถึง (9) มีสิทธิได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ ส่วนมาตรา 66 บอกว่าผู้ที่อยู่ใน (1) ไม่มีสิทธิค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 62 ด้วย เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่าย และมาตรา 65 ปิดท้ายว่านายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้ก็ได้ เมื่อสัญญาหรือข้อบังคับของบริษัทให้สิทธิไว้ ก็ต้องจ่ายตามนั้น

คำว่า "หัวหน้า" "ผู้จัดการ" หรือ "ตำแหน่งบริหาร" ไม่ใช่ข้อยกเว้นในตัวเอง ศาลดูว่าลูกจ้างคนนั้นมีอำนาจแทนนายจ้างในการจ้าง ให้บำเหน็จ หรือเลิกจ้างจริงหรือไม่ ไม่ได้ดูแค่ชื่อตำแหน่ง ในตัวอย่าง พิมเป็นประสานงานขายที่ไม่มีอำนาจจ้างหรือเลิกจ้าง จึงไม่เข้ามาตรา 65 (1)

4. หลักฐานอะไรพิสูจน์ได้ และงานจริงต่างจากการตอบสั้น ๆ อย่างไร

ข้อความใน LINE เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 7 ของพ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ห้ามปฏิเสธผลทางกฎหมายของข้อความเพียงเพราะอยู่ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 8 ถือว่าข้อมูลที่เปิดกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือ และมาตรา 11 ไม่ให้ศาลปฏิเสธการรับฟังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นพยานหลักฐานเพียงเพราะเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ชั่งน้ำหนักตามความน่าเชื่อถือของวิธีสร้าง เก็บรักษา และสื่อสารข้อมูลนั้น หลักฐานที่ดีจึงต้องครบและไม่ถูกตัดต่อ

หลักฐานพิสูจน์อะไรวิธีเก็บ
ข้อความสั่งงานใน LINEใครสั่ง สั่งเมื่อใด สั่งอะไร และมีกำหนดเสร็จหรือไม่แคปทั้งบทสนทนาที่เห็นชื่อ วันที่ เวลา และข้อความก่อนหลัง อย่าแคปเฉพาะบรรทัดเดียว
เวลาตอบกลับว่าลูกจ้างรับคำสั่งและเริ่มงานเมื่อใดส่งข้อความรับทราบพร้อมเวลาเริ่ม และข้อความส่งงานพร้อมเวลาเสร็จ
ไฟล์งานที่ส่งงานที่ทำจริงเก็บไฟล์ ชื่อไฟล์ ข้อมูลวันเวลาที่แก้ไข และอีเมลที่ส่ง
การอนุมัติโอทีความยินยอมรายครั้งและการที่นายจ้างรับรู้ขอให้หัวหน้าตอบรับเป็นข้อความ หรือกรอกแบบขออนุมัติโอที
บัตรลงเวลา ระบบสแกน หรือใบลงเวลาชั่วโมงทำงานปกติ ที่เป็นฐานคิดว่าส่วนใดเกินเวลาขอสำเนาจากฝ่ายบุคคล ถ้าไม่มีให้บันทึกเองรายวัน
บันทึกการโทรโทรสั่งงานหรือประชุมนอกเวลาแคปประวัติสายและระยะเวลา และจดว่าคุยเรื่องอะไร
ประกาศเวลาทำงานและข้อบังคับเวลาทำงานปกติและวิธีขอโอทีเก็บสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน

อะไรนับเป็นงาน อะไรเป็นการตอบสั้น ๆ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนนาทีขั้นต่ำไว้ ศาลจะดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี โดยทั่วไป

  • มักไม่ใช่งานที่คิดเป็นโอที รับทราบสั้น ๆ เช่น "รับทราบค่ะ" เปิดอ่านข้อความ หรือตอบคำถามที่ใช้เวลาไม่กี่วินาที
  • มักเป็นงาน แก้ไฟล์หรือจัดทำเอกสาร ตอบลูกค้าที่ต้องค้นข้อมูล ประสานงานหลายคนต่อเนื่อง ประชุมหรือโทรสั่งงานเป็นเวลานาน ส่วนการถูกกำหนดให้เฝ้ารอตอบตลอดเวลาเป็นประเด็นที่ต้องดูข้อเท็จจริงและข้อตกลงเป็นรายกรณี
  • ส่วนที่ก้ำกึ่ง ข้อความสั้น ๆ ถี่ ๆ หลายครั้งที่รวมกันกินเวลานาน ให้จดช่วงเวลาและเนื้อหาไว้ เพื่อให้เห็นว่าเป็นการสั่งและทำงานจริง ไม่ใช่การพูดคุยทั่วไป

อย่าเข้าถึงโทรศัพท์ บัญชี หรือแชตของผู้อื่นโดยไม่มีอำนาจ เพื่อหาหลักฐาน การทำเช่นนั้นอาจผิดกฎหมาย ใช้เฉพาะข้อความที่ท่านเป็นผู้รับหรืออยู่ในกลุ่มนั้นเอง และขอสำเนาบันทึกเวลาผ่านฝ่ายบุคคล

5. ข้อความขออนุมัติโอทีเป็นลายลักษณ์อักษร

ส่งทันทีเมื่อได้รับคำสั่งนอกเวลา เพื่อให้มีทั้งความยินยอมรายครั้งและการอนุมัติ ปรับถ้อยคำให้เหมาะกับองค์กร

เรียน คุณ ____ (หัวหน้า)
ตามที่ท่านขอให้ดำเนินการ "____" เมื่อวันที่ __ เวลา __ น. ดิฉัน/ผมยินดีทำงานนี้
นอกเวลาทำงานปกติเป็นการเฉพาะครั้งนี้ โดยประมาณการเวลาทำงาน __ ชั่วโมง
(ตั้งแต่ __ ถึง __ น.) ขอความกรุณายืนยันในข้อความนี้ว่า
1) อนุมัติให้ทำงานล่วงเวลา/ทำงานในวันหยุด ตามรายการข้างต้น
2) นับเป็นค่าล่วงเวลาตามระเบียบของบริษัท
เมื่อเสร็จงาน ดิฉัน/ผมจะส่งไฟล์และแจ้งเวลาเสร็จจริงในแชตนี้อีกครั้ง

ข้อความนี้สุภาพ ไม่เป็นการขัดคำสั่ง และทำให้นายจ้างต้องตอบรับหรือปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้านายจ้างตอบว่าไม่อนุมัติ ลูกจ้างควรปรึกษาก่อนว่าจะทำงานนั้นหรือไม่ เพราะถ้าทำโดยไม่มีคำสั่งหรือการรับรู้ของนายจ้าง สิทธิเรียกค่าโอทีจะพิสูจน์ยากขึ้น

6. ถ้าไม่ได้รับเงิน ดอกเบี้ยและอายุความเป็นอย่างไร

  • ดอกเบี้ย (มาตรา 9) นายจ้างที่ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ภายในเวลาตามมาตรา 70 ต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี
  • เงินเพิ่ม (มาตรา 9 วรรคสอง) ถ้านายจ้างจงใจไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนด 7 วัน ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างทุกช่วง 7 วัน เงินเพิ่มนี้ต่างจากดอกเบี้ย และใช้เฉพาะกรณีจงใจ
  • อายุความ ค่าจ้างและเงินที่เป็นค่าจ้างมีอายุความ 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 นับแยกเป็นรายงวด ถ้าค้างมานานควรทวงโดยเร็ว รายละเอียดการนับและสิ่งที่ทำให้อายุความสะดุด ดูคู่มือค่าจ้างและโอทีค้างจ่าย

เมื่อจะเรียกร้อง ให้ทำเป็นลำดับ คือ รวบรวมหลักฐานตามตารางข้างต้น คำนวณรายครั้ง ทวงเป็นหนังสือกับนายจ้างก่อน แล้วจึงเลือกร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือฟ้องศาลแรงงานตามแนวทางเลือกช่องทาง หากต้องไปศาลเป็นครั้งแรก ดูคู่มือศาลแรงงานสำหรับผู้ไม่เคยไป ถ้านายจ้างเสนอให้เซ็นยอมความหรือรับเงินก้อนเพื่อปิดเรื่อง อ่านตรวจข้อตกลงจ่ายเงินก้อนก่อนเซ็น ก่อนลงชื่อ ผลของคดีขึ้นกับข้อเท็จจริงและการวินิจฉัยของศาล เราไม่อาจรับรองจำนวนเงินที่จะได้

7. สำหรับ HR และนายจ้าง: นโยบายแชตนอกเวลาและขั้นตอนอนุมัติ

การปล่อยให้หัวหน้าสั่งงานทาง LINE ตามใจเป็นความเสี่ยงสองทาง คือ ค้างค่าล่วงเวลาโดยไม่รู้ตัว และกลายเป็นหลักฐานในคดี นโยบายที่ดีควรมี

  1. กำหนดช่องทางและช่วงเวลา ระบุว่าคำสั่งงานให้ส่งผ่านช่องทางใด และนอกเวลางานใช้ได้เฉพาะเรื่องเร่งด่วนที่ระบุ
  2. ขั้นตอนอนุมัติโอทีล่วงหน้า หัวหน้าขอ ลูกจ้างยินยอมเป็นรายครั้ง HR หรือผู้มีอำนาจอนุมัติ แล้วจึงเริ่มงาน เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นงานฉุกเฉินตามมาตรา 24 วรรคสอง
  3. บันทึกชั่วโมงจริง ใช้แบบฟอร์มหรือระบบที่ลูกจ้างระบุเวลาเริ่มและเสร็จ ให้หัวหน้ายืนยัน และนำเข้าเงินเดือนในรอบเดียวกัน
  4. จ่ายตามอัตรา ตรวจว่าตำแหน่งใดเข้ามาตรา 65 หรือ 66 จริง อย่าตัดสิทธิทั้งกลุ่มเพียงเพราะชื่อตำแหน่ง
  5. ลูกจ้างที่ทำงานนอกสถานที่ ถ้ามีข้อตกลงตามมาตรา 23/1 ให้ทำเป็นหนังสือหรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ระบุเวลาทำงาน ชั่วโมงล่วงเวลา และหลักเกณฑ์ติดต่อนอกเวลา การขอความยินยอมให้ติดต่อต้องล่วงหน้าและเป็นหนังสือ
  6. ไม่ลงโทษผู้ปฏิเสธโดยชอบ การให้ผลประเมินหรือโยกย้ายเป็นการลงโทษเพราะไม่ตอบแชตนอกเวลา อาจกลายเป็นข้อพิพาทเรื่องการกระทำที่ไม่เป็นธรรม
  7. เก็บข้อมูลอย่างระมัดระวัง บันทึกเวลาและแชตงานมีข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้าง ดูข้อมูลลูกจ้างตาม PDPA สำหรับ HR

นโยบายใหม่ควรผ่านการตรวจโดยทนายความก่อนประกาศ และต้องให้สอดคล้องกับข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ดูเมื่อไรที่ HR ควรให้ทนายตรวจ

8. เช็กลิสต์

สำหรับลูกจ้าง

  • แคปบทสนทนาที่เห็นผู้สั่ง วันที่ เวลา และคำสั่งชัดเจน
  • ตอบรับพร้อมเวลาเริ่ม และแจ้งเวลาเสร็จเมื่อส่งงาน
  • ขอการอนุมัติโอทีเป็นข้อความ (ใช้ข้อความตัวอย่างข้างต้น)
  • เก็บไฟล์ อีเมล และประวัติการโทรที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจว่าตำแหน่งของตนเข้ามาตรา 65 หรือ 66 จริงหรือไม่
  • คำนวณค่าจ้างต่อชั่วโมงและค่าโอทีเป็นรายครั้ง
  • สำรองหลักฐานนอกเครื่องมือถือ

สำหรับ HR และนายจ้าง

  • มีประกาศเวลาทำงานปกติ และนโยบายสั่งงานนอกเวลาเป็นลายลักษณ์อักษร
  • มีแบบขออนุมัติโอทีล่วงหน้าและขั้นตอนรับความยินยอมรายครั้ง
  • มีระบบบันทึกชั่วโมงจริงและรวมเข้าเงินเดือน
  • ตรวจรายชื่อตำแหน่งที่ไม่ได้ค่าโอทีตามมาตรา 65 และ 66 เป็นรายตำแหน่ง
  • มีข้อตกลงตามมาตรา 23/1 สำหรับผู้ทำงานนอกสถานที่ (ถ้ามี)
  • อบรมหัวหน้างานเรื่องการสั่งงานนอกเวลา

อ่านเพิ่มเติม

คำสั่งงานทางแชตเป็นคำสั่งงานเช่นเดียวกับคำสั่งด้วยวาจา ลูกจ้างควรเก็บหลักฐานและขออนุมัติเป็นข้อความ นายจ้างควรมีนโยบายและขั้นตอนอนุมัติที่ชัดเจนก่อนเกิดข้อพิพาท

เราช่วยตรวจหลักฐานและคำนวณค่าล่วงเวลา จัดทำนโยบายสั่งงานนอกเวลา แบบขออนุมัติโอที และข้อตกลงทำงานนอกสถานที่ให้สอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ งานด้านแรงงานและการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน และ บริการด้านแรงงาน


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

หัวหน้าสั่งงานทาง LINE หลังเลิกงานแล้วลูกจ้างทำจริง เรียกค่าโอทีได้หรือไม่+

ได้ถ้างานนั้นเป็นการทำงานให้นายจ้างจริงในเวลานอกเวลาทำงานปกติ และไม่ใช่ตำแหน่งที่มาตรา 65 ตัดสิทธิค่าล่วงเวลา มาตรา 61 กำหนดค่าล่วงเวลาวันทำงานไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง และมาตรา 63 กำหนดค่าล่วงเวลาในวันหยุดไม่น้อยกว่า 3 เท่า การที่งานถูกสั่งทางแชตไม่ทำให้สิทธิหายไป แต่ลูกจ้างต้องพิสูจน์คำสั่ง เวลาที่ทำ และผลงานได้

การตอบ LINE สั้น ๆ หลังเลิกงานนับเป็นการทำงานล่วงเวลาหรือไม่+

ไม่มีตัวเลขนาทีที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลดูข้อเท็จจริงว่าเป็นการทำงานตามที่นายจ้างสั่งหรือไม่ และใช้เวลาและแรงเท่าใด การรับทราบสั้น ๆ เช่น 'รับทราบค่ะ' มักไม่ใช่งานที่คิดเป็นโอทีได้ง่าย ส่วนการแก้ไฟล์ ตอบลูกค้า หรือประสานงานต่อเนื่องเป็นชั่วโมงเป็นงานจริง ควรบันทึกเวลาเริ่มและเวลาส่งงานไว้ทุกครั้ง

ลูกจ้างปฏิเสธการสั่งงานนอกเวลาได้หรือไม่+

มาตรา 24 ห้ามนายจ้างให้ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานเว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป ยกเว้นงานต่อเนื่องที่หยุดแล้วเสียหาย งานฉุกเฉิน หรืองานตามกฎกระทรวง และมาตรา 23/1 ที่เพิ่มในปี 2566 ให้ลูกจ้างที่ตกลงทำงานนอกสถานที่หรือผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศมีสิทธิปฏิเสธการติดต่อหลังเวลาทำงาน เว้นแต่ให้ความยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้า การปฏิเสธจึงมีฐานทางกฎหมาย แต่ควรทำด้วยถ้อยคำสุภาพและเก็บข้อความไว้

ตำแหน่งหัวหน้างานหรือผู้จัดการไม่มีสิทธิได้ค่าโอทีใช่หรือไม่+

ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ มาตรา 65 (1) ตัดสิทธิเฉพาะลูกจ้างที่มีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างในการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง ตำแหน่งที่เรียกว่าหัวหน้าหรือผู้จัดการแต่ไม่มีอำนาจเช่นนั้นจริงอาจยังมีสิทธิ ส่วนงานตาม (3) ถึง (9) แม้ไม่ได้ค่าล่วงเวลา ก็ได้ค่าตอบแทนเท่าค่าจ้างต่อชั่วโมงตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ และทุกกรณีนายจ้างตกลงจ่ายให้มากกว่านั้นได้

นายจ้างไม่จ่ายค่าโอที ต้องจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่ และเรียกได้ภายในกี่ปี+

มาตรา 9 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปีสำหรับค่าล่วงเวลาที่ไม่จ่ายภายในกำหนดตามมาตรา 70 และถ้าจงใจไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้น 7 วันมีเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างทุกช่วง 7 วัน ส่วนอายุความเรียกค่าจ้างคือ 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 นับแยกเป็นงวด ๆ ดูบทความเรื่องค่าจ้างและโอทีค้างจ่ายประกอบ

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา