คำว่า "ค่าเลี้ยงดู" ที่คนพูดกันตอนหย่ารวมของสามอย่างที่กฎหมายแยกไว้ คือ เงินที่คู่สมรสช่วยกันเลี้ยงดูขณะยังสมรสอยู่ เงินที่ฝ่ายหนึ่งจ่ายให้อีกฝ่ายหลังหย่าเพื่อประทังชีวิต และเงินที่บิดามารดาจ่ายเพื่อเลี้ยงดูบุตร ท่านที่กำลังหย่าหรือเพิ่งหย่ามักถามว่า "ฉันเรียกค่าเลี้ยงดูได้ไหม" โดยไม่รู้ว่าสิทธิแต่ละอย่างมีเงื่อนไขต่างกัน บางอย่างหมดไปถ้าไม่เรียกในคดีหย่า บางอย่างสละไม่ได้เลย
คู่มือนี้อธิบายความต่างของสามสิทธิ เรื่องที่ศาลดูเวลากำหนดจำนวน และวิธีเขียนข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ชัด ส่วนภาพรวมของการหย่าและสินสมรสอยู่ในคู่มือฟ้องหย่า แบ่งสินสมรส และสิทธิเลี้ยงดูบุตร และเรื่องอีกฝ่ายหยุดจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรอยู่ในคู่มือไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ทำอย่างไร ที่นี่เน้นเฉพาะการแยกสิทธิและการเขียนข้อตกลง
คำตอบหลัก
ค่าเลี้ยงชีพคู่สมรสหลังหย่าและค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นคนละสิทธิ ผู้เรียกต่างกัน เงื่อนไขต่างกัน และสิ้นสุดต่างกัน ค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิของบุตรและสละไม่ได้ ส่วนค่าเลี้ยงชีพเรียกได้เฉพาะเมื่อเหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายฝ่ายเดียวและการหย่าทำให้ผู้เรียกยากจนลง และต้องเรียกในคดีหย่านั้นเอง
หลักกฎหมาย มาตรา 1526 กำหนดว่าในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้ ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ สิทธิเรียกร้องนี้สิ้นสุดถ้าไม่ได้ฟ้องหรือฟ้องแย้งในคดีหย่านั้น มาตรา 1528 กำหนดว่าถ้าฝ่ายที่รับค่าเลี้ยงชีพสมรสใหม่ สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพย่อมหมดไป ระหว่างสมรส สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน (มาตรา 1461) เรื่องจำนวนค่าอุปการะ มาตรา 1598/38 ให้เรียกกันได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะไม่ได้รับหรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี มาตรา 1598/39 ให้ศาลแก้ไขได้เมื่อพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีเปลี่ยนแปลง และมาตรา 1598/41 ห้ามสละหรือโอนสิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดู และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี
มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา สิ่งที่พบบ่อยคือคนเข้าใจว่า "หย่าแล้วต้องได้เงินเลี้ยงชีพ" หรือในทางกลับกันว่า "ตกลงกันไม่เอาอะไรแล้ว ก็จบ" ทั้งสองอย่างไม่ตรงกับตัวบท ค่าเลี้ยงชีพไม่ใช่สิทธิอัตโนมัติ ศาลมีดุลพินิจ และต้องมีเหตุหย่าที่เป็นความผิดของอีกฝ่ายฝ่ายเดียว ส่วนค่าเลี้ยงดูบุตรจะตกลงว่าไม่ต้องจ่ายไม่ได้ ก่อนยื่นหรือก่อนเซ็นสัญญาหย่า ควรแยกให้ออกว่ากำลังคุยเรื่องสิทธิไหน
ตัวอย่างสมมติ นภากับธนาอยู่กินกันที่ขอนแก่นมา 14 ปี มีลูกชายหนึ่งคน อายุ 8 ปี นภาลดงานประจำมาดูแลลูกและช่วยงานร้านของครอบครัวโดยไม่ได้รับเงินเดือนมาหลายปี ธนามีรายได้ประจำและมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นจนนภายื่นฟ้องหย่า เราใช้ครอบครัวนี้เป็นตัวอย่างตลอดคู่มือ
1. ค่าเลี้ยงชีพ ค่าอุปการะระหว่างสมรส และค่าเลี้ยงดูบุตร ต่างกันอย่างไร
ศัพท์ที่ใช้กันปะปนมาก ภาษากฎหมายใช้ "ค่าเลี้ยงชีพ" สำหรับเงินที่จ่ายให้คู่สมรสหลังหย่า และ "ค่าอุปการะเลี้ยงดู" สำหรับหน้าที่เลี้ยงดูกันระหว่างสมรสหรือระหว่างบิดามารดากับบุตร ตารางนี้เทียบสามสิทธิ
| หัวข้อ | ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า (มาตรา 1526) | ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสมรส (มาตรา 1461, 1598/38) | ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร (มาตรา 1522, 1564, 1598/38) |
|---|---|---|---|
| ใครเรียก | คู่สมรสที่ยากจนลงเพราะการหย่า | คู่สมรสที่ไม่ได้รับอุปการะหรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ | บุตร โดยผู้ปกครองหรือผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้เรียกแทน |
| เงื่อนไขทางกฎหมาย | เหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายฝ่ายเดียว การหย่าทำให้ยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือการงานที่เคยทำระหว่างสมรส และต้องเรียกในคดีหย่า | ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ และฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะไม่ได้รับหรือได้ไม่พอ | บุตรยังเป็นผู้เยาว์ และบิดามารดามีหน้าที่เลี้ยงดู ไม่ต้องพิสูจน์ความผิดของฝ่ายใด |
| ศาลใช้ดุลพินิจ | อาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ | อาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ | คำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และประโยชน์ของบุตร |
| สิ้นสุดเมื่อใด | เมื่อผู้รับสมรสใหม่ (มาตรา 1528) หรือเมื่อศาลแก้ไขเพิกถอนตามมาตรา 1598/39 | เมื่อการสมรสสิ้นสุด หรือเมื่อเหตุที่ต้องอุปการะหมดไป | ตามที่ตกลงหรือศาลกำหนด และตามกฎหมายเมื่อบุตรไม่ต้องได้รับอุปการะแล้ว |
| ขอเปลี่ยนภายหลังได้หรือไม่ | ได้ตามมาตรา 1598/39 เมื่อพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะเปลี่ยน (มาตรา 1526 ให้ใช้โดยอนุโลม) | ได้ตามมาตรา 1598/39 | ได้ตามมาตรา 1598/39 |
| สละได้หรือไม่ | สิทธิรับค่าอุปการะสละไม่ได้ตามมาตรา 1598/41 ซึ่งมาตรา 1526 ให้ใช้โดยอนุโลม แต่สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพยังต้องเรียกในคดีหย่า | สละไม่ได้ตามมาตรา 1598/41 | สละไม่ได้ตามมาตรา 1598/41 |
อ่านตารางให้ครบสองข้อ ข้อแรก ค่าเลี้ยงชีพมีเงื่อนไขหนักกว่าค่าเลี้ยงดูบุตร เพราะต้องมีความผิดฝ่ายเดียวและต้องยากจนลง ข้อสอง ค่าเลี้ยงดูบุตรไม่ขึ้นกับว่าใครผิด ศาลให้ได้แม้ฝ่ายที่ขอเป็นฝ่ายที่ผิดเอง เพราะเป็นสิทธิของบุตร
ในตัวอย่างสมมติ นภามีลูกที่ต้องเลี้ยง จึงเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรจากธนาได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด ส่วนค่าเลี้ยงชีพของนภาเอง ต้องพิสูจน์ว่าเหตุหย่าเป็นความผิดของธนาฝ่ายเดียว และว่าการหย่าทำให้นภายากจนลง
2. ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าตามมาตรา 1526 มีเงื่อนไขอะไรบ้าง
มาตรา 1526 มีเงื่อนไขซ้อนกันหลายชั้น
- คดีหย่า ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรานี้เป็นเรื่องที่เรียกในคดีหย่า ไม่ใช่การเรียกลอย ๆ หลังจากคดีจบ
- เหตุหย่าเป็นความผิดของฝ่ายเดียว ถ้าทั้งสองฝ่ายมีส่วนผิด เงื่อนไขนี้ไม่ครบ ผู้ที่ถูกฟ้องจึงมักต่อสู้ว่าอีกฝ่ายมีส่วนผิดด้วย ความผิดที่ศาลพิจารณามาจากเหตุหย่าตามมาตรา 1516 เช่น การมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น
- การหย่าทำให้ยากจนลง ผู้เรียกต้องแสดงว่าไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส ไม่ใช่เพียงว่ารายได้ลดลงเล็กน้อย
- ดุลพินิจของศาล แม้ครบทุกข้อ ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ
- ต้องเรียกในคดีหย่า สิทธิเรียกร้องสิ้นสุดถ้าไม่ได้ฟ้องหรือฟ้องแย้งในคดีหย่านั้น ฝ่ายที่ถูกฟ้องหย่าและตั้งใจจะเรียกค่าเลี้ยงชีพต้องทำเป็นฟ้องแย้งในคดีเดียวกัน
- สิ้นสุดเมื่อสมรสใหม่ มาตรา 1528 กำหนดว่าถ้าฝ่ายที่รับค่าเลี้ยงชีพสมรสใหม่ สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพย่อมหมดไป
ถ้าหย่าโดยความยินยอม ค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 ไม่ใช่สิ่งที่ศาลจะกำหนดให้เอง เพราะไม่มีการพิสูจน์ความผิด ค่าเลี้ยงชีพจึงมีได้เมื่อคู่สมรสตกลงกันเอง มาตรา 1520 วางหลักว่าการหย่าโดยความยินยอมต้องทำความตกลงเป็นหนังสือในเรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร และมาตรา 1522 กำหนดให้ตกลงกันในสัญญาหย่าเรื่องจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ส่วนค่าเลี้ยงชีพของคู่สมรส ตัวบทไม่ได้กำหนดแบบไว้เป็นพิเศษ เราแนะนำให้เขียนเป็นหนังสือในสัญญาหย่า (ดูหัวข้อ 5) เพราะจะพิสูจน์ได้ง่ายและมีความชัดเจนเรื่องจำนวนและเวลา
ถ้านภาคิดจะเรียกค่าเลี้ยงชีพ เธอไม่ควรรอให้คดีหย่าจบ ต้องปรึกษาทนายความก่อนยื่นคำให้การหรือคำฟ้องแย้ง และเตรียมหลักฐานตามหัวข้อ 3
3. ข้อเท็จจริงอะไรที่ใช้ตัดสินจำนวน
ตัวบทไม่ได้กำหนดสูตรหรือตัวเลข ศาลดูสถานการณ์จริงของทั้งสองฝ่าย เราจึงไม่ให้ตัวเลขเฉลี่ย เพราะแต่ละครอบครัวต่างกันมาก สิ่งที่ควรเตรียมมีดังนี้
ฝ่ายผู้ให้ (ความสามารถของผู้มีหน้าที่)
- สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองรายได้ และใบแสดงรายการหักภาษี ณ ที่จ่าย
- แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง ถ้าเป็นเจ้าของกิจการให้ดูงบการเงิน ใบกำกับภาษี และรายการเดินบัญชีของกิจการ
- รายได้อื่น เช่น ค่าเช่า เงินปันผล ดอกเบี้ย โบนัส
- ภาระของผู้ให้เอง เช่น หนี้ผ่อนบ้านและรถ บุตรอื่น และบิดามารดาที่ต้องดูแล
- ระดับการใช้ชีวิตที่เห็นได้จากหลักฐานที่ได้มาโดยชอบ เช่น ทรัพย์สินที่ปรากฏในสินสมรส ซึ่งมักปรากฏในคดีแบ่งสินสมรสอยู่แล้ว
ฝ่ายผู้รับ (ฐานะและความจำเป็น)
- รายได้และรายจ่ายประจำเดือนของตนเองและบุตร เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่ารักษา ค่าเดินทาง
- ช่วงเวลาที่ออกจากงานหรือลดงานเพื่อเลี้ยงลูกหรือทำงานบ้าน และการที่รายได้ตกอยู่ในช่วงใด
- สุขภาพและอายุ ซึ่งมีผลต่อโอกาสหางาน ถ้ามีใบรับรองแพทย์ให้เก็บไว้
- ความสามารถในการประกอบอาชีพ คุณวุฒิ และโอกาสหางานในพื้นที่
- หน้าที่ดูแลบุตร เช่น บุตรเล็กที่ต้องมีผู้ดูแลตลอด
สิ่งที่ไม่ควรทำ อย่าเข้าถึงบัญชีธนาคาร โทรศัพท์ หรืออีเมลของอีกฝ่ายโดยไม่มีอำนาจ เพราะอาจผิดกฎหมายอาญา พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 5 ถึง 7 และ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ถ้าท่านต้องการเอกสารทางการเงินของอีกฝ่าย ให้ขอผ่านทนายความและกระบวนการของศาล เช่น ขอให้ศาลมีหมายเรียกเอกสารจากธนาคารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าบันทึกเสียงหรือโพสต์เรื่องของอีกฝ่ายเพื่อประจาน เพราะจะเสียรูปคดี
ในตัวอย่างสมมติ นภามีหลักฐานว่าลดงานมา 6 ปีเพื่อเลี้ยงลูกและช่วยงานร้านโดยไม่มีรายได้เป็นของตนเอง ธนามีรายได้ประจำ ศาลจะดูทั้งสองข้างประกอบกัน และการมีบุตรเล็กอยู่ในความดูแลของนภาก็มีผลต่อทั้งค่าเลี้ยงดูบุตรและความสามารถในการหางานของนภา
4. ค่าเลี้ยงดูบุตรตกลงกันเองได้แค่ไหน และทำไมสละไม่ได้
มาตรา 1598/41 ห้ามสละหรือโอนสิทธิที่จะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดู และสิทธินี้ไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี ผลคือ
- ข้อความในสัญญาหย่าว่า "ฝ่ายหญิงไม่เรียกค่าเลี้ยงดูบุตรอีก" หรือ "ฝ่ายชายไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร" ไม่น่าถือว่าตัดสิทธิของบุตรได้ บุตรหรือผู้ใช้อำนาจปกครองยังขอให้ศาลกำหนดค่าอุปการะในภายหลังได้
- การตกลงจำนวนเงินที่ชัดเจนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มาตรา 1522 ให้คู่หย่าโดยความยินยอมตกลงกันในสัญญาหย่าว่าใครจะออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเท่าใด ข้อตกลงที่มีจำนวนและวิธีจ่ายชัดเจนและเหมาะสมกับรายได้เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย แต่ถ้าเปลี่ยนไปมาก เช่น รายได้เปลี่ยน บุตรเข้าโรงเรียน หรือมีค่ารักษาพยาบาล ศาลยังปรับตามมาตรา 1598/39 ได้
- ถ้าสัญญาหย่าไม่ได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หรือหย่าโดยคำพิพากษา ศาลเป็นผู้กำหนด (มาตรา 1522)
- ถ้าช่วงหนึ่งผู้จ่ายไม่มีความสามารถจ่าย ก็ไม่ได้หมายความว่าสิทธิของบุตรหมดไปถาวร ถ้าภายหลังฐานะดีขึ้น ผู้ใช้อำนาจปกครองยังขอให้ศาลแก้ไขตามมาตรา 1598/39 ได้
เรื่องการสละสิทธิค่าเลี้ยงชีพของคู่สมรส มาตรา 1526 ให้นำมาตรา 1598/41 มาใช้โดยอนุโลม จึงควรระวังข้อความที่เขียนว่าตัดสิทธิอย่างเด็ดขาดตลอดไป หากต้องการให้จบเรื่อง ควรปรึกษาทนายความถึงวิธีเขียนให้ชัดและไม่ขัดกฎหมาย เช่น การตกลงชำระเป็นก้อนหรือเป็นงวดตามจำนวนที่ระบุ ซึ่งเป็นการกำหนดจำนวน ไม่ใช่การสละสิทธิ
5. เขียนลงในสัญญาหย่าที่จดทะเบียนอย่างไร
เมื่อหย่าโดยความยินยอมที่อำเภอ ควรทำสัญญาหย่าหรือบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า และแยกข้อตกลงสองเรื่องออกจากกัน เพราะฐานสิทธิ ระยะเวลา และสิ้นสุดต่างกัน
- ค่าเลี้ยงดูบุตร ระบุชื่อบุตร ผู้ใช้อำนาจปกครอง จำนวนเงินต่อเดือน วันที่จ่าย บัญชีรับเงิน ค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล การปรับตามรายได้หรือค่าครองชีพ และเวลาที่สิ้นสุด
- ค่าเลี้ยงชีพ ระบุว่าตกลงให้หรือไม่ ถ้าให้ จ่ายเป็นรายเดือนหรือก้อน ระยะเวลาเท่าใด และเงื่อนไขเมื่อผู้รับสมรสใหม่
- วิธีชำระ โอนเข้าบัญชีโดยตรงและเก็บสลิป ไม่จ่ายเป็นเงินสดโดยไม่มีหลักฐาน
- การปรับรายปี กำหนดวิธีปรับที่ตรวจสอบได้ เช่น ปรับตามเปอร์เซ็นต์ที่ตกลง หรือตามดัชนีผู้บริโภค ปีละหนึ่งครั้ง
- สมรสใหม่ ระบุว่าถ้าผู้รับค่าเลี้ยงชีพสมรสใหม่ ให้หยุดจ่ายตามมาตรา 1528 และให้แจ้งอีกฝ่ายเป็นหนังสือภายในเวลาที่กำหนด
- ผิดนัด ระบุเบี้ยปรับหรือดอกเบี้ยผิดนัด และวิธีแจ้ง ถ้าไม่จ่าย อีกฝ่ายจะบังคับตามสัญญาได้
- แก้ไขตามพฤติการณ์ บันทึกว่าคู่สัญญาขอให้ศาลแก้ได้ตามมาตรา 1598/39 เมื่อรายได้หรือฐานะเปลี่ยน
ตัวอย่างข้อความ (ปรับตามสถานการณ์จริง ควรให้ทนายความตรวจก่อนเซ็น)
ข้อ 1 ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
1.1 ฝ่ายชายตกลงชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรชื่อ ______ เดือนละ ______ บาท
ภายในวันที่ ____ ของทุกเดือน โดยโอนเข้าบัญชีเลขที่ ______ ของฝ่ายหญิง
1.2 ค่าเล่าเรียนและค่ารักษาพยาบาลที่จำเป็น ทั้งสองฝ่ายจะออกค่าใช้จ่ายส่วนละ ____ %
โดยเก็บใบเสร็จแสดงต่อกัน
1.3 ปรับจำนวนตามข้อ 1.1 ปีละหนึ่งครั้งในเดือน ______ ตามอัตรา ______
1.4 ข้อตกลงนี้ไม่ตัดสิทธิของบุตรที่จะขอให้ศาลกำหนดหรือแก้ไขค่าอุปการะ
ตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนไป
ข้อ 2 ค่าเลี้ยงชีพของฝ่ายหญิง (ถ้าตกลงให้)
2.1 ฝ่ายชายตกลงชำระค่าเลี้ยงชีพเดือนละ ______ บาท เป็นเวลา ____ เดือน
โดยโอนเข้าบัญชีเลขที่ ______
2.2 ค่าเลี้ยงชีพตามข้อ 2.1 สิ้นสุดเมื่อฝ่ายหญิงสมรสใหม่ ฝ่ายหญิงจะแจ้งเป็นหนังสือ
ภายใน ____ วัน นับแต่วันจดทะเบียนสมรส
2.3 ทั้งสองฝ่ายขอให้ศาลมีอำนาจแก้ไขจำนวนตามข้อ 2.1 เมื่อรายได้หรือฐานะเปลี่ยนแปลง
ข้อ 3 การผิดนัด
3.1 ถ้าชำระล่าช้าเกิน ____ วัน ฝ่ายที่ผิดนัดจะเสียดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ ____ ต่อปี
ของจำนวนที่ค้าง
3.2 ผู้รับมีสิทธิเรียกร้องและฟ้องบังคับตามข้อตกลงนี้
หลังเซ็น ควรเก็บสำเนาข้อตกลงและให้แน่ใจว่าข้อความที่อำเภอบันทึกตรงกับสัญญาที่ทำกันจริง และถ้าท่านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ดูเรื่องการเดินทางและย้ายถิ่นของบุตรที่คู่มือการพาบุตรไปต่างประเทศและความยินยอมของผู้ปกครอง
6. สมรสใหม่ รายได้เปลี่ยน และขอเพิ่มหรือลดภายหลัง
- ผู้รับสมรสใหม่ สำหรับค่าเลี้ยงชีพตามมาตรา 1526 สิทธิหมดไปตามมาตรา 1528 แต่ค่าเลี้ยงดูบุตรไม่หมดเพราะผู้ปกครองสมรสใหม่ เพราะเป็นสิทธิของบุตร
- ผู้จ่ายตกงานหรือมีภาระเพิ่ม อย่าหยุดจ่ายเองโดยไม่แจ้ง ให้รวบรวมหลักฐานรายได้ที่ลดลงและยื่นขอให้ศาลแก้ไขตามมาตรา 1598/39 ศาลอาจลด เพิ่ม เพิกถอน หรือกลับให้ค่าอุปการะอีกก็ได้ ตามพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีที่เปลี่ยนไป
- ผู้รับต้องการเพิ่ม เช่น บุตรเข้าโรงเรียนที่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น หรือผู้จ่ายมีรายได้มากขึ้น ให้เตรียมหลักฐานรายจ่ายและรายได้ที่เปลี่ยนไปเช่นกัน
- ข้อตกลงที่ทำนอกศาล ถ้าตกลงกันเปลี่ยนจำนวนนอกศาล ควรทำเป็นหนังสือและเก็บหลักฐานการโอน เพราะบุตรไม่ได้เป็นคู่สัญญาและศาลยังพิจารณาประโยชน์ของบุตรเป็นหลัก
ในตัวอย่างสมมติ ถ้าสามปีต่อมาธนาย้ายงานและรายได้ลดลง เขาควรทำหนังสือแจ้งนภาพร้อมเอกสาร และถ้าตกลงกันไม่ได้ จึงยื่นคำร้องต่อศาล ไม่ควรลดการโอนเงินเองโดยไม่แจ้ง
7. ถ้าอีกฝ่ายไม่จ่าย
ทางเลือกขึ้นอยู่กับว่ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลหรือไม่
- มีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ใช้การบังคับคดี เช่น สืบทรัพย์และยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามกระบวนการ ดูภาพรวมที่คู่มือทวงหนี้ ฟ้องลูกหนี้ และบังคับคดี
- มีแต่สัญญาหย่าหรือข้อตกลง อาจฟ้องให้ชำระตามข้อตกลง ซึ่งมีเงื่อนไขด้านหลักฐานและอายุความ หรือขอให้ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1522
- ค่าเลี้ยงดูบุตรโดยเฉพาะ ดูรายละเอียดที่คู่มือไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ทำอย่างไร
ระหว่างนั้นเก็บหลักฐานการโอนที่ผ่านมา ข้อความทวงถาม และสัญญา อย่าใช้การพาบุตรไปซ่อนหรือไม่ให้อีกฝ่ายพบบุตรเพื่อกดดันให้จ่ายเงิน เพราะทำให้เสียรูปคดี
8. เช็กลิสต์ก่อนตกลงหรือยื่นเรียก
ตรวจสิทธิ
- แยกได้ว่ากำลังเรียกค่าเลี้ยงชีพของตนเอง ค่าอุปการะระหว่างสมรส หรือค่าเลี้ยงดูบุตร
- ตรวจแล้วว่าเหตุหย่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายฝ่ายเดียวหรือไม่ ถ้าจะเรียกค่าเลี้ยงชีพ
- ตัดสินใจแล้วว่าจะเรียกค่าเลี้ยงชีพในคดีหย่า (ฟ้องหรือฟ้องแย้ง) ก่อนคดีจบ
หลักฐานด้านรายได้และความจำเป็น
- รวบรวมสลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชี และเอกสารภาษีของตนเอง
- ขอเอกสารของอีกฝ่ายผ่านทนายหรือศาล ไม่เข้าถึงบัญชีหรืออุปกรณ์ของอีกฝ่ายเอง
- ทำตารางรายจ่ายประจำเดือนของตนเองและบุตร พร้อมใบเสร็จ
- เก็บหลักฐานช่วงที่ออกจากงานหรือลดงานเพื่อดูแลครอบครัว และใบรับรองแพทย์ถ้ามี
สัญญาหย่า
- เขียนค่าเลี้ยงดูบุตรและค่าเลี้ยงชีพแยกกันเป็นคนละข้อ
- ระบุจำนวน วันจ่าย บัญชี ผู้ออกค่าใช้จ่ายพิเศษ และเวลาสิ้นสุด
- กำหนดวิธีปรับรายปีและขั้นตอนขอให้ศาลแก้ไขเมื่อพฤติการณ์เปลี่ยน
- เขียนเรื่องสมรสใหม่ของผู้รับค่าเลี้ยงชีพ
- เขียนเรื่องผิดนัด ดอกเบี้ย และการบังคับ
- ไม่มีข้อความว่า "ไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร" และให้ทนายตรวจก่อนเซ็น
อ่านเพิ่มเติม
- ฟ้องหย่า แบ่งสินสมรส และสิทธิเลี้ยงดูบุตร — ภาพรวมของการหย่าและการแบ่งสินสมรส
- ไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร ทำอย่างไร — บังคับให้จ่ายและขอเพิ่มลดค่าเลี้ยงดูบุตร
- หย่ากับชาวต่างชาติในไทย — เมื่อคู่สมรสเป็นชาวต่างชาติ เขตอำนาจศาล และการรับรองคำพิพากษา
- หลักฐานคู่สมรสมีชู้และค่าทดแทนในการหย่า — เมื่อเหตุหย่าเกี่ยวกับการมีชู้
- พาบุตรไปต่างประเทศ เรียน หรือย้ายถิ่น ต้องมีความยินยอมอย่างไร — เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองต้องการย้ายหรือเดินทาง
- สัญญาก่อนสมรส ควรตกลงอะไรบ้าง — ถ้ายังไม่สมรสหรือวางแผนล่วงหน้า
- ทวงหนี้ ฟ้องลูกหนี้ และบังคับคดี — ขั้นตอนบังคับตามคำพิพากษา
ค่าเลี้ยงชีพและค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นคนละสิทธิ ค่าเลี้ยงชีพต้องเรียกในคดีหย่าและขึ้นกับดุลพินิจของศาล ส่วนค่าเลี้ยงดูบุตรสละไม่ได้ ท่านจึงควรแยกสองเรื่องออกจากกันตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญาหย่า
เราช่วยประเมินว่าท่านมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหรือค่าเลี้ยงดูบุตรหรือไม่ เตรียมคำฟ้องหรือฟ้องแย้งในคดีหย่า ร่างข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า และดำเนินการเมื่ออีกฝ่ายไม่จ่าย ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ งานคดีครอบครัว
คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

