พ่อหรือแม่หลายคนถามคำถามเดียวกันด้วยน้ำเสียงต่างกัน บางคนถามว่า "จะพาลูกไปเที่ยวญี่ปุ่นสิบวัน ต้องให้อีกฝ่ายเซ็นไหม" บางคนถามว่า "จะส่งลูกไปเรียนต่อ" และบางคนถามเงียบ ๆ ว่า "ถ้าฉันย้ายไปอยู่กับลูกที่นั่นเลย จะผิดไหม" สามคำถามนี้ฟังคล้ายกัน แต่กฎหมายปฏิบัติต่อกันไม่เหมือนกัน เพราะ ทริปที่มีวันกลับ กับ การเปลี่ยนที่อยู่ของเด็ก เป็นคนละเรื่อง
คู่มือนี้เน้นเรื่องเดียว คือการพาบุตรออกนอกประเทศ ส่วนหลักใหญ่ของการหย่าและการแบ่งทรัพย์อ่านได้ในคู่มือฟ้องหย่าและสิทธิเลี้ยงดูบุตร เรื่องค่าเลี้ยงดูและการรับรองบุตรอยู่ในคู่มือค่าเลี้ยงดูบุตรและอำนาจปกครอง และเรื่องครอบครัวต่างสัญชาติอยู่ในคู่มือหย่ากับชาวต่างชาติในไทย ที่นี่เราไม่ซ้ำสิ่งที่คู่มือเหล่านั้นอธิบายไว้แล้ว
คำตอบหลัก
คำตอบสั้น ๆ คือ ยิ่งการเดินทางเป็นการเปลี่ยนชีวิตของเด็กมากเท่าไร ยิ่งต้องมีความยินยอมที่ชัดและเป็นลายลักษณ์อักษรมากเท่านั้น ทริปสั้นต้องมีหนังสือยินยอมและเอกสารที่ปลายทางขอ การไปเรียนต้องมีทั้งเอกสารของโรงเรียนและข้อตกลงว่าใครดูแลเด็กที่นั่น ส่วนการย้ายถิ่นต้องมีข้อตกลงของพ่อแม่ที่ชัดเจน หรือคำสั่งศาล และไม่ว่ากรณีไหน ห้ามพาไปโดยไม่บอกอีกฝ่าย
หลักกฎหมาย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) มาตรา 1566 วางหลักว่าบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา และอำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาเพียงฝ่ายเดียวเฉพาะกรณีที่มาตราบัญญัติไว้ เช่น อีกฝ่ายตาย ถูกศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับฝ่ายใด หรือบิดามารดาตกลงกันตามที่กฎหมายให้ตกลงได้ มาตรา 1567 (1) ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ กำหนดที่อยู่ของบุตร ซึ่งเป็นจุดที่เรื่องย้ายถิ่นไปชนกันพอดี ส่วนบุตรของพ่อแม่ที่ไม่ได้สมรสกัน มาตรา 1546 ให้ถือเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดาฝ่ายเดียว และมาตรา 1547 ให้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดาเมื่อพ่อแม่สมรสกันภายหลัง บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร
มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา เอกสารที่ดีที่สุดคือเอกสารที่เขียนก่อนเกิดข้อพิพาท หนังสือยินยอมที่ระบุประเทศ วันไป วันกลับ และที่พัก ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจเร็วและช่วยพิสูจน์ภายหลังว่าอีกฝ่ายรู้เห็น ส่วนการย้ายถิ่น คนที่เสียหายมักไม่ใช่คนที่ถูกปฏิเสธ แต่เป็นคนที่ตัดสินใจไปก่อนแล้วค่อยขอความยินยอมทีหลัง
ตัวอย่างสมมติ คุณนิภาเป็นแม่ชาวขอนแก่น แต่งงานกับคุณเดวิดชาวต่างชาติ ทั้งสองจดทะเบียนสมรสแล้วแยกกันอยู่ ยังไม่หย่าและไม่มีคำสั่งศาล น้องภูมิอายุ 9 ปี อยู่กับแม่ที่ขอนแก่น ปีนี้คุณนิภามีสามแผน แผนแรกคือพาน้องภูมิไปเที่ยวญี่ปุ่นสิบวันช่วงปิดเทอม แผนสองคือส่งไปเรียนซัมเมอร์สกูลที่ต่างประเทศหนึ่งภาคเรียน และแผนสามคือย้ายไปอยู่ประเทศของคุณเดวิดถาวรเพราะได้งานที่นั่น เราจะใช้ครอบครัวนี้ตลอดบทความ
1. ทริปสั้น การไปเรียน และการย้ายถิ่น ต่างกันอย่างไร
สามอย่างนี้ต่างกันที่ เจตนาและเวลาที่เด็กจะอยู่ต่างประเทศ
- ทริปชั่วคราว มีวันไปและวันกลับ ที่อยู่ประจำของเด็กยังอยู่ในไทย
- การไปเรียน เด็กอยู่ต่างประเทศนานกว่าทริป มักต้องมีวีซ่านักเรียน เอกสารโรงเรียน และผู้ดูแลที่นั่น แต่ที่อยู่หลักของเด็กยังต้องชัดว่าอยู่ที่ใด และกลับเมื่อไร
- การย้ายถิ่น คือการเปลี่ยนที่อยู่ประจำของเด็กไปต่างประเทศ จึงเป็นเรื่องของมาตรา 1567 (1) โดยตรง
เส้นแบ่งไม่ได้อยู่ที่ชื่อของโครงการ แต่อยู่ที่ว่าอีกฝ่ายเข้าใจและตกลงกันอย่างไร คำว่า "ไปเรียนสามเดือน" ที่กลายเป็นสามปีโดยอีกฝ่ายไม่เคยตกลง มักกลายเป็นข้อพิพาทเรื่อง "การไม่ส่งกลับ" (ดูหัวข้อ 6)
2. ใครมีอำนาจตัดสินใจเรื่องเด็ก
ก่อนทำเอกสารใด ให้ตอบคำถามนี้ก่อน
| สถานการณ์ | ใครใช้อำนาจปกครอง (ตามหลักกฎหมาย) |
|---|---|
| พ่อแม่จดทะเบียนสมรสกัน ยังไม่หย่า | ใช้ร่วมกัน (มาตรา 1566) |
| หย่าแล้ว มีข้อตกลงหรือคำพิพากษากำหนดไว้ | ตามข้อตกลงหรือคำพิพากษานั้น |
| พ่อแม่ไม่ได้สมรสกัน และพ่อยังไม่ได้ทำให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย | แม่เพียงฝ่ายเดียว (มาตรา 1546) |
| พ่อจดทะเบียนรับรองบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตรแล้ว (มาตรา 1547) | ต้องดูว่ามีข้อตกลงหรือคำสั่งศาลเรื่องอำนาจปกครองหรือไม่ ถ้ายังไม่มีควรให้ทนายประเมินเป็นรายกรณี |
| อีกฝ่ายถึงแก่ความตาย | ฝ่ายที่มีชีวิตอยู่ (มาตรา 1566 วรรคสอง) |
ข้อควรระวังคือ คำว่า "ได้สิทธิเลี้ยงดู" ที่คนพูดกันในชีวิตประจำวันกับคำว่า "อำนาจปกครอง" ในกฎหมายไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ถ้าท่านถือคำสั่งหรือข้อตกลงอยู่ ให้อ่านว่าเขียนไว้ว่าอย่างไรเรื่องที่อยู่ของบุตร การเดินทางไปต่างประเทศ และการติดต่อกับอีกฝ่าย เพราะบางฉบับกำหนดไว้ชัด บางฉบับเงียบ ในตัวอย่างของเรา คุณนิภาและคุณเดวิดยังจดทะเบียนสมรสและไม่มีคำสั่ง จึงเป็นกรณีใช้อำนาจปกครองร่วมกัน
3. พาสปอร์ตของเด็ก ต้องมีความยินยอมจากใคร
พาสปอร์ตเป็นด่านแรกที่พ่อแม่มักเจอ ตามข้อมูลที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตไทยเผยแพร่ สำหรับผู้เยาว์ที่อายุไม่ถึง 20 ปี โดยทั่วไป
- บิดามารดามาแสดงตนและให้ความยินยอมทั้งสองฝ่าย
- ถ้าฝ่ายใดมาไม่ได้ ต้องมีหนังสือยินยอมตามแบบของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งผู้ให้ความยินยอมลงชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ ถ้าอยู่ต่างประเทศทำผ่านสถานทูตหรือสถานกงสุลไทย พร้อมสำเนาบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางที่รับรองสำเนา
- ถ้าบิดามารดาไปไม่ได้ทั้งคู่ อาจให้ผู้ใหญ่อีกคนพาเด็กไปแทนได้ แต่ต้องมีเอกสารเพิ่ม
รายละเอียดแต่ละสำนักงานหรือสถานทูตอาจต่างกัน และเอกสารที่ขอก็เปลี่ยนได้ จึงควรตรวจหน้าเว็บของกรมการกงสุลหรือสถานทูตที่จะยื่น ก่อนไปวันนัด ถ้าพ่อหรือแม่ยังไม่ได้เป็นบิดาตามกฎหมายและมีเอกสารไม่ครบ ให้ถามเจ้าหน้าที่ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่ม ไม่ควรเดาเอง
4. หนังสือยินยอมให้พาบุตรเดินทาง เขียนอย่างไร และเมื่อไรต้องรับรองหรือแปล
กฎหมายไทยไม่ได้กำหนดแบบหนังสือยินยอมเดินทางสำหรับทุกทริปไว้ แต่ในทางปฏิบัติ สายการบิน ด่านตรวจคนเข้าเมือง สถานทูตเมื่อขอวีซ่า หรือโรงเรียนปลายทาง อาจขอดูหนังสือยินยอมของอีกฝ่าย การขอเอกสารนี้ล่วงหน้าจึงช่วยให้เดินทางราบรื่น และเป็นหลักฐานว่าอีกฝ่ายรู้เห็น ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้เป็นแนวทาง ปรับตามข้อเท็จจริงของท่าน
หนังสือยินยอมให้พาบุตรเดินทางไปต่างประเทศ
วันที่ [วัน/เดือน/ปี]
ข้าพเจ้า [ชื่อ-นามสกุลผู้ให้ความยินยอม] เลขที่บัตรประชาชน/หนังสือเดินทาง [เลขที่]
เป็น [บิดา/มารดา] ของ [ชื่อ-นามสกุลบุตร] วันเกิด [วัน/เดือน/ปี] หนังสือเดินทางเลขที่ [เลขที่]
ข้าพเจ้ายินยอมให้ [ชื่อ-นามสกุลผู้พาบุตรเดินทาง] ซึ่งเป็น [บิดา/มารดา/ญาติ] พาบุตรของข้าพเจ้า
เดินทางไปประเทศ [ประเทศ] ระหว่างวันที่ [วันไป] ถึงวันที่ [วันกลับ]
เพื่อ [เที่ยว/เข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน/เยี่ยมญาติ]
พักที่ [ที่อยู่หรือชื่อที่พักโดยสังเขป] ติดต่อได้ที่ [โทรศัพท์/อีเมล]
หนังสือฉบับนี้ให้ความยินยอมเฉพาะการเดินทางตามช่วงเวลาข้างต้นเท่านั้น
ไม่ใช่การยินยอมให้เปลี่ยนที่อยู่ประจำหรือให้บุตรพำนักที่ต่างประเทศเกินกว่ากำหนดนี้
บุตรจะเดินทางกลับประเทศไทยภายในวันที่ [วันกลับ]
ลงชื่อ ____________________ ผู้ให้ความยินยอม
ลงชื่อ ____________________ พยาน
เมื่อไรควรให้ทนายความหรือโนตารีปับลิกรับรอง ถ้าอีกฝ่ายอยู่คนละเมือง หรือท่านคาดว่าปลายทางจะขอเอกสารที่รับรองแล้ว การรับรองลายมือชื่อช่วยให้ผู้รับเชื่อได้มากขึ้น ถ้าเอกสารต้องใช้ในต่างประเทศ ให้ถามสถานทูตหรือโรงเรียนปลายทางก่อนว่าต้องการอย่างไร บางแห่งอาจขอรับรองหลายขั้นหรือขอฉบับแปล เมื่อใช้ภาษาไทยอย่างเดียวและปลายทางไม่ใช้ภาษาไทย ควรมีฉบับแปลคู่กัน รายละเอียดว่าเอกสารแบบไหนต้องรับรองและรับรองแล้วปลายทางจึงยอมรับอยู่ในคู่มือเอกสารที่ต้องรับรอง และท่านดูบริการรับรองเอกสารและแปลได้
ข้อห้ามสำคัญ ห้ามปลอมลายมือชื่ออีกฝ่าย ห้ามเขียนหนังสือยินยอมแทนโดยไม่ได้รับอนุญาต และห้ามเติมข้อความภายหลังว่า "ยินยอมให้ย้ายถิ่น" เอกสารที่ปลอมหรือแก้ไขทำให้ท่านต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา และยังทำลายความน่าเชื่อถือของท่านในศาล
5. ตารางเปรียบเทียบ ทริปสั้น การไปเรียน และการย้ายถิ่น
| ทริปชั่วคราว | ไปเรียนต่างประเทศ | ย้ายถิ่น | |
|---|---|---|---|
| ลักษณะ | มีวันไป วันกลับ ชัดเจน | พำนักนานกว่าทริป ตามหลักสูตร | เปลี่ยนที่อยู่ประจำของเด็ก |
| ความยินยอมที่ควรมี | หนังสือยินยอมจากอีกฝ่ายที่มีอำนาจปกครองร่วม | หนังสือยินยอมเฉพาะเรื่องเรียน ระบุช่วงเวลาและผู้ดูแล | ข้อตกลงของพ่อแม่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือคำสั่งศาล |
| เอกสารที่มักเกี่ยวข้อง | พาสปอร์ต ตั๋ว หนังสือยินยอม ที่พัก | พาสปอร์ต เอกสารรับเข้าเรียน วีซ่านักเรียน หนังสือยินยอม ผู้ดูแล | ข้อตกลงหรือคำสั่งศาล เอกสารวีซ่าและถิ่นที่อยู่ของปลายทาง |
| จะรับรองหรือแปลเมื่อใด | เมื่ออีกฝ่ายอยู่ไกลหรือปลายทางขอ | มักต้องรับรองและแปล ตามที่โรงเรียนหรือสถานทูตกำหนด | ควรรับรองและแปลเสมอ เพราะใช้ทั้งในไทยและปลายทาง |
| ความเสี่ยงหลัก | ถูกถามที่ด่านเพราะไม่มีเอกสาร | ถูกกล่าวหาว่า "ไปเรียน" แต่ไม่กลับ | ถูกฟ้องว่าพาไปโดยไม่ชอบ และอาจเข้าอนุสัญญากรุงเฮก |
ก่อนเลือกช่องไหน ให้ตรวจว่า เอกสารที่ท่านถือพอสำหรับช่องนั้นหรือไม่ หนังสือยินยอมทริปสั้นใช้เป็นข้อตกลงย้ายถิ่นไม่ได้ ในตัวอย่างของเรา แผนแรกของคุณนิภา (ญี่ปุ่นสิบวัน) ใช้หนังสือยินยอมตามหัวข้อ 4 ได้ แผนสอง (ซัมเมอร์สกูล) ต้องมีรายละเอียดเรื่องผู้ดูแลและวันกลับ ส่วนแผนสาม (ย้ายถิ่น) ต้องไปคุยกับคุณเดวิดและมีข้อตกลงหรือคำสั่งศาล
6. การย้ายถิ่น และอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการลักพาเด็กข้ามชาติ
การย้ายถิ่นต้องมีข้อตกลงหรือคำสั่งศาล เมื่อมาตรา 1567 (1) ให้สิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตรแก่ผู้ใช้อำนาจปกครอง ถ้าอำนาจปกครองเป็นของพ่อแม่ร่วมกัน การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจเปลี่ยนที่อยู่ของเด็กไปต่างประเทศโดยลำพัง เสี่ยงที่อีกฝ่ายจะถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบ ทางเลือกที่ถูกต้องมี 2 ทาง คือ
- ตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าเด็กจะอยู่ที่ไหน เรียนที่ไหน อีกฝ่ายจะติดต่อหรือเยี่ยมเด็กอย่างไร และเด็กจะกลับมาไทยเมื่อไรบ้าง
- ขอให้ศาลเยาวชนและครอบครัวกำหนด เมื่อตกลงกันไม่ได้ ศาลจะพิจารณาประโยชน์สูงสุดของเด็กตามข้อเท็จจริง ผลขึ้นกับพยานหลักฐานและดุลพินิจของศาล เราไม่อาจรับรองผลล่วงหน้าได้
อนุสัญญากรุงเฮกปี 1980 ว่าด้วยลักษณะทางแพ่งในการลักพาเด็กข้ามชาติ ไทยเป็นภาคี และมี พระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก พ.ศ. 2555 รองรับ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานกลางของไทย แนวคิดหลักของอนุสัญญา
- การพาไปโดยมิชอบ (wrongful removal) คือพาเด็กออกจากประเทศที่เด็กมีถิ่นพำนักปกติ โดยละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็กของอีกฝ่ายตามกฎหมายของประเทศนั้น
- การกักไว้โดยมิชอบ (wrongful retention) คือเด็กไปด้วยความยินยอมชั่วคราว แต่ไม่ถูกส่งกลับตามกำหนด เช่น ไป "เที่ยว" แล้วไม่กลับ
- อนุสัญญาใช้กับเด็กอายุไม่ถึง 16 ปี และเป้าหมายคือให้ส่งเด็กกลับไปให้ศาลของประเทศที่เป็นถิ่นพำนักปกติตัดสินเรื่องผู้ปกครอง ไม่ใช่ให้ตัดสินว่าใครเป็นพ่อแม่ที่ดีกว่า
- อนุสัญญามีข้อยกเว้น ศาลของประเทศปลายทางอาจไม่สั่งส่งกลับในบางกรณี
สิ่งที่ต้องไม่เข้าใจผิด อนุสัญญา ไม่ได้ทำให้ทุกประเทศต้องส่งเด็กกลับโดยอัตโนมัติ ต้องตรวจก่อนว่าประเทศปลายทางเป็นภาคีและมีความสัมพันธ์ตามอนุสัญญากับไทยแล้วหรือยัง และแต่ละคำร้องต้องผ่านกระบวนการของประเทศนั้นอีกชั้น ในตัวอย่างของเรา ถ้าคุณนิภาพาน้องภูมิไปอยู่ต่างประเทศโดยคุณเดวิดไม่ตกลง และต่อมาปลายทางเป็นภาคีที่ผูกพันกับไทย คุณเดวิดอาจยื่นคำร้องขอให้ส่งเด็กกลับได้ ความเสี่ยงจึงอยู่ตรงฝั่งผู้พาไป ไม่ใช่ผู้ถูกพรากเด็ก
7. ข้อกำหนดของประเทศปลายทาง และเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบ
ข้อกำหนดของประเทศปลายทาง เราไม่ได้ให้รายการกฎเข้าเมืองของประเทศใด เพราะแต่ละประเทศไม่เหมือนกันและเปลี่ยนได้ ให้ตรวจกับสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศนั้น และกับสายการบิน ว่าเด็กต้องใช้วีซ่าชนิดใด ต้องพกหนังสือยินยอมหรือไม่ ต้องมีสูติบัตรฉบับแปลหรือไม่ และกรณีเรียนต่อ โรงเรียนต้องการเอกสารใด ถ้าเด็กมีสองสัญชาติ ให้ตรวจด้วยว่าต้องใช้พาสปอร์ตเล่มใดในการเข้าและออกแต่ละประเทศ
เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบ ห้ามตีความว่า "เงียบ" คือ "ยินยอม" ให้ทำเป็นขั้นตอน
- ส่งคำขอเป็นลายลักษณ์อักษร (ข้อความที่เก็บหลักฐานได้ หรืออีเมล) ระบุประเทศ วันไป วันกลับ และเหตุผล
- ให้เวลาตอบพอสมควร และติดตามผ่านช่องทางที่เคยใช้จริง เช่น แอปแชต อีเมล หรือคนกลางในครอบครัว
- เก็บหลักฐานทุกครั้งที่ขอ ไม่ต้องแอบเข้าบัญชีหรือโทรศัพท์ของอีกฝ่ายเพื่อหาข้อมูล เพราะอาจเข้าข่ายผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- ถ้ายังเงียบ ให้ปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาขอให้ศาลเยาวชนและครอบครัวกำหนด ไม่ใช่พาไปเลย
สิ่งที่ห้ามทำ ห้ามพาบุตรไปโดยไม่แจ้ง ห้ามใช้บุตรเป็นตัวประกัน เช่น ไม่ให้อีกฝ่ายพบเด็กจนกว่าจะเซ็นเอกสาร ห้ามบันทึกเสียงหรือโพสต์เรื่องของอีกฝ่ายเพื่อให้อับอาย การกระทำเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้ท่านได้ความยินยอม แต่มักทำให้รูปคดีแย่ลง และเมื่อมีเหตุด้านความปลอดภัยของเด็ก ให้แจ้งเจ้าหน้าที่และปรึกษาทนายความทันที
กรณีอีกฝ่ายเป็นฝ่ายปฏิเสธไม่ยอมให้เด็กไปพบท่าน อ่านเพิ่มที่คู่มือเมื่อตกลงเรื่องการพบบุตรแล้วแต่อีกฝ่ายไม่ยอม
8. รายการตรวจสอบ
ก่อนตัดสินใจ
- ระบุให้ได้ว่าเป็นทริปชั่วคราว การไปเรียน หรือการย้ายถิ่น
- ตรวจว่าใครใช้อำนาจปกครองตามเอกสารที่มีอยู่ (ทะเบียนสมรส ข้อตกลงหย่า คำพิพากษา หรือทะเบียนรับรองบุตร)
- อ่านข้อตกลงหรือคำสั่งศาลที่มี ว่าเขียนเรื่องที่อยู่ของบุตรและการเดินทางไว้อย่างไร
เอกสาร
- พาสปอร์ตของเด็กยังไม่หมดอายุ และเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมการกงสุล
- หนังสือยินยอมที่ระบุประเทศ วันไป วันกลับ และผู้พา
- สำเนาบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตของผู้ให้ความยินยอม
- การรับรองลายมือชื่อและฉบับแปล ตามที่สถานทูตหรือโรงเรียนปลายทางกำหนด
- เอกสารของปลายทาง เช่น วีซ่า ใบรับเข้าเรียน หรือที่พัก ที่ตรวจกับสถานทูตแล้ว
การติดต่ออีกฝ่าย
- ส่งคำขอเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมแผนการเดินทาง
- เก็บหลักฐานการขอและการตอบ
- ถ้าอีกฝ่ายไม่ตอบหรือปฏิเสธ ปรึกษาทนายเรื่องศาลเยาวชนและครอบครัว
ก่อนออกเดินทางจริง
- ส่งแผนการเดินทางและเบอร์ติดต่อให้อีกฝ่าย
- ถ่ายสำเนาเอกสารทั้งหมดเก็บไว้ทั้งในมือถือและกระดาษ
- ถ้าเป็นย้ายถิ่น ต้องมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรหรือคำสั่งศาลก่อนเสมอ ไม่ใช่หลังเดินทาง
อ่านเพิ่มเติม
- ฟ้องหย่า แบ่งสินสมรส และสิทธิเลี้ยงดูบุตร — หลักการทั่วไปว่าศาลพิจารณาอำนาจปกครองอย่างไร
- ค่าเลี้ยงดูบุตรและอำนาจปกครอง — เรื่องอีกฝ่ายพาลูกไปและการรับรองบุตร
- หย่ากับชาวต่างชาติในไทย — เมื่อคู่สมรสหรือปลายทางอยู่ต่างประเทศ
- เมื่อตกลงเรื่องการพบบุตรแล้วแต่อีกฝ่ายไม่ยอม — อีกด้านของเรื่องเดียวกัน
- เอกสารที่ต้องให้ทนายรับรอง — เมื่อไรต้องรับรองและแปลหนังสือยินยอม
เราช่วยครอบครัวร่างหนังสือยินยอม ตรวจเอกสารก่อนเดินทาง และดำเนินการต่อหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่งานครอบครัวและบริการรับรองเอกสารและแปล
คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

