ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
คู่มือกฎหมายครอบครัว

ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า ต่างจากค่าเลี้ยงดูบุตรอย่างไร: ใครเรียกได้ เมื่อไร และเขียนในสัญญาหย่าอย่างไร

ค่าเลี้ยงชีพคู่สมรสหลังหย่า (มาตรา 1526) ค่าอุปการะระหว่างสมรส และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นสามสิทธิที่คนมักสับสน คู่มือนี้แยกฐานสิทธิ เงื่อนไข เวลาที่สิ้นสุด การขอเปลี่ยนแปลง และวิธีเขียนข้อตกลงในสัญญาหย่า

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมคดีครอบครัว2 พฤศจิกายน 256915 นาที
ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า ต่างจากค่าเลี้ยงดูบุตรอย่างไร: ใครเรียกได้ เมื่อไร และเขียนในสัญญาหย่าอย่างไร

คำว่า "ค่าเลี้ยงดู" ที่คนพูดกันตอนหย่ารวมของสามอย่างที่กฎหมายแยกไว้ คือ เงินที่คู่สมรสช่วยกันเลี้ยงดูขณะยังสมรสอยู่ เงินที่ฝ่ายหนึ่งจ่ายให้อีกฝ่ายหลังหย่าเพื่อประทังชีวิต และเงินที่บิดามารดาจ่ายเพื่อเลี้ยงดูบุตร ท่านที่กำลังหย่าหรือเพิ่งหย่ามักถามว่า "ฉันเรียกค่าเลี้ยงดูได้ไหม" โดยไม่รู้ว่าสิทธิแต่ละอย่างมีเงื่อนไขต่างกัน บางอย่างหมดไปถ้าไม่เรียกในคดีหย่า บางอย่างสละไม่ได้เลย

คู่มือนี้อธิบายความต่างของสามสิทธิ เรื่องที่ศาลดูเวลากำหนดจำนวน และวิธีเขียนข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ชัด ส่วนภาพรวมของการหย่าและสินสมรสอยู่ในคู่มือฟ้องหย่า แบ่งสินสมรส และสิทธิเลี้ยงดูบุตร และเรื่องอีกฝ่ายหยุดจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรอยู่ในคู่มือไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ทำอย่างไร ที่นี่เน้นเฉพาะการแยกสิทธิและการเขียนข้อตกลง

คำตอบหลัก

ค่าเลี้ยงชีพคู่สมรสหลังหย่าและค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นคนละสิทธิ ผู้เรียกต่างกัน เงื่อนไขต่างกัน และสิ้นสุดต่างกัน ค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิของบุตรและสละไม่ได้ ส่วนค่าเลี้ยงชีพเรียกได้เฉพาะเมื่อเหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายฝ่ายเดียวและการหย่าทำให้ผู้เรียกยากจนลง และต้องเรียกในคดีหย่านั้นเอง

หลักกฎหมาย มาตรา 1526 กำหนดว่าในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้ ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ สิทธิเรียกร้องนี้สิ้นสุดถ้าไม่ได้ฟ้องหรือฟ้องแย้งในคดีหย่านั้น มาตรา 1528 กำหนดว่าถ้าฝ่ายที่รับค่าเลี้ยงชีพสมรสใหม่ สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพย่อมหมดไป ระหว่างสมรส สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน (มาตรา 1461) เรื่องจำนวนค่าอุปการะ มาตรา 1598/38 ให้เรียกกันได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะไม่ได้รับหรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี มาตรา 1598/39 ให้ศาลแก้ไขได้เมื่อพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีเปลี่ยนแปลง และมาตรา 1598/41 ห้ามสละหรือโอนสิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดู และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี

มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา สิ่งที่พบบ่อยคือคนเข้าใจว่า "หย่าแล้วต้องได้เงินเลี้ยงชีพ" หรือในทางกลับกันว่า "ตกลงกันไม่เอาอะไรแล้ว ก็จบ" ทั้งสองอย่างไม่ตรงกับตัวบท ค่าเลี้ยงชีพไม่ใช่สิทธิอัตโนมัติ ศาลมีดุลพินิจ และต้องมีเหตุหย่าที่เป็นความผิดของอีกฝ่ายฝ่ายเดียว ส่วนค่าเลี้ยงดูบุตรจะตกลงว่าไม่ต้องจ่ายไม่ได้ ก่อนยื่นหรือก่อนเซ็นสัญญาหย่า ควรแยกให้ออกว่ากำลังคุยเรื่องสิทธิไหน

ตัวอย่างสมมติ นภากับธนาอยู่กินกันที่ขอนแก่นมา 14 ปี มีลูกชายหนึ่งคน อายุ 8 ปี นภาลดงานประจำมาดูแลลูกและช่วยงานร้านของครอบครัวโดยไม่ได้รับเงินเดือนมาหลายปี ธนามีรายได้ประจำและมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นจนนภายื่นฟ้องหย่า เราใช้ครอบครัวนี้เป็นตัวอย่างตลอดคู่มือ

1. ค่าเลี้ยงชีพ ค่าอุปการะระหว่างสมรส และค่าเลี้ยงดูบุตร ต่างกันอย่างไร

ศัพท์ที่ใช้กันปะปนมาก ภาษากฎหมายใช้ "ค่าเลี้ยงชีพ" สำหรับเงินที่จ่ายให้คู่สมรสหลังหย่า และ "ค่าอุปการะเลี้ยงดู" สำหรับหน้าที่เลี้ยงดูกันระหว่างสมรสหรือระหว่างบิดามารดากับบุตร ตารางนี้เทียบสามสิทธิ

หัวข้อค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า (มาตรา 1526)ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสมรส (มาตรา 1461, 1598/38)ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร (มาตรา 1522, 1564, 1598/38)
ใครเรียกคู่สมรสที่ยากจนลงเพราะการหย่าคู่สมรสที่ไม่ได้รับอุปการะหรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพบุตร โดยผู้ปกครองหรือผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้เรียกแทน
เงื่อนไขทางกฎหมายเหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายฝ่ายเดียว การหย่าทำให้ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือการงานที่เคยทำระหว่างสมรส และต้องเรียกในคดีหย่ายังเป็นสามีภริยากันอยู่ และฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะไม่ได้รับหรือได้ไม่พอบุตรยังเป็นผู้เยาว์ และบิดามารดามีหน้าที่เลี้ยงดู ไม่ต้องพิสูจน์ความผิดของฝ่ายใด
ศาลใช้ดุลพินิจอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้อาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้คำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และประโยชน์ของบุตร
สิ้นสุดเมื่อใดเมื่อผู้รับสมรสใหม่ (มาตรา 1528) หรือเมื่อศาลแก้ไขเพิกถอนตามมาตรา 1598/39เมื่อการสมรสสิ้นสุด หรือเมื่อเหตุที่ต้องอุปการะหมดไปตามที่ตกลงหรือศาลกำหนด และตามกฎหมายเมื่อบุตรไม่ต้องได้รับอุปการะแล้ว
ขอเปลี่ยนภายหลังได้หรือไม่ได้ตามมาตรา 1598/39 เมื่อพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะเปลี่ยน (มาตรา 1526 ให้ใช้โดยอนุโลม)ได้ตามมาตรา 1598/39ได้ตามมาตรา 1598/39
สละได้หรือไม่สิทธิรับค่าอุปการะสละไม่ได้ตามมาตรา 1598/41 ซึ่งมาตรา 1526 ให้ใช้โดยอนุโลม แต่สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพยังต้องเรียกในคดีหย่าสละไม่ได้ตามมาตรา 1598/41สละไม่ได้ตามมาตรา 1598/41

อ่านตารางให้ครบสองข้อ ข้อแรก ค่าเลี้ยงชีพมีเงื่อนไขหนักกว่าค่าเลี้ยงดูบุตร เพราะต้องมีความผิดฝ่ายเดียวและต้องยากจนลง ข้อสอง ค่าเลี้ยงดูบุตรไม่ขึ้นกับว่าใครผิด ศาลให้ได้แม้ฝ่ายที่ขอเป็นฝ่ายที่ผิดเอง เพราะเป็นสิทธิของบุตร

ในตัวอย่างสมมติ นภามีลูกที่ต้องเลี้ยง จึงเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรจากธนาได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด ส่วนค่าเลี้ยงชีพของนภาเอง ต้องพิสูจน์ว่าเหตุหย่าเป็นความผิดของธนาฝ่ายเดียว และว่าการหย่าทำให้นภายากจนลง

2. ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าตามมาตรา 1526 มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

มาตรา 1526 มีเงื่อนไขซ้อนกันหลายชั้น

  • คดีหย่า ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรานี้เป็นเรื่องที่เรียกในคดีหย่า ไม่ใช่การเรียกลอย ๆ หลังจากคดีจบ
  • เหตุหย่าเป็นความผิดของฝ่ายเดียว ถ้าทั้งสองฝ่ายมีส่วนผิด เงื่อนไขนี้ไม่ครบ ผู้ที่ถูกฟ้องจึงมักต่อสู้ว่าอีกฝ่ายมีส่วนผิดด้วย ความผิดที่ศาลพิจารณามาจากเหตุหย่าตามมาตรา 1516 เช่น การมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น
  • การหย่าทำให้ยากจนลง ผู้เรียกต้องแสดงว่าไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส ไม่ใช่เพียงว่ารายได้ลดลงเล็กน้อย
  • ดุลพินิจของศาล แม้ครบทุกข้อ ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ
  • ต้องเรียกในคดีหย่า สิทธิเรียกร้องสิ้นสุดถ้าไม่ได้ฟ้องหรือฟ้องแย้งในคดีหย่านั้น ฝ่ายที่ถูกฟ้องหย่าและตั้งใจจะเรียกค่าเลี้ยงชีพต้องทำเป็นฟ้องแย้งในคดีเดียวกัน
  • สิ้นสุดเมื่อสมรสใหม่ มาตรา 1528 กำหนดว่าถ้าฝ่ายที่รับค่าเลี้ยงชีพสมรสใหม่ สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพย่อมหมดไป

ถ้าหย่าโดยความยินยอม ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ไม่ใช่สิ่งที่ศาลจะกำหนดให้เอง เพราะไม่มีการพิสูจน์ความผิด ค่าเลี้ยงชีพจึงมีได้เมื่อคู่สมรสตกลงกันเอง มาตรา 1520 วางหลักว่าการหย่าโดยความยินยอมต้องทำความตกลงเป็นหนังสือในเรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร และมาตรา 1522 กำหนดให้ตกลงกันในสัญญาหย่าเรื่องจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ส่วนค่าเลี้ยงชีพของคู่สมรส ตัวบทไม่ได้กำหนดแบบไว้เป็นพิเศษ เราแนะนำให้เขียนเป็นหนังสือในสัญญาหย่า (ดูหัวข้อ 5) เพราะจะพิสูจน์ได้ง่ายและมีความชัดเจนเรื่องจำนวนและเวลา

ถ้านภาคิดจะเรียกค่าเลี้ยงชีพ เธอไม่ควรรอให้คดีหย่าจบ ต้องปรึกษาทนายความก่อนยื่นคำให้การหรือคำฟ้องแย้ง และเตรียมหลักฐานตามหัวข้อ 3

3. ข้อเท็จจริงอะไรที่ใช้ตัดสินจำนวน

ตัวบทไม่ได้กำหนดสูตรหรือตัวเลข ศาลดูสถานการณ์จริงของทั้งสองฝ่าย เราจึงไม่ให้ตัวเลขเฉลี่ย เพราะแต่ละครอบครัวต่างกันมาก สิ่งที่ควรเตรียมมีดังนี้

ฝ่ายผู้ให้ (ความสามารถของผู้มีหน้าที่)

  • สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองรายได้ และใบแสดงรายการหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง ถ้าเป็นเจ้าของกิจการให้ดูงบการเงิน ใบกำกับภาษี และรายการเดินบัญชีของกิจการ
  • รายได้อื่น เช่น ค่าเช่า เงินปันผล ดอกเบี้ย โบนัส
  • ภาระของผู้ให้เอง เช่น หนี้ผ่อนบ้านและรถ บุตรอื่น และบิดามารดาที่ต้องดูแล
  • ระดับการใช้ชีวิตที่เห็นได้จากหลักฐานที่ได้มาโดยชอบ เช่น ทรัพย์สินที่ปรากฏในสินสมรส ซึ่งมักปรากฏในคดีแบ่งสินสมรสอยู่แล้ว

ฝ่ายผู้รับ (ฐานะและความจำเป็น)

  • รายได้และรายจ่ายประจำเดือนของตนเองและบุตร เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่ารักษา ค่าเดินทาง
  • ช่วงเวลาที่ออกจากงานหรือลดงานเพื่อเลี้ยงลูกหรือทำงานบ้าน และการที่รายได้ตกอยู่ในช่วงใด
  • สุขภาพและอายุ ซึ่งมีผลต่อโอกาสหางาน ถ้ามีใบรับรองแพทย์ให้เก็บไว้
  • ความสามารถในการประกอบอาชีพ คุณวุฒิ และโอกาสหางานในพื้นที่
  • หน้าที่ดูแลบุตร เช่น บุตรเล็กที่ต้องมีผู้ดูแลตลอด

สิ่งที่ไม่ควรทำ อย่าเข้าถึงบัญชีธนาคาร โทรศัพท์ หรืออีเมลของอีกฝ่ายโดยไม่มีอำนาจ เพราะอาจผิดกฎหมายอาญา พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 5 ถึง 7 และ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ถ้าท่านต้องการเอกสารทางการเงินของอีกฝ่าย ให้ขอผ่านทนายความและกระบวนการของศาล เช่น ขอให้ศาลมีหมายเรียกเอกสารจากธนาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าบันทึกเสียงหรือโพสต์เรื่องของอีกฝ่ายเพื่อประจาน เพราะจะเสียรูปคดี

ในตัวอย่างสมมติ นภามีหลักฐานว่าลดงานมา 6 ปีเพื่อเลี้ยงลูกและช่วยงานร้านโดยไม่มีรายได้เป็นของตนเอง ธนามีรายได้ประจำ ศาลจะดูทั้งสองข้างประกอบกัน และการมีบุตรเล็กอยู่ในความดูแลของนภาก็มีผลต่อทั้งค่าเลี้ยงดูบุตรและความสามารถในการหางานของนภา

4. ค่าเลี้ยงดูบุตรตกลงกันเองได้แค่ไหน และทำไมสละไม่ได้

มาตรา 1598/41 ห้ามสละหรือโอนสิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดู และสิทธินี้ไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี ผลคือ

  • ข้อความในสัญญาหย่าว่า "ฝ่ายหญิงไม่เรียกค่าเลี้ยงดูบุตรอีก" หรือ "ฝ่ายชายไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร" ไม่น่าถือว่าตัดสิทธิของบุตรได้ บุตรหรือผู้ใช้อำนาจปกครองยังขอให้ศาลกำหนดค่าอุปการะในภายหลังได้
  • การตกลงจำนวนเงินที่ชัดเจนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มาตรา 1522 ให้คู่หย่าโดยความยินยอมตกลงกันในสัญญาหย่าว่าใครจะออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเท่าใด ข้อตกลงที่มีจำนวนและวิธีจ่ายชัดเจนและเหมาะสมกับรายได้เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย แต่ถ้าเปลี่ยนไปมาก เช่น รายได้เปลี่ยน บุตรเข้าโรงเรียน หรือมีค่ารักษาพยาบาล ศาลยังปรับตามมาตรา 1598/39 ได้
  • ถ้าสัญญาหย่าไม่ได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หรือหย่าโดยคำพิพากษา ศาลเป็นผู้กำหนด (มาตรา 1522)
  • ถ้าช่วงหนึ่งผู้จ่ายไม่มีความสามารถจ่าย ก็ไม่ได้หมายความว่าสิทธิของบุตรหมดไปถาวร ถ้าภายหลังฐานะดีขึ้น ผู้ใช้อำนาจปกครองยังขอให้ศาลแก้ไขตามมาตรา 1598/39 ได้

เรื่องการสละสิทธิค่าเลี้ยงชีพของคู่สมรส มาตรา 1526 ให้นำมาตรา 1598/41 มาใช้โดยอนุโลม จึงควรระวังข้อความที่เขียนว่าตัดสิทธิอย่างเด็ดขาดตลอดไป หากต้องการให้จบเรื่อง ควรปรึกษาทนายความถึงวิธีเขียนให้ชัดและไม่ขัดกฎหมาย เช่น การตกลงชำระเป็นก้อนหรือเป็นงวดตามจำนวนที่ระบุ ซึ่งเป็นการกำหนดจำนวน ไม่ใช่การสละสิทธิ

5. เขียนลงในสัญญาหย่าที่จดทะเบียนอย่างไร

เมื่อหย่าโดยความยินยอมที่อำเภอ ควรทำสัญญาหย่าหรือบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า และแยกข้อตกลงสองเรื่องออกจากกัน เพราะฐานสิทธิ ระยะเวลา และสิ้นสุดต่างกัน

  • ค่าเลี้ยงดูบุตร ระบุชื่อบุตร ผู้ใช้อำนาจปกครอง จำนวนเงินต่อเดือน วันที่จ่าย บัญชีรับเงิน ค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล การปรับตามรายได้หรือค่าครองชีพ และเวลาที่สิ้นสุด
  • ค่าเลี้ยงชีพ ระบุว่าตกลงให้หรือไม่ ถ้าให้ จ่ายเป็นรายเดือนหรือก้อน ระยะเวลาเท่าใด และเงื่อนไขเมื่อผู้รับสมรสใหม่
  • วิธีชำระ โอนเข้าบัญชีโดยตรงและเก็บสลิป ไม่จ่ายเป็นเงินสดโดยไม่มีหลักฐาน
  • การปรับรายปี กำหนดวิธีปรับที่ตรวจสอบได้ เช่น ปรับตามเปอร์เซ็นต์ที่ตกลง หรือตามดัชนีผู้บริโภค ปีละหนึ่งครั้ง
  • สมรสใหม่ ระบุว่าถ้าผู้รับค่าเลี้ยงชีพสมรสใหม่ ให้หยุดจ่ายตามมาตรา 1528 และให้แจ้งอีกฝ่ายเป็นหนังสือภายในเวลาที่กำหนด
  • ผิดนัด ระบุเบี้ยปรับหรือดอกเบี้ยผิดนัด และวิธีแจ้ง ถ้าไม่จ่าย อีกฝ่ายจะบังคับตามสัญญาได้
  • แก้ไขตามพฤติการณ์ บันทึกว่าคู่สัญญาขอให้ศาลแก้ได้ตามมาตรา 1598/39 เมื่อรายได้หรือฐานะเปลี่ยน

ตัวอย่างข้อความ (ปรับตามสถานการณ์จริง ควรให้ทนายความตรวจก่อนเซ็น)

ข้อ 1 ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
1.1 ฝ่ายชายตกลงชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรชื่อ ______ เดือนละ ______ บาท
    ภายในวันที่ ____ ของทุกเดือน โดยโอนเข้าบัญชีเลขที่ ______ ของฝ่ายหญิง
1.2 ค่าเล่าเรียนและค่ารักษาพยาบาลที่จำเป็น ทั้งสองฝ่ายจะออกค่าใช้จ่ายส่วนละ ____ %
    โดยเก็บใบเสร็จแสดงต่อกัน
1.3 ปรับจำนวนตามข้อ 1.1 ปีละหนึ่งครั้งในเดือน ______ ตามอัตรา ______
1.4 ข้อตกลงนี้ไม่ตัดสิทธิของบุตรที่จะขอให้ศาลกำหนดหรือแก้ไขค่าอุปการะ
    ตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนไป

ข้อ 2 ค่าเลี้ยงชีพของฝ่ายหญิง (ถ้าตกลงให้)
2.1 ฝ่ายชายตกลงชำระค่าเลี้ยงชีพเดือนละ ______ บาท เป็นเวลา ____ เดือน
    โดยโอนเข้าบัญชีเลขที่ ______
2.2 ค่าเลี้ยงชีพตามข้อ 2.1 สิ้นสุดเมื่อฝ่ายหญิงสมรสใหม่ ฝ่ายหญิงจะแจ้งเป็นหนังสือ
    ภายใน ____ วัน นับแต่วันจดทะเบียนสมรส
2.3 ทั้งสองฝ่ายขอให้ศาลมีอำนาจแก้ไขจำนวนตามข้อ 2.1 เมื่อรายได้หรือฐานะเปลี่ยนแปลง

ข้อ 3 การผิดนัด
3.1 ถ้าชำระล่าช้าเกิน ____ วัน ฝ่ายที่ผิดนัดจะเสียดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ ____ ต่อปี
    ของจำนวนที่ค้าง
3.2 ผู้รับมีสิทธิเรียกร้องและฟ้องบังคับตามข้อตกลงนี้

หลังเซ็น ควรเก็บสำเนาข้อตกลงและให้แน่ใจว่าข้อความที่อำเภอบันทึกตรงกับสัญญาที่ทำกันจริง และถ้าท่านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ดูเรื่องการเดินทางและย้ายถิ่นของบุตรที่คู่มือการพาบุตรไปต่างประเทศและความยินยอมของผู้ปกครอง

6. สมรสใหม่ รายได้เปลี่ยน และขอเพิ่มหรือลดภายหลัง

  • ผู้รับสมรสใหม่ สำหรับค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 สิทธิหมดไปตามมาตรา 1528 แต่ค่าเลี้ยงดูบุตรไม่หมดเพราะผู้ปกครองสมรสใหม่ เพราะเป็นสิทธิของบุตร
  • ผู้จ่ายตกงานหรือมีภาระเพิ่ม อย่าหยุดจ่ายเองโดยไม่แจ้ง ให้รวบรวมหลักฐานรายได้ที่ลดลงและยื่นขอให้ศาลแก้ไขตามมาตรา 1598/39 ศาลอาจลด เพิ่ม เพิกถอน หรือกลับให้ค่าอุปการะอีกก็ได้ ตามพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีที่เปลี่ยนไป
  • ผู้รับต้องการเพิ่ม เช่น บุตรเข้าโรงเรียนที่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น หรือผู้จ่ายมีรายได้มากขึ้น ให้เตรียมหลักฐานรายจ่ายและรายได้ที่เปลี่ยนไปเช่นกัน
  • ข้อตกลงที่ทำนอกศาล ถ้าตกลงกันเปลี่ยนจำนวนนอกศาล ควรทำเป็นหนังสือและเก็บหลักฐานการโอน เพราะบุตรไม่ได้เป็นคู่สัญญาและศาลยังพิจารณาประโยชน์ของบุตรเป็นหลัก

ในตัวอย่างสมมติ ถ้าสามปีต่อมาธนาย้ายงานและรายได้ลดลง เขาควรทำหนังสือแจ้งนภาพร้อมเอกสาร และถ้าตกลงกันไม่ได้ จึงยื่นคำร้องต่อศาล ไม่ควรลดการโอนเงินเองโดยไม่แจ้ง

7. ถ้าอีกฝ่ายไม่จ่าย

ทางเลือกขึ้นอยู่กับว่ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลหรือไม่

  • มีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ใช้การบังคับคดี เช่น สืบทรัพย์และยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามกระบวนการ ดูภาพรวมที่คู่มือทวงหนี้ ฟ้องลูกหนี้ และบังคับคดี
  • มีแต่สัญญาหย่าหรือข้อตกลง อาจฟ้องให้ชำระตามข้อตกลง ซึ่งมีเงื่อนไขด้านหลักฐานและอายุความ หรือขอให้ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1522
  • ค่าเลี้ยงดูบุตรโดยเฉพาะ ดูรายละเอียดที่คู่มือไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ทำอย่างไร

ระหว่างนั้นเก็บหลักฐานการโอนที่ผ่านมา ข้อความทวงถาม และสัญญา อย่าใช้การพาบุตรไปซ่อนหรือไม่ให้อีกฝ่ายพบบุตรเพื่อกดดันให้จ่ายเงิน เพราะทำให้เสียรูปคดี

8. เช็กลิสต์ก่อนตกลงหรือยื่นเรียก

ตรวจสิทธิ

  • แยกได้ว่ากำลังเรียกค่าเลี้ยงชีพของตนเอง ค่าอุปการะระหว่างสมรส หรือค่าเลี้ยงดูบุตร
  • ตรวจแล้วว่าเหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายฝ่ายเดียวหรือไม่ ถ้าจะเรียกค่าเลี้ยงชีพ
  • ตัดสินใจแล้วว่าจะเรียกค่าเลี้ยงชีพในคดีหย่า (ฟ้องหรือฟ้องแย้ง) ก่อนคดีจบ

หลักฐานด้านรายได้และความจำเป็น

  • รวบรวมสลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชี และเอกสารภาษีของตนเอง
  • ขอเอกสารของอีกฝ่ายผ่านทนายหรือศาล ไม่เข้าถึงบัญชีหรืออุปกรณ์ของอีกฝ่ายเอง
  • ทำตารางรายจ่ายประจำเดือนของตนเองและบุตร พร้อมใบเสร็จ
  • เก็บหลักฐานช่วงที่ออกจากงานหรือลดงานเพื่อดูแลครอบครัว และใบรับรองแพทย์ถ้ามี

สัญญาหย่า

  • เขียนค่าเลี้ยงดูบุตรและค่าเลี้ยงชีพแยกกันเป็นคนละข้อ
  • ระบุจำนวน วันจ่าย บัญชี ผู้ออกค่าใช้จ่ายพิเศษ และเวลาสิ้นสุด
  • กำหนดวิธีปรับรายปีและขั้นตอนขอให้ศาลแก้ไขเมื่อพฤติการณ์เปลี่ยน
  • เขียนเรื่องสมรสใหม่ของผู้รับค่าเลี้ยงชีพ
  • เขียนเรื่องผิดนัด ดอกเบี้ย และการบังคับ
  • ไม่มีข้อความว่า "ไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร" และให้ทนายตรวจก่อนเซ็น

อ่านเพิ่มเติม

ค่าเลี้ยงชีพและค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นคนละสิทธิ ค่าเลี้ยงชีพต้องเรียกในคดีหย่าและขึ้นกับดุลพินิจของศาล ส่วนค่าเลี้ยงดูบุตรสละไม่ได้ ท่านจึงควรแยกสองเรื่องออกจากกันตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญาหย่า

เราช่วยประเมินว่าท่านมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหรือค่าเลี้ยงดูบุตรหรือไม่ เตรียมคำฟ้องหรือฟ้องแย้งในคดีหย่า ร่างข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า และดำเนินการเมื่ออีกฝ่ายไม่จ่าย ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ งานคดีครอบครัว


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

ค่าเลี้ยงชีพคู่สมรสกับค่าเลี้ยงดูบุตรต่างกันอย่างไร+

ต่างกันที่ผู้เรียกและฐานสิทธิ ค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิของบุตร มีพื้นฐานจากหน้าที่ของบิดามารดาตามมาตรา 1564 และเรื่องกำหนดจำนวนเมื่อหย่าอยู่ในมาตรา 1522 ส่วนค่าเลี้ยงชีพเป็นสิทธิของคู่สมรสฝ่ายที่ยากจนลงเพราะการหย่าซึ่งเกิดจากความผิดของอีกฝ่ายฝ่ายเดียวตามมาตรา 1526 ดูตารางในหัวข้อ 1

ถ้าไม่ได้เรียกค่าเลี้ยงชีพในคดีหย่า ยังเรียกทีหลังได้หรือไม่+

ตามมาตรา 1526 สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพสิ้นสุดลงถ้าไม่ได้ฟ้องหรือฟ้องแย้งในคดีหย่านั้น จึงต้องตัดสินใจและบรรจุคำขอไว้ในคดีหย่า ไม่ควรรอจนศาลพิพากษาแล้ว ดูหัวข้อ 2

ผู้รับค่าเลี้ยงชีพสมรสใหม่แล้วจะเป็นอย่างไร+

มาตรา 1528 บัญญัติว่าถ้าฝ่ายที่รับค่าเลี้ยงชีพสมรสใหม่ สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพย่อมหมดไป ผู้จ่ายควรตรวจข้อเท็จจริงการสมรสใหม่ก่อนหยุดจ่าย และถ้ามีข้อตกลงต่างหากในสัญญาหย่า ให้ดูถ้อยคำของข้อตกลงนั้นร่วมด้วย ดูหัวข้อ 2 และ 6

ทำสัญญาหย่าว่าอีกฝ่ายไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ใช้บังคับได้หรือไม่+

ไม่ควรเชื่อว่าใช้บังคับได้ มาตรา 1598/41 ระบุว่าสิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูจะสละหรือโอนมิได้และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี และศาลพิจารณาประโยชน์ของบุตรเป็นหลัก การตกลงจำนวนเงินที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่างจากการตกลงว่าจะไม่จ่ายเลย ดูหัวข้อ 4

ถ้าอีกฝ่ายไม่จ่ายตามสัญญาหย่าหรือคำพิพากษา ทำอะไรได้+

ถ้ามีคำพิพากษาให้บังคับคดีตามคำพิพากษา ถ้าเป็นข้อตกลงที่ไม่มีคำพิพากษา อาจฟ้องบังคับตามข้อตกลงหรือขอให้ศาลกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ ดูคู่มือเรื่องอีกฝ่ายไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรและคู่มือบังคับคดีที่ลิงก์ไว้ในหัวข้อ 7

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา