ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
คู่มือกฎหมายครอบครัว

พาลูกไปต่างประเทศ เที่ยว เรียน หรือย้ายไปอยู่: ต้องได้รับความยินยอมจากใคร และอะไรที่ทำไม่ได้

คู่มือสำหรับพ่อแม่ที่จะพาบุตรออกนอกประเทศ แยกการเดินทางชั่วคราว การไปเรียน และการย้ายถิ่น ว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ หนังสือยินยอมเขียนอย่างไร เมื่อไรต้องรับรองหรือแปล และอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการลักพาเด็กข้ามชาติหมายถึงอะไร

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมคดีครอบครัว29 ตุลาคม 256913 นาที
พาลูกไปต่างประเทศ เที่ยว เรียน หรือย้ายไปอยู่: ต้องได้รับความยินยอมจากใคร และอะไรที่ทำไม่ได้

พ่อหรือแม่หลายคนถามคำถามเดียวกันด้วยน้ำเสียงต่างกัน บางคนถามว่า "จะพาลูกไปเที่ยวญี่ปุ่นสิบวัน ต้องให้อีกฝ่ายเซ็นไหม" บางคนถามว่า "จะส่งลูกไปเรียนต่อ" และบางคนถามเงียบ ๆ ว่า "ถ้าฉันย้ายไปอยู่กับลูกที่นั่นเลย จะผิดไหม" สามคำถามนี้ฟังคล้ายกัน แต่กฎหมายปฏิบัติต่อกันไม่เหมือนกัน เพราะ ทริปที่มีวันกลับ กับ การเปลี่ยนที่อยู่ของเด็ก เป็นคนละเรื่อง

คู่มือนี้เน้นเรื่องเดียว คือการพาบุตรออกนอกประเทศ ส่วนหลักใหญ่ของการหย่าและการแบ่งทรัพย์อ่านได้ในคู่มือฟ้องหย่าและสิทธิเลี้ยงดูบุตร เรื่องค่าเลี้ยงดูและการรับรองบุตรอยู่ในคู่มือค่าเลี้ยงดูบุตรและอำนาจปกครอง และเรื่องครอบครัวต่างสัญชาติอยู่ในคู่มือหย่ากับชาวต่างชาติในไทย ที่นี่เราไม่ซ้ำสิ่งที่คู่มือเหล่านั้นอธิบายไว้แล้ว

คำตอบหลัก

คำตอบสั้น ๆ คือ ยิ่งการเดินทางเป็นการเปลี่ยนชีวิตของเด็กมากเท่าไร ยิ่งต้องมีความยินยอมที่ชัดและเป็นลายลักษณ์อักษรมากเท่านั้น ทริปสั้นต้องมีหนังสือยินยอมและเอกสารที่ปลายทางขอ การไปเรียนต้องมีทั้งเอกสารของโรงเรียนและข้อตกลงว่าใครดูแลเด็กที่นั่น ส่วนการย้ายถิ่นต้องมีข้อตกลงของพ่อแม่ที่ชัดเจน หรือคำสั่งศาล และไม่ว่ากรณีไหน ห้ามพาไปโดยไม่บอกอีกฝ่าย

หลักกฎหมาย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) มาตรา 1566 วางหลักว่าบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา และอำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาเพียงฝ่ายเดียวเฉพาะกรณีที่มาตราบัญญัติไว้ เช่น อีกฝ่ายตาย ถูกศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับฝ่ายใด หรือบิดามารดาตกลงกันตามที่กฎหมายให้ตกลงได้ มาตรา 1567 (1) ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ กำหนดที่อยู่ของบุตร ซึ่งเป็นจุดที่เรื่องย้ายถิ่นไปชนกันพอดี ส่วนบุตรของพ่อแม่ที่ไม่ได้สมรสกัน มาตรา 1546 ให้ถือเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดาฝ่ายเดียว และมาตรา 1547 ให้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาเมื่อพ่อแม่สมรสกันภายหลัง บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร

มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา เอกสารที่ดีที่สุดคือเอกสารที่เขียนก่อนเกิดข้อพิพาท หนังสือยินยอมที่ระบุประเทศ วันไป วันกลับ และที่พัก ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจเร็วและช่วยพิสูจน์ภายหลังว่าอีกฝ่ายรู้เห็น ส่วนการย้ายถิ่น คนที่เสียหายมักไม่ใช่คนที่ถูกปฏิเสธ แต่เป็นคนที่ตัดสินใจไปก่อนแล้วค่อยขอความยินยอมทีหลัง

ตัวอย่างสมมติ คุณนิภาเป็นแม่ชาวขอนแก่น แต่งงานกับคุณเดวิดชาวต่างชาติ ทั้งสองจดทะเบียนสมรสแล้วแยกกันอยู่ ยังไม่หย่าและไม่มีคำสั่งศาล น้องภูมิอายุ 9 ปี อยู่กับแม่ที่ขอนแก่น ปีนี้คุณนิภามีสามแผน แผนแรกคือพาน้องภูมิไปเที่ยวญี่ปุ่นสิบวันช่วงปิดเทอม แผนสองคือส่งไปเรียนซัมเมอร์สกูลที่ต่างประเทศหนึ่งภาคเรียน และแผนสามคือย้ายไปอยู่ประเทศของคุณเดวิดถาวรเพราะได้งานที่นั่น เราจะใช้ครอบครัวนี้ตลอดบทความ

1. ทริปสั้น การไปเรียน และการย้ายถิ่น ต่างกันอย่างไร

สามอย่างนี้ต่างกันที่ เจตนาและเวลาที่เด็กจะอยู่ต่างประเทศ

  • ทริปชั่วคราว มีวันไปและวันกลับ ที่อยู่ประจำของเด็กยังอยู่ในไทย
  • การไปเรียน เด็กอยู่ต่างประเทศนานกว่าทริป มักต้องมีวีซ่านักเรียน เอกสารโรงเรียน และผู้ดูแลที่นั่น แต่ที่อยู่หลักของเด็กยังต้องชัดว่าอยู่ที่ใด และกลับเมื่อไร
  • การย้ายถิ่น คือการเปลี่ยนที่อยู่ประจำของเด็กไปต่างประเทศ จึงเป็นเรื่องของมาตรา 1567 (1) โดยตรง

เส้นแบ่งไม่ได้อยู่ที่ชื่อของโครงการ แต่อยู่ที่ว่าอีกฝ่ายเข้าใจและตกลงกันอย่างไร คำว่า "ไปเรียนสามเดือน" ที่กลายเป็นสามปีโดยอีกฝ่ายไม่เคยตกลง มักกลายเป็นข้อพิพาทเรื่อง "การไม่ส่งกลับ" (ดูหัวข้อ 6)

2. ใครมีอำนาจตัดสินใจเรื่องเด็ก

ก่อนทำเอกสารใด ให้ตอบคำถามนี้ก่อน

สถานการณ์ใครใช้อำนาจปกครอง (ตามหลักกฎหมาย)
พ่อแม่จดทะเบียนสมรสกัน ยังไม่หย่าใช้ร่วมกัน (มาตรา 1566)
หย่าแล้ว มีข้อตกลงหรือคำพิพากษากำหนดไว้ตามข้อตกลงหรือคำพิพากษานั้น
พ่อแม่ไม่ได้สมรสกัน และพ่อยังไม่ได้ทำให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายแม่เพียงฝ่ายเดียว (มาตรา 1546)
พ่อจดทะเบียนรับรองบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรแล้ว (มาตรา 1547)ต้องดูว่ามีข้อตกลงหรือคำสั่งศาลเรื่องอำนาจปกครองหรือไม่ ถ้ายังไม่มีควรให้ทนายประเมินเป็นรายกรณี
อีกฝ่ายถึงแก่ความตายฝ่ายที่มีชีวิตอยู่ (มาตรา 1566 วรรคสอง)

ข้อควรระวังคือ คำว่า "ได้สิทธิเลี้ยงดู" ที่คนพูดกันในชีวิตประจำวันกับคำว่า "อำนาจปกครอง" ในกฎหมายไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ถ้าท่านถือคำสั่งหรือข้อตกลงอยู่ ให้อ่านว่าเขียนไว้ว่าอย่างไรเรื่องที่อยู่ของบุตร การเดินทางไปต่างประเทศ และการติดต่อกับอีกฝ่าย เพราะบางฉบับกำหนดไว้ชัด บางฉบับเงียบ ในตัวอย่างของเรา คุณนิภาและคุณเดวิดยังจดทะเบียนสมรสและไม่มีคำสั่ง จึงเป็นกรณีใช้อำนาจปกครองร่วมกัน

3. พาสปอร์ตของเด็ก ต้องมีความยินยอมจากใคร

พาสปอร์ตเป็นด่านแรกที่พ่อแม่มักเจอ ตามข้อมูลที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตไทยเผยแพร่ สำหรับผู้เยาว์ที่อายุไม่ถึง 20 ปี โดยทั่วไป

  • บิดามารดามาแสดงตนและให้ความยินยอมทั้งสองฝ่าย
  • ถ้าฝ่ายใดมาไม่ได้ ต้องมีหนังสือยินยอมตามแบบของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งผู้ให้ความยินยอมลงชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ ถ้าอยู่ต่างประเทศทำผ่านสถานทูตหรือสถานกงสุลไทย พร้อมสำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางที่รับรองสำเนา
  • ถ้าบิดามารดาไปไม่ได้ทั้งคู่ อาจให้ผู้ใหญ่อีกคนพาเด็กไปแทนได้ แต่ต้องมีเอกสารเพิ่ม

รายละเอียดแต่ละสำนักงานหรือสถานทูตอาจต่างกัน และเอกสารที่ขอก็เปลี่ยนได้ จึงควรตรวจหน้าเว็บของกรมการกงสุลหรือสถานทูตที่จะยื่น ก่อนไปวันนัด ถ้าพ่อหรือแม่ยังไม่ได้เป็นบิดาตามกฎหมายและมีเอกสารไม่ครบ ให้ถามเจ้าหน้าที่ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่ม ไม่ควรเดาเอง

4. หนังสือยินยอมให้พาบุตรเดินทาง เขียนอย่างไร และเมื่อไรต้องรับรองหรือแปล

กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดแบบหนังสือยินยอมเดินทางสำหรับทุกทริปไว้ แต่ในทางปฏิบัติ สายการบิน ด่านตรวจคนเข้าเมือง สถานทูตเมื่อขอวีซ่า หรือโรงเรียนปลายทาง อาจขอดูหนังสือยินยอมของอีกฝ่าย การขอเอกสารนี้ล่วงหน้าจึงช่วยให้เดินทางราบรื่น และเป็นหลักฐานว่าอีกฝ่ายรู้เห็น ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้เป็นแนวทาง ปรับตามข้อเท็จจริงของท่าน

หนังสือยินยอมให้พาบุตรเดินทางไปต่างประเทศ

วันที่ [วัน/เดือน/ปี]

ข้าพเจ้า [ชื่อ-นามสกุลผู้ให้ความยินยอม] เลขที่บัตรประชาชน/หนังสือเดินทาง [เลขที่]
เป็น [บิดา/มารดา] ของ [ชื่อ-นามสกุลบุตร] วันเกิด [วัน/เดือน/ปี] หนังสือเดินทางเลขที่ [เลขที่]

ข้าพเจ้ายินยอมให้ [ชื่อ-นามสกุลผู้พาบุตรเดินทาง] ซึ่งเป็น [บิดา/มารดา/ญาติ] พาบุตรของข้าพเจ้า
เดินทางไปประเทศ [ประเทศ] ระหว่างวันที่ [วันไป] ถึงวันที่ [วันกลับ]
เพื่อ [เที่ยว/เข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน/เยี่ยมญาติ]
พักที่ [ที่อยู่หรือชื่อที่พักโดยสังเขป] ติดต่อได้ที่ [โทรศัพท์/อีเมล]

หนังสือฉบับนี้ให้ความยินยอมเฉพาะการเดินทางตามช่วงเวลาข้างต้นเท่านั้น
ไม่ใช่การยินยอมให้เปลี่ยนที่อยู่ประจำหรือให้บุตรพำนักที่ต่างประเทศเกินกว่ากำหนดนี้
บุตรจะเดินทางกลับประเทศไทยภายในวันที่ [วันกลับ]

ลงชื่อ ____________________ ผู้ให้ความยินยอม
ลงชื่อ ____________________ พยาน

เมื่อไรควรให้ทนายความหรือโนตารีปับลิกรับรอง ถ้าอีกฝ่ายอยู่คนละเมือง หรือท่านคาดว่าปลายทางจะขอเอกสารที่รับรองแล้ว การรับรองลายมือชื่อช่วยให้ผู้รับเชื่อได้มากขึ้น ถ้าเอกสารต้องใช้ในต่างประเทศ ให้ถามสถานทูตหรือโรงเรียนปลายทางก่อนว่าต้องการอย่างไร บางแห่งอาจขอรับรองหลายขั้นหรือขอฉบับแปล เมื่อใช้ภาษาไทยอย่างเดียวและปลายทางไม่ใช้ภาษาไทย ควรมีฉบับแปลคู่กัน รายละเอียดว่าเอกสารแบบไหนต้องรับรองและรับรองแล้วปลายทางจึงยอมรับอยู่ในคู่มือเอกสารที่ต้องรับรอง และท่านดูบริการรับรองเอกสารและแปลได้

ข้อห้ามสำคัญ ห้ามปลอมลายมือชื่ออีกฝ่าย ห้ามเขียนหนังสือยินยอมแทนโดยไม่ได้รับอนุญาต และห้ามเติมข้อความภายหลังว่า "ยินยอมให้ย้ายถิ่น" เอกสารที่ปลอมหรือแก้ไขทำให้ท่านต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา และยังทำลายความน่าเชื่อถือของท่านในศาล

5. ตารางเปรียบเทียบ ทริปสั้น การไปเรียน และการย้ายถิ่น

ทริปชั่วคราวไปเรียนต่างประเทศย้ายถิ่น
ลักษณะมีวันไป วันกลับ ชัดเจนพำนักนานกว่าทริป ตามหลักสูตรเปลี่ยนที่อยู่ประจำของเด็ก
ความยินยอมที่ควรมีหนังสือยินยอมจากอีกฝ่ายที่มีอำนาจปกครองร่วมหนังสือยินยอมเฉพาะเรื่องเรียน ระบุช่วงเวลาและผู้ดูแลข้อตกลงของพ่อแม่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือคำสั่งศาล
เอกสารที่มักเกี่ยวข้องพาสปอร์ต ตั๋ว หนังสือยินยอม ที่พักพาสปอร์ต เอกสารรับเข้าเรียน วีซ่านักเรียน หนังสือยินยอม ผู้ดูแลข้อตกลงหรือคำสั่งศาล เอกสารวีซ่าและถิ่นที่อยู่ของปลายทาง
จะรับรองหรือแปลเมื่อใดเมื่ออีกฝ่ายอยู่ไกลหรือปลายทางขอมักต้องรับรองและแปล ตามที่โรงเรียนหรือสถานทูตกำหนดควรรับรองและแปลเสมอ เพราะใช้ทั้งในไทยและปลายทาง
ความเสี่ยงหลักถูกถามที่ด่านเพราะไม่มีเอกสารถูกกล่าวหาว่า "ไปเรียน" แต่ไม่กลับถูกฟ้องว่าพาไปโดยไม่ชอบ และอาจเข้าอนุสัญญากรุงเฮก

ก่อนเลือกช่องไหน ให้ตรวจว่า เอกสารที่ท่านถือพอสำหรับช่องนั้นหรือไม่ หนังสือยินยอมทริปสั้นใช้เป็นข้อตกลงย้ายถิ่นไม่ได้ ในตัวอย่างของเรา แผนแรกของคุณนิภา (ญี่ปุ่นสิบวัน) ใช้หนังสือยินยอมตามหัวข้อ 4 ได้ แผนสอง (ซัมเมอร์สกูล) ต้องมีรายละเอียดเรื่องผู้ดูแลและวันกลับ ส่วนแผนสาม (ย้ายถิ่น) ต้องไปคุยกับคุณเดวิดและมีข้อตกลงหรือคำสั่งศาล

6. การย้ายถิ่น และอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการลักพาเด็กข้ามชาติ

การย้ายถิ่นต้องมีข้อตกลงหรือคำสั่งศาล เมื่อมาตรา 1567 (1) ให้สิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตรแก่ผู้ใช้อำนาจปกครอง ถ้าอำนาจปกครองเป็นของพ่อแม่ร่วมกัน การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจเปลี่ยนที่อยู่ของเด็กไปต่างประเทศโดยลำพัง เสี่ยงที่อีกฝ่ายจะถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบ ทางเลือกที่ถูกต้องมี 2 ทาง คือ

  1. ตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าเด็กจะอยู่ที่ไหน เรียนที่ไหน อีกฝ่ายจะติดต่อหรือเยี่ยมเด็กอย่างไร และเด็กจะกลับมาไทยเมื่อไรบ้าง
  2. ขอให้ศาลเยาวชนและครอบครัวกำหนด เมื่อตกลงกันไม่ได้ ศาลจะพิจารณาประโยชน์สูงสุดของเด็กตามข้อเท็จจริง ผลขึ้นกับพยานหลักฐานและดุลพินิจของศาล เราไม่อาจรับรองผลล่วงหน้าได้

อนุสัญญากรุงเฮกปี 1980 ว่าด้วยลักษณะทางแพ่งในการลักพาเด็กข้ามชาติ ไทยเป็นภาคี และมี พระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก พ.ศ. 2555 รองรับ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานกลางของไทย แนวคิดหลักของอนุสัญญา

  • การพาไปโดยมิชอบ (wrongful removal) คือพาเด็กออกจากประเทศที่เด็กมีถิ่นพำนักปกติ โดยละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็กของอีกฝ่ายตามกฎหมายของประเทศนั้น
  • การกักไว้โดยมิชอบ (wrongful retention) คือเด็กไปด้วยความยินยอมชั่วคราว แต่ไม่ถูกส่งกลับตามกำหนด เช่น ไป "เที่ยว" แล้วไม่กลับ
  • อนุสัญญาใช้กับเด็กอายุไม่ถึง 16 ปี และเป้าหมายคือให้ส่งเด็กกลับไปให้ศาลของประเทศที่เป็นถิ่นพำนักปกติตัดสินเรื่องผู้ปกครอง ไม่ใช่ให้ตัดสินว่าใครเป็นพ่อแม่ที่ดีกว่า
  • อนุสัญญามีข้อยกเว้น ศาลของประเทศปลายทางอาจไม่สั่งส่งกลับในบางกรณี

สิ่งที่ต้องไม่เข้าใจผิด อนุสัญญา ไม่ได้ทำให้ทุกประเทศต้องส่งเด็กกลับโดยอัตโนมัติ ต้องตรวจก่อนว่าประเทศปลายทางเป็นภาคีและมีความสัมพันธ์ตามอนุสัญญากับไทยแล้วหรือยัง และแต่ละคำร้องต้องผ่านกระบวนการของประเทศนั้นอีกชั้น ในตัวอย่างของเรา ถ้าคุณนิภาพาน้องภูมิไปอยู่ต่างประเทศโดยคุณเดวิดไม่ตกลง และต่อมาปลายทางเป็นภาคีที่ผูกพันกับไทย คุณเดวิดอาจยื่นคำร้องขอให้ส่งเด็กกลับได้ ความเสี่ยงจึงอยู่ตรงฝั่งผู้พาไป ไม่ใช่ผู้ถูกพรากเด็ก

7. ข้อกำหนดของประเทศปลายทาง และเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบ

ข้อกำหนดของประเทศปลายทาง เราไม่ได้ให้รายการกฎเข้าเมืองของประเทศใด เพราะแต่ละประเทศไม่เหมือนกันและเปลี่ยนได้ ให้ตรวจกับสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศนั้น และกับสายการบิน ว่าเด็กต้องใช้วีซ่าชนิดใด ต้องพกหนังสือยินยอมหรือไม่ ต้องมีสูติบัตรฉบับแปลหรือไม่ และกรณีเรียนต่อ โรงเรียนต้องการเอกสารใด ถ้าเด็กมีสองสัญชาติ ให้ตรวจด้วยว่าต้องใช้พาสปอร์ตเล่มใดในการเข้าและออกแต่ละประเทศ

เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบ ห้ามตีความว่า "เงียบ" คือ "ยินยอม" ให้ทำเป็นขั้นตอน

  1. ส่งคำขอเป็นลายลักษณ์อักษร (ข้อความที่เก็บหลักฐานได้ หรืออีเมล) ระบุประเทศ วันไป วันกลับ และเหตุผล
  2. ให้เวลาตอบพอสมควร และติดตามผ่านช่องทางที่เคยใช้จริง เช่น แอปแชต อีเมล หรือคนกลางในครอบครัว
  3. เก็บหลักฐานทุกครั้งที่ขอ ไม่ต้องแอบเข้าบัญชีหรือโทรศัพท์ของอีกฝ่ายเพื่อหาข้อมูล เพราะอาจเข้าข่ายผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  4. ถ้ายังเงียบ ให้ปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาขอให้ศาลเยาวชนและครอบครัวกำหนด ไม่ใช่พาไปเลย

สิ่งที่ห้ามทำ ห้ามพาบุตรไปโดยไม่แจ้ง ห้ามใช้บุตรเป็นตัวประกัน เช่น ไม่ให้อีกฝ่ายพบเด็กจนกว่าจะเซ็นเอกสาร ห้ามบันทึกเสียงหรือโพสต์เรื่องของอีกฝ่ายเพื่อให้อับอาย การกระทำเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้ท่านได้ความยินยอม แต่มักทำให้รูปคดีแย่ลง และเมื่อมีเหตุด้านความปลอดภัยของเด็ก ให้แจ้งเจ้าหน้าที่และปรึกษาทนายความทันที

กรณีอีกฝ่ายเป็นฝ่ายปฏิเสธไม่ยอมให้เด็กไปพบท่าน อ่านเพิ่มที่คู่มือเมื่อตกลงเรื่องการพบบุตรแล้วแต่อีกฝ่ายไม่ยอม

8. รายการตรวจสอบ

ก่อนตัดสินใจ

  • ระบุให้ได้ว่าเป็นทริปชั่วคราว การไปเรียน หรือการย้ายถิ่น
  • ตรวจว่าใครใช้อำนาจปกครองตามเอกสารที่มีอยู่ (ทะเบียนสมรส ข้อตกลงหย่า คำพิพากษา หรือทะเบียนรับรองบุตร)
  • อ่านข้อตกลงหรือคำสั่งศาลที่มี ว่าเขียนเรื่องที่อยู่ของบุตรและการเดินทางไว้อย่างไร

เอกสาร

  • พาสปอร์ตของเด็กยังไม่หมดอายุ และเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมการกงสุล
  • หนังสือยินยอมที่ระบุประเทศ วันไป วันกลับ และผู้พา
  • สำเนาบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตของผู้ให้ความยินยอม
  • การรับรองลายมือชื่อและฉบับแปล ตามที่สถานทูตหรือโรงเรียนปลายทางกำหนด
  • เอกสารของปลายทาง เช่น วีซ่า ใบรับเข้าเรียน หรือที่พัก ที่ตรวจกับสถานทูตแล้ว

การติดต่ออีกฝ่าย

  • ส่งคำขอเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมแผนการเดินทาง
  • เก็บหลักฐานการขอและการตอบ
  • ถ้าอีกฝ่ายไม่ตอบหรือปฏิเสธ ปรึกษาทนายเรื่องศาลเยาวชนและครอบครัว

ก่อนออกเดินทางจริง

  • ส่งแผนการเดินทางและเบอร์ติดต่อให้อีกฝ่าย
  • ถ่ายสำเนาเอกสารทั้งหมดเก็บไว้ทั้งในมือถือและกระดาษ
  • ถ้าเป็นย้ายถิ่น ต้องมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรหรือคำสั่งศาลก่อนเสมอ ไม่ใช่หลังเดินทาง

อ่านเพิ่มเติม

เราช่วยครอบครัวร่างหนังสือยินยอม ตรวจเอกสารก่อนเดินทาง และดำเนินการต่อหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่งานครอบครัวและบริการรับรองเอกสารและแปล


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

พาลูกไปเที่ยวต่างประเทศ ต้องให้อีกฝ่ายเซ็นหนังสือยินยอมทุกครั้งหรือไม่+

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้เขียนแบบฟอร์มหนังสือยินยอมสำหรับทุกทริปไว้ แต่ถ้าพ่อแม่ใช้อำนาจปกครองร่วมกัน (มาตรา 1566) การพาบุตรไปอยู่นอกประเทศช่วงสั้นจะราบรื่นกว่ามากเมื่อมีหนังสือยินยอมจากอีกฝ่าย เพราะสายการบิน ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือสถานทูตปลายทางอาจขอดู ควรตรวจกับสายการบินและสถานทูตของประเทศปลายทางก่อนเดินทาง ดูหัวข้อ 4

ทำพาสปอร์ตให้ลูกที่อายุไม่ถึง 20 ปี ต้องใช้อะไร+

ตามข้อมูลของกรมการกงสุลและสถานทูตไทย โดยทั่วไปบิดามารดาต้องมาแสดงตนและให้ความยินยอมทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายใดมาไม่ได้ต้องมีหนังสือยินยอมที่ทำตามแบบของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งลงชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ หรือผ่านสถานทูต/สถานกงสุลไทยหากอยู่ต่างประเทศ รายละเอียดเปลี่ยนได้ ให้ตรวจหน้าเว็บกรมการกงสุลก่อนไป ดูหัวข้อ 3

ถ้าจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศกับลูกถาวร ทำเพียงหนังสือยินยอมเดินทางพอไหม+

ไม่พอ การย้ายถิ่นเป็นการเปลี่ยนที่อยู่ของบุตร ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองตามมาตรา 1567 (1) ถ้าอำนาจปกครองเป็นของพ่อแม่ร่วมกัน ควรมีข้อตกลงที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร หรือขอให้ศาลเยาวชนและครอบครัวกำหนด หนังสือยินยอมเดินทางฉบับสั้นไม่ใช่ข้อตกลงย้ายถิ่น ดูหัวข้อ 6

อีกฝ่ายพาลูกไปต่างประเทศแล้วไม่กลับ ใช้อนุสัญญากรุงเฮกได้หรือไม่+

อาจใช้ได้ ถ้าประเทศปลายทางเป็นภาคีและมีความสัมพันธ์ตามอนุสัญญากับไทย เด็กอายุไม่ถึง 16 ปี และการพาไปหรือการไม่ส่งกลับเป็นการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก ไทยมีพระราชบัญญัติรองรับ และสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานกลางของไทย แต่ผลของแต่ละคำร้องขึ้นกับกระบวนการและศาลของประเทศปลายทาง ดูหัวข้อ 6

อีกฝ่ายไม่ตอบข้อความเลย ควรทำอย่างไร+

อย่าพาบุตรไปเงียบ ๆ ให้เก็บหลักฐานว่าขอความยินยอมอย่างสุจริตแล้ว ส่งคำขอเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมแผนการเดินทาง ติดตามตามช่องทางที่ใช้ได้ และถ้ายังเงียบให้ปรึกษาทนายเพื่อดูว่าจะขอให้ศาลเยาวชนและครอบครัวกำหนดหรือไม่ ดูหัวข้อ 7

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา