คำตอบหลัก
ถอนตัวได้หรือไม่ขึ้นกับว่า MOU หรือ LOI ฉบับนั้นเขียนอะไรและคู่สัญญาตั้งใจให้ผูกพันแค่ไหน ไม่ใช่ขึ้นกับชื่อเอกสาร อย่าเชื่อคำที่ว่า MOU ไม่มีผลทางกฎหมาย เพราะบางฉบับเป็นสัญญาเต็มรูปแบบ และบางฉบับแม้ส่วนใหญ่ไม่ผูกพันก็ยังมีข้อที่ผูกพัน เช่น รักษาความลับ ห้ามเจรจากับรายอื่น หรือแบ่งค่าใช้จ่าย
หลักคิดจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 คือ ถ้าตกลงกันยังไม่ครบในเรื่องที่ฝ่ายใดแสดงไว้ว่าเป็นสาระสำคัญ และเป็นที่สงสัย ให้นับว่ายังไม่มีสัญญา การเข้าใจกันเฉพาะบางเรื่องแม้จดไว้ก็ไม่ผูกพัน และถ้าตกลงว่าสัญญาที่มุ่งจะทำต้องทำเป็นหนังสือ สัญญานั้นก็ยังไม่เกิดจนกว่าจะทำเป็นหนังสือ ดังนั้นการไม่ลงนามสัญญาหลักมักไม่ผิดโดยลำพัง แต่ข้อที่ MOU ระบุว่าผูกพัน เงินมัดจำที่จ่ายจริง และสิ่งที่ทำไปแล้วตาม MOU อาจทำให้ถอนตัวแล้วยังมีภาระได้
ก่อนส่งหนังสือถอนตัว ให้ตรวจสามเรื่องตามลำดับ คือ MOU ผูกพันเป็นสัญญาแล้วหรือไม่ ข้อไหนระบุไว้ว่าผูกพัน และมีเงินหรือการปฏิบัติที่เกิดขึ้นแล้วหรือไม่
1. MOU และ LOI ต่างกันอย่างไร และชื่อเอกสารสำคัญแค่ไหน
MOU (บันทึกข้อตกลง) และ LOI (หนังสือแสดงเจตจำนง) ไม่ใช่ประเภทสัญญาที่กฎหมายไทยกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ในทางปฏิบัติ MOU มักเป็นเอกสารสองฝ่ายที่ลงนามร่วมกัน ส่วน LOI มักเป็นหนังสือที่ฝ่ายหนึ่งส่งให้อีกฝ่ายแสดงว่าสนใจจะทำรายการและเสนอเงื่อนไขเบื้องต้น แต่ทั้งสองแบบอาจถูกร่างให้ผูกพันเต็มที่หรือไม่ผูกพันเลยก็ได้
ศาลดูเนื้อหาและเจตนา ไม่ได้ดูหัวกระดาษ มาตรา 171 บอกว่าการตีความการแสดงเจตนาให้เพ่งเล็งเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำหรือตัวอักษร และมาตรา 368 ให้ตีความสัญญาตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ปกติประเพณีด้วย เอกสารที่ชื่อ MOU แต่กำหนดราคา วัตถุ วันส่งมอบ และเงื่อนไขชำระครบ จึงอาจถูกมองเป็นสัญญา ส่วนเอกสารที่ชื่อสัญญาแต่เขียนว่าเป็นเพียงกรอบเจรจา ก็อาจไม่ใช่สัญญาซื้อขาย
2. MOU ที่เป็นสัญญาในตัวเอง ต่างจากข้อตกลงที่จะไปเจรจากันอย่างไร
ให้แยกเป็นสามแบบ
- สัญญาที่ผูกพันเต็ม ตกลงสาระสำคัญครบ เช่น คู่สัญญา วัตถุที่ซื้อขายหรือร่วมลงทุน ราคาหรือวิธีคำนวณ และเงื่อนไขหลัก และถ้อยคำแสดงว่าตั้งใจให้ผูกพัน การไม่ทำตามอาจเป็นการผิดสัญญา แม้จะระบุว่าจะมีสัญญาฉบับสมบูรณ์ตามมา
- ข้อตกลงที่จะเจรจา ตกลงเพียงว่าจะเจรจากันโดยสุจริตภายในเวลาหนึ่ง หรือกำหนดกรอบกว้าง ๆ โดยยังเปิดเรื่องสำคัญไว้ เช่น ราคาสุดท้ายหรือผลการตรวจสอบกิจการ ข้อตกลงแบบนี้ไม่บังคับให้ต้องทำสัญญาหลัก
- แบบผสม ส่วนใหญ่ไม่ผูกพัน แต่ระบุเป็นข้อ ๆ ว่าข้อใดผูกพัน แบบนี้พบบ่อยที่สุดในดีลธุรกิจ
มาตรา 366 เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับวิเคราะห์ ถ้าฝ่ายใดแสดงไว้ในเอกสารว่าเรื่องใดเป็นสาระสำคัญที่ต้องตกลงให้หมด และยังไม่ได้ตกลง หรือคู่สัญญาตกลงให้สัญญาหลักต้องทำเป็นหนังสือ และยังไม่ได้ทำ ก็มีเหตุผลให้ถือว่ายังไม่มีสัญญาหลัก แต่กฎนี้ไม่ได้ตัดความผูกพันของข้อที่ MOU เองกำหนดไว้ชัดว่าผูกพัน
ตัวอย่างจากศาลฎีกา ฎีกาที่ 588/2564 เกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงให้ฝ่ายหนึ่งศึกษาโครงการอาคารให้เช่าก่อนตัดสินใจลงทุน ศาลเห็นว่าเป็นสัญญาที่ผูกพันคู่สัญญา และการเลิกต้องเป็นไปตามข้อสัญญาหรือกฎหมาย ในคดีนั้นข้อสัญญาให้ฝ่ายที่ศึกษาโครงการเลิกได้หากผลการศึกษาไม่เป็นที่พอใจ และฝ่ายที่รับเงินประกันต้องคืนเงิน ริบไม่ได้ เรื่องนี้แสดงว่า "บันทึกข้อตกลง" อาจเป็นสัญญาจริง ไม่ควรถือว่าเป็นกระดาษเจตนาดี
3. ข้อความ "ขึ้นกับสัญญา" และ "ไม่ผูกพันยกเว้นข้อ ..." มีผลอย่างไร
ถ้อยคำที่พบบ่อยและผลที่ควรตีความ
| ถ้อยคำ | ความหมายโดยทั่วไป | สิ่งที่ต้องตรวจ |
|---|---|---|
| "ขึ้นกับการลงนามในสัญญาฉบับสมบูรณ์" | ยังไม่ตั้งใจผูกพันในสาระซื้อขายจนกว่าจะมีสัญญาหลัก | มีข้ออื่นที่ระบุว่าผูกพันหรือไม่ และพฤติการณ์เปลี่ยนความหมายหรือไม่ |
| "ไม่ผูกพัน เว้นแต่ข้อ 5, 6 และ 8" | ผูกพันเฉพาะข้อที่ระบุ | ข้อที่ระบุเขียนชัดพอจะบังคับได้หรือไม่ |
| "เป็นเพียงความเข้าใจเบื้องต้น" | ความตั้งใจเชิงเจรจา | ตัวเลขและเงื่อนไขในเอกสารครบจนดูเหมือนสัญญาหรือไม่ |
| "คู่สัญญาจะทำสัญญาฉบับสมบูรณ์ให้เสร็จภายในวันที่ ..." | อาจเป็นข้อผูกพันที่จะทำสัญญา หรือเพียงเป้าหมายเวลา | ถ้อยคำเป็น "จะ" หรือ "ตั้งใจจะ" และมีผลอย่างไรเมื่อพ้นกำหนด |
| ไม่มีข้อความว่าผูกพันหรือไม่ | ต้องดูเนื้อหาและเจตนา (มาตรา 171, 368) | ความครบของสาระสำคัญ การปฏิบัติของคู่สัญญา |
ข้อความลักษณะนี้ช่วยให้ตีความชัดขึ้น แต่ไม่ใช่คำวิเศษที่ตัดความรับผิดทุกอย่าง ศาลยังดูภาพรวมของเอกสารและพฤติกรรมของคู่สัญญาประกอบ
4. ตารางข้อตกลงใน MOU: ข้อไหนมักผูกพัน และต้องตรวจอะไร
| ข้อตกลง | มักผูกพันหรือไม่ | สิ่งที่ต้องตรวจ |
|---|---|---|
| ราคา วัตถุ เงื่อนไขซื้อขายหลัก | ปกติไม่ผูกพันถ้าเป็นกรอบเจรจา แต่ผูกพันถ้า MOU ตั้งใจเป็นสัญญา | ระบุครบหรือยังเปิดไว้ มีถ้อยคำว่าผูกพันหรือไม่ |
| เงินมัดจำ | ขึ้นกับว่าเป็นมัดจำจริงหรือเงินจองหรือเงินทดรอง | จ่ายวันทำสัญญาหรือไม่ ข้อริบเขียนว่าอย่างไร (ข้อ 5) |
| ค่าใช้จ่ายในการเจรจาและตรวจสอบ | ผูกพันเมื่อเขียนเป็นข้อแบ่งค่าใช้จ่ายชัด | ใครจ่ายเมื่อเลิก มีเพดานหรือไม่ (ข้อ 6) |
| การรักษาความลับ | มักตั้งใจให้ผูกพันและใช้ต่อหลังเลิก | ระยะเวลา ขอบเขตข้อมูล การส่งคืนหรือทำลาย (ข้อ 7) |
| ห้ามเจรจากับรายอื่น (exclusivity / no-shop) | มักผูกพันเฉพาะระยะเวลาที่ระบุ | ระยะเวลา ขอบเขต ผลเมื่อฝ่าฝืน (ข้อ 7) |
| กำหนดเวลาทำสัญญาหลัก (long stop date) | มักเป็นเป้าหมาย แต่บางฉบับให้ MOU สิ้นผลเมื่อครบ | ครบกำหนดแล้วเกิดอะไรขึ้น ต่อได้อย่างไร |
| การตรวจสอบกิจการ (due diligence) และการเข้าถึงข้อมูล | ผูกพันฝ่ายที่ต้องเปิดข้อมูลถ้อยคำชัด | ขอบเขตข้อมูล และกฎการใช้ข้อมูล |
| กฎหมายที่ใช้บังคับและศาล/อนุญาโตตุลาการ | มักผูกพันแม้ MOU ส่วนอื่นไม่ผูกพัน ถ้าเขียนไว้ชัด | ตรวจว่าระบุให้ใช้กับข้อตกลงนี้ด้วยหรือไม่ |
| เงื่อนไขเลิกหรือสิ้นสุด MOU | ผูกพันตามถ้อยคำ | วิธีแจ้ง ระยะเวลาแจ้ง ข้อที่ยังใช้ต่อหลังเลิก |
5. เงินมัดจำตาม MOU ริบได้หรือไม่ ต่างจากเงินล่วงหน้าอย่างไร
มัดจำตามกฎหมาย มาตรา 377 ถือว่าเมื่อเข้าทำสัญญา ถ้ามีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ การให้นั้นเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาเกิดขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาด้วย มาตรา 378 บัญญัติว่า ถ้าไม่ได้ตกลงเป็นอย่างอื่น มัดจำให้ส่งคืนหรือจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ ให้ริบถ้าฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ หรือการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่ฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบ หรือมีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายนั้น และให้ส่งคืนถ้าฝ่ายที่รับมัดจำเป็นฝ่ายที่ผิด
ปัญหาของ MOU มัดจำเกี่ยวกับ "สัญญา" ถ้า MOU ไม่ใช่สัญญาซื้อขายที่ผูกพัน เงินที่จ่ายตาม MOU อาจเป็นเพียงเงินจอง เงินประกันการเจรจา หรือเงินล่วงหน้า ซึ่งต้องดูตามข้อตกลงว่าให้ริบหรือคืนเมื่อใด การเรียกว่า "มัดจำ" ในเอกสารยังไม่ทำให้เป็นมัดจำตามกฎหมายเสมอไป
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องมัดจำ
- ฎีกาที่ 2478/2565 เงินที่สัญญาเรียกว่ามัดจำ แต่ส่งมอบกันภายหลังวันทำสัญญา ไม่ใช่มัดจำตามกฎหมาย ผู้รับจึงริบไม่ได้แม้อีกฝ่ายผิดสัญญา
- ฎีกาที่ 10316/2559 มัดจำคือสิ่งที่ส่งมอบในวันทำสัญญาเป็นหลักฐานและประกันการปฏิบัติตามสัญญา
- ฎีกาที่ 7302/2559 ผู้ขายกำหนดวันใหม่ให้ผู้ซื้อชำระโดยชอบ ผู้ซื้อไม่ทำตาม ผู้ขายริบมัดจำตามมาตรา 378 (2) ได้
- ฎีกาที่ 301/2563 ศาลมีดุลพินิจลดจำนวนมัดจำที่ริบหากสูงเกินส่วน โดยอาศัยมาตรา 7 พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 แต่ไม่ได้บังคับให้ต้องลดเสมอไป
สรุปเป็นตารางตรวจ
| คำถาม | ถ้าใช่ | ถ้าไม่ใช่ |
|---|---|---|
| มีสัญญาที่ผูกพันแล้วในวันที่จ่ายเงิน | มีโอกาสเป็นมัดจำ | อาจเป็นเงินจองหรือเงินล่วงหน้า ดูข้อตกลงเรื่องคืนหรือริบ |
| จ่ายในวันทำสัญญา | สอดคล้องกับลักษณะมัดจำ | อาจไม่ใช่มัดจำตามกฎหมาย (เทียบ 2478/2565) |
| ผู้วางเงินเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ทำตามสัญญา | ริบได้ตามมาตรา 378 (2) ถ้าไม่ได้ตกลงเป็นอย่างอื่น | ต้องคืน (มาตรา 378 (3) ถ้าฝ่ายรับผิด) |
| จำนวนที่ริบสูงเกินความเสียหายมาก | ศาลอาจลดได้ (เทียบ 301/2563) |
ตัวอย่างสมมติ: A วางเงิน 200,000 บาท ตาม MOU ซื้อกิจการ โดยเขียนว่า "เป็นเงินประกันการเจรจา คืนเต็มจำนวนหากการตรวจสอบกิจการไม่ผ่าน ริบถ้า A ถอนตัวโดยไม่มีเหตุตามที่ระบุ" เงินนี้ไม่ได้เป็นการจ่ายตามสัญญาซื้อขาย การริบจึงอาศัยข้อตกลงในเอกสารและต้องสอดคล้องกับเหตุที่เขียนไว้ ถ้า A ถอนเพราะตรวจพบหนี้ซ่อนเร้น ซึ่งเป็นเหตุที่ MOU ให้คืนเงิน ผู้รับก็ต้องคืน
6. ค่าตรวจสอบกิจการและค่าเจรจา ใครต้องรับ
หลักปฏิบัติทั่วไปคือ ต่างฝ่ายต่างรับค่าใช้จ่ายของตน เช่น ค่าที่ปรึกษากฎหมาย ค่าบัญชี ค่าตรวจสอบกิจการ และค่าเดินทาง ถ้า MOU ไม่ได้กำหนดเรื่องนี้ การเรียกคืนจากอีกฝ่ายเมื่อดีลไม่เกิดเป็นเรื่องยาก ต้องพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายผิดสัญญาที่ผูกพันหรือมีเหตุอื่นตามกฎหมาย
สิ่งที่ควรเขียนใน MOU
- ใครออกค่าใช้จ่ายส่วนใด และใช้ที่ปรึกษารายเดียวกันหรือแยกกัน
- ถ้าเลิกเจรจา กรณีใดให้อีกฝ่ายชดใช้หรือแบ่งค่าใช้จ่าย เช่น ฝ่ายหนึ่งถอนโดยไม่มีเหตุตามที่ระบุ หรือให้ข้อมูลเท็จ
- เพดานค่าใช้จ่ายที่เรียกได้ และต้องแสดงใบเสร็จหรือหลักฐาน
- ถ้าใช้ผลตรวจสอบกิจการที่ฝ่ายหนึ่งจ่ายเอง อีกฝ่ายต้องแบ่งหรือไม่
7. ความลับและข้อห้ามเจรจากับรายอื่น ใช้ต่อหลังถอนตัวหรือไม่
ข้อรักษาความลับ ปกติเขียนให้ผูกพันตั้งแต่เริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูล และใช้ต่อเมื่อเลิกเจรจาตามระยะเวลาที่ตกลง เช่น หลายปีนับจากวันเลิก ถ้า MOU ไม่ผูกพันในส่วนอื่น แต่ข้อนี้ระบุว่าผูกพัน ก็ยังใช้บังคับ การถอนตัวไม่ทำให้พ้นหน้าที่ ควรตรวจว่าข้อมูลใดเป็นความลับ ข้อยกเว้น เช่น ข้อมูลที่เป็นสาธารณะอยู่แล้ว หรือต้องเปิดเผยตามคำสั่งหน่วยงานรัฐ ระยะเวลา และการส่งคืนหรือทำลายข้อมูล
ข้อห้ามเจรจากับรายอื่น (exclusivity / no-shop) มักกำหนดเวลา เช่น 60 หรือ 90 วัน ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างสมมติ ระหว่างนั้นผู้ขายห้ามเจรจากับผู้ซื้อรายอื่น เมื่อครบกำหนดหรือ MOU เลิกตามข้อกำหนด ข้อนี้มักสิ้นสุด ถ้าเขียนให้ใช้ต่อหลังเลิก ต้องดูว่าระยะเวลาและขอบเขตสมเหตุสมผลหรือไม่ และมีบทลงโทษหรือค่าเสียหายที่ตกลงไว้หรือไม่ ถ้ามีเบี้ยปรับหรือเงินชดเชยกำหนดไว้ ควรดูว่าสูงเกินส่วนหรือไม่
ข้อแนะนำ
- ถอนตัวแล้วควรหยุดใช้ข้อมูลของอีกฝ่ายทันที ไม่ส่งต่อให้บุคคลที่สาม
- ถ้าเป็นฝ่ายขายกิจการ อย่าเปิดเจรจากับรายอื่นระหว่างที่ข้อห้ามยังมีผล แม้ MOU ส่วนอื่นไม่ผูกพัน
- เก็บหลักฐานว่าข้อมูลใดส่งไปเมื่อใด
8. เลิกเจรจากะทันหันโดยไม่สุจริต มีความรับผิดหรือไม่
กฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติทั่วไปที่กำหนดหน้าที่ก่อนทำสัญญาในการเจรจาโดยสุจริตไว้ตรง ๆ จึงไม่มีหลักตายตัวว่าการเลิกเจรจาโดยไม่สุจริตทำให้ต้องรับผิดเสมอไป
มาตราที่เกี่ยวข้องมีดังนี้
- มาตรา 5 กำหนดว่าในการใช้สิทธิของตนและในการชำระหนี้ บุคคลต้องกระทำโดยสุจริต
- มาตรา 368 ให้ตีความสัญญาตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ปกติประเพณีด้วย
- มาตรา 171 ให้เพ่งเล็งเจตนาอันแท้จริง
มาตราเหล่านี้ใช้ในการใช้สิทธิตามสัญญาและการตีความ ถ้า MOU มีข้อที่ผูกพัน เช่น ข้อให้เจรจาโดยสุจริต หรือข้อห้ามเจรจากับรายอื่น การเลิกเจรจาโดยฝ่าฝืนข้อนั้นอาจเป็นการผิดสัญญา ถ้า MOU ไม่มีข้อผูกพันเลย การเรียกค่าเสียหายเพียงเพราะอีกฝ่ายเลิกเจรจาจะต้องมีฐานทางกฎหมายอื่นที่พิสูจน์ได้ ซึ่งแต่ละคดีต้องพิจารณาแยกกัน และผลไม่แน่นอน
ในทางปฏิบัติ ฝ่ายที่ถอนตัวควรมีเหตุผลที่อธิบายได้และส่งหนังสือแจ้งตามขั้นตอน ส่วนฝ่ายที่ได้รับผลกระทบควรเก็บหลักฐานว่าตนเสียค่าใช้จ่ายและทำอะไรไปเพราะเชื่อถือคำมั่นของอีกฝ่าย
9. พฤติกรรมอะไรทำให้ MOU กลายเป็นผูกพัน
แม้ MOU เขียนว่าไม่ผูกพัน การกระทำของคู่สัญญาอาจทำให้ภาพต่างออกไป เพราะศาลดูเจตนาจริงประกอบ (มาตรา 171)
- เริ่มปฏิบัติตามสาระซื้อขายแล้ว เช่น ส่งมอบสินค้า ย้ายพนักงาน โอนงาน หรือเข้าบริหารกิจการ
- จ่ายเงินที่มีลักษณะเป็นราคาหรือค่าตอบแทน ไม่ใช่เพียงค่าจองหรือค่าเจรจา
- ทั้งสองฝ่ายพูดหรือเขียนต่อบุคคลภายนอกว่าดีลเกิดแล้ว เช่น แจ้งลูกค้า ธนาคาร หรือหน่วยงาน
- ตกลงเงื่อนไขหลักครบถ้วนในอีเมลหรือข้อความตามหลังโดยไม่มีข้อสงวนใด
- ปฏิบัติต่อกันเหมือนมีสัญญาแล้ว เช่น ฝ่ายหนึ่งกู้เงินหรือจ้างคนเพิ่มโดยอีกฝ่ายรู้และไม่ทักท้วง
มาตรา 366 ยังเป็นข้อโต้แย้งของอีกฝ่ายได้ ถ้ามีเรื่องที่ตกลงไม่ครบหรือตกลงให้ต้องทำเป็นหนังสือ การปฏิบัติตามจริงจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลชั่งน้ำหนัก ไม่ใช่เครื่องตัดสินแน่นอน
10. ถอนตัวอย่างถูกวิธี ทำอย่างไร
- อ่าน MOU ทั้งฉบับ ดูข้อว่าด้วยผลผูกพัน การเลิก การแจ้ง ความลับ ห้ามเจรจากับรายอื่น ค่าใช้จ่าย และวิธีระงับข้อพิพาท
- รวบรวมข้อเท็จจริง เงินที่จ่ายหรือรับ ข้อมูลที่ส่งออก อีเมลที่แสดงว่าตกลงหรือปฏิเสธเงื่อนไข และสิ่งที่ทำตามไปแล้ว
- เลือกเหตุผลที่ตรงกับ MOU เช่น ผลตรวจสอบกิจการไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ครบกำหนดแล้วไม่ตกลงกัน หรือไม่ได้รับการอนุมัติที่ระบุไว้ ถ้า MOU ให้ถอนได้โดยไม่ต้องระบุเหตุ ก็ใช้สิทธินั้น
- ส่งหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร ตามที่อยู่และวิธีที่ MOU กำหนด ระบุ MOU ที่เกี่ยวข้อง วันที่ถอนตัว ข้อที่อ้าง และขอให้ยืนยันรับทราบ เก็บหลักฐานการส่ง
- ส่งคืนหรือทำลายข้อมูล ที่ได้รับ และยืนยันเป็นหนังสือว่าจะไม่ใช้
- เคลียร์เรื่องเงินและค่าใช้จ่าย ขอคืนเงินจองหรือเงินล่วงหน้า หรือแจ้งว่าไม่คืนพร้อมเหตุผลตามข้อตกลง และสรุปการแบ่งค่าใช้จ่ายตามที่ MOU กำหนด
- ยืนยันข้อที่ยังใช้ต่อ เช่น ความลับ และข้อห้ามที่ยังมีผล เพื่อป้องกันข้อโต้แย้ง
- ก่อนส่ง ให้ทนายตรวจถ้อยคำ เพราะข้อความที่เขียนเกินจริงอาจถูกใช้เป็นหลักฐานได้
11. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- สรุปเองว่า MOU ไม่ผูกพันเพราะชื่อเอกสาร
- เรียกเงินว่า "มัดจำ" แต่จ่ายหลังวันทำสัญญา แล้วคาดว่าริบได้แน่
- จ่ายเงินหรือเริ่มงานก่อนมีสัญญาหลัก โดยไม่มีข้อตกลงเรื่องคืนหรือชดใช้
- ส่งข้อมูลลับก่อนเซ็นข้อตกลงรักษาความลับ
- ปล่อยให้ข้อห้ามเจรจากับรายอื่นไม่มีกำหนดเวลา
- ไม่เขียนว่าใครจ่ายค่าตรวจสอบกิจการและค่าที่ปรึกษาเมื่อดีลล้ม
- ถอนตัวด้วยการเงียบหายหรือบอกปากเปล่า ไม่มีหนังสือแจ้ง
- ส่งอีเมลแสดงความมั่นใจว่า "ดีลนี้ตกลงแล้ว" ทั้งที่ยังไม่ตั้งใจผูกพัน
12. เช็กลิสต์ร่าง MOU ก่อนเซ็น
- ระบุชัดว่าเอกสารผูกพันหรือไม่ และข้อใดผูกพัน (เช่น "ไม่ผูกพัน เว้นแต่ข้อ ...")
- ถ้าต้องการให้ผูกพันเต็ม ระบุสาระสำคัญให้ครบ ราคา วัตถุ เงื่อนไข และวันที่
- ระบุว่าสัญญาหลักต้องทำเป็นหนังสือ และลงนามโดยผู้มีอำนาจ (เทียบมาตรา 366)
- เขียนลักษณะของเงินที่จ่าย ว่าเป็นมัดจำ เงินจอง หรือเงินล่วงหน้า วันจ่าย และเงื่อนไขคืนหรือริบ
- กำหนดเรื่องค่าตรวจสอบกิจการและค่าเจรจา ใครออก ใครชดใช้เมื่อเลิก และเพดาน
- ข้อรักษาความลับ มีขอบเขต ข้อยกเว้น ระยะเวลาหลังเลิก และการส่งคืนข้อมูล
- ข้อห้ามเจรจากับรายอื่น มีระยะเวลาและขอบเขตชัด และระบุผลเมื่อฝ่าฝืน
- กำหนดวันครบอายุของ MOU และผลเมื่อครบกำหนด รวมถึงวิธีต่ออายุ
- ระบุวิธีเลิก ระยะเวลาแจ้ง และข้อที่ยังใช้ต่อหลังเลิก
- ระบุกฎหมายที่ใช้และวิธีระงับข้อพิพาท
- ตรวจผู้ลงนามว่ามีอำนาจผูกพันนิติบุคคลหรือไม่
- ให้ทนายตรวจก่อนลงนาม
อ่านเพิ่มเติม
- สัญญาปากเปล่าบังคับใช้ได้ในไทยหรือไม่ — พิสูจน์ข้อตกลงที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ
- การตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของกิจการในดีลข้ามพรมแดน — ขอบเขตการตรวจสอบกิจการก่อนทำสัญญาหลัก
- ลูกค้ารายใหญ่ส่งสัญญามาให้เซ็น ต้องตรวจอะไร — อ่านสัญญาก่อนลงนาม
- เซ็นสัญญาหรือรับเงินมัดจำก่อนจดทะเบียนบริษัท — ความรับผิดเมื่อทำสัญญาก่อนมีนิติบุคคล
- วางระบบตรวจสัญญาก่อนเซ็นเมื่อไม่มีฝ่ายกฎหมาย — ขั้นตอนอนุมัติสัญญา
MOU ผูกพันหรือไม่ขึ้นกับถ้อยคำ เจตนา และสิ่งที่ทำไปแล้ว ไม่ใช่ชื่อเอกสาร ก่อนถอนตัวให้ตรวจข้อที่ระบุว่าผูกพัน เงินที่จ่าย และข้อมูลที่ส่ง แล้วบอกเลิกเป็นหนังสือ
เราช่วยร่างและตรวจ MOU และ LOI ตรวจว่าข้อใดผูกพัน ร่างหนังสือถอนตัวและตอบหนังสือจากอีกฝ่าย และดูแลการเจรจาจนถึงสัญญาหลักสำหรับธุรกิจในไทย ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ สัญญาและเอกสาร และ ร่วมทุน
คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

