"มีลูกสองคน แต่อยากยกทุกอย่างให้ลูกสาวคนที่ดูแลแม่มาตลอด ทำได้ไหม แล้วลูกอีกคนจะมาฟ้องทีหลังหรือเปล่า" เป็นคำถามที่สำนักงานได้รับจากพ่อแม่หลายครอบครัว
คำตอบสั้นคือ ทำได้ กฎหมายไทยไม่ได้บังคับให้แบ่งมรดกให้ลูกทุกคนเท่ากัน แต่พินัยกรรมแบบนี้เป็นพินัยกรรมที่มีโอกาสถูกโต้แย้งสูงที่สุด จึงต้องทำให้รัดกุมกว่าปกติ
กฎหมายไทยให้เสรีภาพในการทำพินัยกรรม
บางประเทศมีกฎ "ส่วนสงวน" ที่บังคับให้กันทรัพย์ส่วนหนึ่งไว้ให้ลูกหรือคู่สมรสเสมอ กฎหมายไทยไม่มีกฎนี้ เจ้าของทรัพย์จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์ของตนให้ใครก็ได้ ในสัดส่วนเท่าใดก็ได้ จะยกให้ลูกคนเดียว ให้หลาน หรือให้คนนอกครอบครัวก็ได้
การแบ่งให้ทายาทโดยธรรมตามลำดับชั้น เช่น ลูกทุกคนได้เท่ากัน ใช้เฉพาะในสองกรณี
- ไม่มีพินัยกรรม
- มีพินัยกรรม แต่ไม่ได้กล่าวถึงทรัพย์บางชิ้น ทรัพย์ชิ้นนั้นจะตกแก่ทายาทโดยธรรม
สิ่งที่ยกให้ได้ มีแค่ส่วนที่เป็นของตัวเอง
จุดที่พลาดบ่อยที่สุดคือ สินสมรส บ้านหรือที่ดินที่ซื้อระหว่างสมรสโดยทั่วไปเป็นของสามีภริยาคนละครึ่ง ถ้าแม่ทำพินัยกรรมยก "บ้านทั้งหลัง" ให้ลูกสาว ผลคือยกได้เพียงครึ่งที่เป็นของแม่ อีกครึ่งยังเป็นของพ่อ
ถ้าต้องการให้ทรัพย์ทั้งหมดตกแก่ลูกคนเดียวจริง ๆ ควร
- ตรวจก่อนว่าทรัพย์แต่ละชิ้นเป็น สินส่วนตัว หรือ สินสมรส
- ให้คู่สมรส ทำพินัยกรรมยกส่วนของตนด้วย ถ้าเห็นตรงกัน
- ถ้าคู่สมรสเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนของคู่สมรสอาจตกเป็นมรดกไปแล้ว ต้องจัดการส่วนนั้นก่อน
ลูกคนอื่นฟ้องอะไรได้บ้าง
ถ้าพินัยกรรมสมบูรณ์ ลูกคนอื่น จะอ้างเพียงว่าตนเป็นลูกเพื่อขอแบ่งไม่ได้ แต่ยังฟ้องโต้แย้งตัวพินัยกรรมได้ ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาบ่อยคือ
ทำไม่ถูกแบบ พินัยกรรมแบบธรรมดาต้องทำเป็นหนังสือ ลงวันที่ ผู้ทำลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน ที่อยู่พร้อมกันในขณะนั้น และพยานลงชื่อรับรอง พินัยกรรมที่พิมพ์แล้วเซ็นคนเดียวโดยไม่มีพยาน ไม่ใช่พินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ
พยานเป็นผู้รับประโยชน์ พยานในพินัยกรรมและคู่สมรสของพยาน รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้ ถ้าให้ลูกสาวหรือสามีของลูกสาวเซ็นเป็นพยาน ข้อกำหนดที่ยกทรัพย์ให้ลูกสาวจะเสียไป ซึ่งในกรณีนี้คือทั้งฉบับ
ผู้ทำพินัยกรรมไม่มีความสามารถ เช่น ป่วยจนไม่รู้สึกตัว หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถแล้ว
ถูกหลอกลวง ข่มขู่ หรือสำคัญผิด ข้อโต้แย้งยอดนิยมคือ "ลูกคนที่ดูแลพาแม่ไปเซ็นตอนแม่ไม่รู้เรื่อง"
วิธีทำให้พินัยกรรมแบบนี้ถูกโต้แย้งยาก
- เลือกพยานที่เป็นกลาง ไม่ใช่ลูกที่ได้รับทรัพย์ ไม่ใช่คู่สมรสของลูก
- ทำตอนสุขภาพยังดี ยิ่งทำใกล้วาระสุดท้าย ยิ่งถูกโต้แย้งเรื่องความสามารถได้ง่าย
- ถ้าอายุมากหรือมีโรคประจำตัว ขอใบรับรองแพทย์ในช่วงเวลาใกล้วันทำพินัยกรรมเก็บไว้
- ให้ลูกคนที่ได้รับทรัพย์ไม่อยู่ในห้อง ตอนลงลายมือชื่อ เพื่อลดข้อกล่าวหาว่าถูกกดดัน
- เขียนเหตุผลสั้น ๆ เช่น ลูกคนนี้ดูแลค่ารักษาพยาบาลมาหลายปี ไม่ใช่เงื่อนไขทางกฎหมาย แต่ช่วยให้คนอ่านเข้าใจเจตนา
- ใส่ข้อความยกทรัพย์ที่เหลือทั้งหมด เพื่อไม่ให้ทรัพย์ที่ได้มาภายหลังตกแก่ทายาทโดยธรรม
- ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ในพินัยกรรม และตั้งคนสำรองไว้ด้วย
- เก็บต้นฉบับไว้ในที่ที่หาเจอ และบอกผู้จัดการมรดกว่าเก็บไว้ที่ไหน
ทางเลือกอื่นที่ควรพิจารณาคู่กัน
ยกให้ตอนยังมีชีวิต การให้โดยเสน่หาที่จดทะเบียนแล้วจบทันที ทรัพย์ไม่เป็นมรดก ลูกคนอื่นจึงไม่มีทรัพย์ให้แบ่ง แต่เปลี่ยนใจภายหลังได้ยากมาก และผู้ให้ต้องวางแผนเรื่องที่อยู่อาศัยของตัวเอง อ่านรายละเอียดใน โอนที่ดินให้ลูกตอนยังมีชีวิต ต่างจากพินัยกรรมอย่างไร
จดทะเบียนสิทธิอาศัยหรือสิทธิเก็บกิน ถ้ายกบ้านให้ลูกคนหนึ่ง แต่อยากให้คู่สมรสหรือลูกอีกคนยังอยู่อาศัยได้ สิทธิที่จดทะเบียนไว้ที่สำนักงานที่ดินจะติดไปกับทรัพย์แม้เจ้าของเปลี่ยน
คุยกับลูกทุกคนก่อน ไม่ใช่เงื่อนไขทางกฎหมาย แต่พินัยกรรมที่ลูกคนอื่นรู้เหตุผลตั้งแต่ต้น ถูกฟ้องน้อยกว่าพินัยกรรมที่เปิดอ่านครั้งแรกหลังงานศพ
เมื่อถึงเวลาต้องใช้พินัยกรรม
แม้มีพินัยกรรม ธนาคารและสำนักงานที่ดินโดยทั่วไปยังต้องการ คำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดก ลูกคนอื่นมีสิทธิคัดค้านในขั้นตอนนี้ พินัยกรรมที่ทำรัดกุมตามข้างต้นคือสิ่งที่ทำให้ขั้นตอนนี้จบเร็ว ดูขั้นตอนทั้งหมดได้ใน คู่มือทายาทและผู้จัดการมรดก
📌 ดูเพิ่ม: มรดกและพินัยกรรม · กฎหมายครอบครัว
หากกำลังคิดจะทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้ลูกคนใดคนหนึ่ง ปรึกษาทีมทนายของเรา โทร 092-254-2045 ก่อนลงลายมือชื่อ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย
