คำตอบหลัก
พ่อแม่ที่เริ่มหลงลืมยังเป็นบุคคลที่มีความสามารถตามกฎหมายเต็มที่ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ใบวินิจฉัยของแพทย์ไม่ได้ทำให้เอกสารทุกฉบับเป็นโมฆะ สิ่งที่ตัดสินความสำคัญของนิติกรรมแต่ละฉบับคือสภาพความเข้าใจของท่านในขณะลงนาม และเรื่องนี้ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน
ช่วงที่อาการยังเบา เป็นช่วงที่ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีที่สุด ทั้งทำพินัยกรรมให้ถูกแบบ ทำหนังสือมอบอำนาจเฉพาะเรื่อง จัดทำบัญชีทรัพย์สิน และเก็บหลักฐานว่าท่านเข้าใจสิ่งที่เซ็น แต่หนังสือมอบอำนาจใช้เป็นแผนระยะยาวไม่ได้ เพราะสัญญาตัวแทนระงับเมื่อผู้มอบอำนาจตายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ (มาตรา 826)
เมื่ออาการถึงขั้นที่ท่านจัดการเงินและทรัพย์สินเองไม่ได้ ทางที่มั่นคงคือให้ญาติที่มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้สั่งเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้อนุบาลตามมาตรา 28 ถ้าอาการเบากว่านั้น ศาลอาจสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถตามมาตรา 32 ซึ่งยังทำนิติกรรมทั่วไปได้เอง แต่นิติกรรมสำคัญบางประเภทต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน
1. การวินิจฉัยโรคกับความสามารถตามกฎหมายต่างกันอย่างไร
| เรื่อง | การวินิจฉัยทางการแพทย์ | สถานะตามกฎหมาย |
|---|---|---|
| ใครเป็นผู้กำหนด | แพทย์ ตามอาการและการทดสอบ | ศาล โดยคำสั่งตามมาตรา 28 หรือ 32 |
| ผลต่อเอกสาร | เป็นพยานหลักฐานเรื่องสภาพจิต | คำสั่งศาลเปลี่ยนสถานะของบุคคลและต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา |
| ระดับ | มีหลายระยะ อาการขึ้นลงได้ตามช่วงเวลา | มีสองสถานะคือ ไร้ความสามารถ และเสมือนไร้ความสามารถ นอกนั้นถือว่ามีความสามารถ |
| จุดที่ศาลดู | ผลตรวจ ประวัติการรักษา | ความเข้าใจในเรื่องที่ทำ ณ เวลาลงนาม |
ผู้ป่วยบางรายมีช่วงที่แจ่มใสและช่วงที่สับสนสลับกัน เอกสารที่ลงนามในช่วงแจ่มใสจึงอาจสมบูรณ์ได้แม้ผู้นั้นเป็นโรคอยู่ ในทางกลับกัน เอกสารที่ลงนามในช่วงที่สับสนหนักอาจถูกโต้แย้งได้แม้ยังไม่มีคำสั่งศาล คำถามที่ควรถามทุกครั้งจึงเป็น "ท่านเข้าใจอะไรในวันที่เซ็น" ไม่ใช่ "ท่านเป็นโรคอะไร"
2. ถ้าศาลยังไม่มีคำสั่ง นิติกรรมที่พ่อแม่ทำจะถูกยกเลิกได้เมื่อไร
มาตรา 30 วางเงื่อนไขไว้สองข้อ นิติกรรมของบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ จะเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อ
- ทำในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และ
- คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งรู้ด้วยว่าผู้ทำเป็นคนวิกลจริต
ต้องครบทั้งสองข้อ ผลที่ตามมา
- การเรียกร้องให้เอกสารเสียไปไม่ใช่แค่พิสูจน์ว่า "ท่านสับสน" ต้องพิสูจน์ด้วยว่าอีกฝ่ายรู้ เช่น ผู้ซื้อ ผู้รับโอน ธนาคาร หรือเครือญาติที่อยู่ในเหตุการณ์
- ถ้าอีกฝ่ายไม่รู้และไม่มีเหตุให้ต้องรู้ นิติกรรมอาจยังคงผูกพัน แม้ผู้ทำจะจริตวิกลจริง
- ถ้าลูกหลานเป็นคู่กรณีเอง และอยู่ดูแลท่านใกล้ชิด การอ้างว่า "ไม่รู้ว่าท่านหลงลืม" จะรับฟังได้ยาก
โมฆียะหมายถึงนิติกรรมสมบูรณ์จนกว่าจะมีการบอกล้าง ไม่ใช่เสียเปล่าโดยอัตโนมัติ การบอกล้างมีผู้มีสิทธิและระยะเวลาตามกฎหมาย ให้ตรวจก่อนลงมือ
3. ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ต่างกันอย่างไร ใครร้องได้
| หัวข้อ | คนไร้ความสามารถ | คนเสมือนไร้ความสามารถ |
|---|---|---|
| บทบัญญัติ | มาตรา 28 | มาตรา 32 |
| เหตุ | วิกลจริต | กายพิการ จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ ติดสุรายาเมา หรือเหตุอื่นทำนองเดียวกัน จนไม่สามารถจัดการงานเองได้ หรือจัดการไปในทางที่อาจเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนหรือครอบครัว |
| ผู้ดูแล | ผู้อนุบาล | ผู้พิทักษ์ |
| ผลต่อนิติกรรม | นิติกรรมที่ทำเองเป็นโมฆียะ (มาตรา 29) | ทำเองได้ แต่การตามมาตรา 34 เช่น ลงทุน กู้ยืม ให้โดยเสน่หา ได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ประนีประนอมยอมความ ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน ถ้าฝ่าฝืนเป็นโมฆียะ |
| การประกาศ | ประกาศในราชกิจจานุเบกษา | ประกาศในราชกิจจานุเบกษา |
ผู้ร้องขอตามมาตรา 28 ได้แก่ คู่สมรส ผู้บุพการี (บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ทวด) ผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน ลื่อ) ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ และพนักงานอัยการ มาตรา 32 ให้บุคคลกลุ่มเดียวกันนี้ร้องขอได้
คำร้องมักต้องมีใบรับรองแพทย์หรือผลการตรวจ ประวัติการรักษา พยานที่รู้จักผู้ป่วย และข้อมูลทรัพย์สินที่ต้องจัดการ ศาลอาจไต่สวนสภาพของผู้ป่วยและตรวจว่าผู้ที่เสนอเป็นผู้อนุบาลเหมาะสมหรือไม่ รายละเอียดการยื่น ศาลที่มีเขตอำนาจ และระยะเวลา ให้ตรวจกับข้อเท็จจริงของแต่ละราย
4. ผู้อนุบาลทำอะไรได้ และเมื่อใดต้องขออนุญาตศาล
ผู้อนุบาลเป็นผู้แทนของผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ใช้จ่ายเพื่อการดูแลผู้ป่วย จัดการทรัพย์สิน และทำนิติกรรมแทนได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายและคำสั่งศาลกำหนด
กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจเด็ดขาด มาตรา 1598/18 ให้นำบทบัญญัติเรื่องสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้โดยอนุโลมในกรณีที่ผู้อนุบาลเป็นบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่บิดามารดาหรือคู่สมรส (เช่น ลูกที่ดูแลพ่อแม่) และมาตรา 1598/3 กำหนดให้ผู้ปกครองอยู่ภายใต้มาตรา 1574 โดยอนุโลม มาตรา 1574 ระบุนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน เช่น
- ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก จำนอง ปลดจำนอง อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้
- ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี
- ให้กู้ยืมเงิน
- ให้โดยเสน่หา เว้นแต่เป็นการพอสมควรแก่ฐานานุรูปเพื่อการกุศล การสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
- ประกันหนี้ในทางที่อาจให้ผู้นั้นต้องรับภาระ
- ประนีประนอมยอมความ หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการ
การนำมาตราเหล่านี้มาใช้กับผู้ใหญ่ที่อยู่ในความอนุบาลเป็นการใช้โดยอนุโลม ผู้อนุบาลจึงไม่ควรตีความเองว่าเรื่องใดทำได้ ควรอ่านคำสั่งแต่งตั้งและหารือก่อนขายที่ดิน จำนองบ้าน หรือโอนทรัพย์ให้ใคร การทำโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจถูกเพิกถอน และผู้อนุบาลอาจถูกเรียกรับผิดหรือถูกร้องถอนจากหน้าที่
5. หนังสือมอบอำนาจ ใช้ได้แค่ไหน และหมดผลเมื่อไร
หนังสือมอบอำนาจทำให้ลูกหลานทำธุรกรรมแทนพ่อแม่ได้ เช่น ถอนเงินจ่ายค่ารักษา ต่อสัญญาเช่า หรือติดต่อหน่วยงาน แต่มีข้อจำกัด
- หมดผลเมื่อผู้มอบอำนาจตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ มาตรา 826 ให้สัญญาตัวแทนระงับสิ้นไปเมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย ตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือล้มละลาย เว้นแต่จะขัดกับข้อสัญญาหรือสภาพแห่งกิจการนั้น ถ้อยคำคือ "ตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ" ซึ่งหมายถึงสถานะที่ศาลสั่ง การป่วยหนักโดยยังไม่มีคำสั่งศาลจึงไม่ทำให้สัญญาระงับตามมาตรานี้เองโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย เพราะผู้มอบอำนาจต้องมีความเข้าใจในวันที่มอบอำนาจ และอีกฝ่ายอาจปฏิเสธเอกสารที่ดูน่าสงสัย
- ตัวแทนถูกจำกัดโดยขอบเขตที่ระบุ ควรเขียนเป็นเรื่อง ๆ เช่น ถอนเงินจากบัญชีนี้ไม่เกินวงเงินที่ตกลง ไม่ควรเขียนกว้างว่า "ทำการแทนทุกอย่าง" ถ้าไม่จำเป็น
- ถอนได้ทุกเมื่อ ผู้มอบอำนาจยังถอนตัวแทนได้ (มาตรา 826 วรรคแรก) ถ้าท่านเปลี่ยนใจหรือเกิดความขัดแย้ง
- ตัวแทนต้องรายงานและแยกเงิน ใช้เงินของพ่อแม่เพื่อพ่อแม่ ไม่ปะปนกับเงินส่วนตัว และเก็บใบเสร็จ
สรุปคือ หนังสือมอบอำนาจเหมาะกับช่วงต้นและกับธุรกรรมเฉพาะเรื่อง เมื่อสถานการณ์เลื่อนขั้นไปถึงการร้องขอให้ศาลตั้งผู้อนุบาล หนังสือมอบอำนาจจะไม่ใช่เครื่องมือหลักอีกต่อไป
6. พินัยกรรมที่ทำเมื่อเริ่มมีอาการ ใช้ได้หรือไม่
มาตรา 1704 แยกสองกรณี
- ผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำพินัยกรรม พินัยกรรมเป็นโมฆะ
- ผู้ถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริตแต่ศาลยังไม่สั่ง ทำพินัยกรรม พินัยกรรมจะเป็นอันเสียเปล่าก็แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำจริตวิกลอยู่
ดังนั้น พินัยกรรมที่ทำก่อนมีคำสั่งศาลไม่ได้เสียไปเพราะผู้ทำเป็นโรคสมองเสื่อม ต้องมีผู้พิสูจน์ว่า ณ วันนั้นท่านจริตวิกลจริง ภาระพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายที่ต้องการให้พินัยกรรมเสียไป พินัยกรรมที่ทำหลังมีคำสั่งศาลเป็นโมฆะโดยตรง
นอกจากสภาพจิต พินัยกรรมยังต้องทำตามแบบ ตัวอย่างแบบที่ใช้บ่อย
- แบบธรรมดา (มาตรา 1656) ทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ผู้ทำลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานลงลายมือชื่อรับรอง
- แบบเขียนเองทั้งฉบับ (มาตรา 1657) ผู้ทำเขียนด้วยมือตนเองทั้งข้อความ วัน เดือน ปี และลายมือชื่อ
- แบบเอกสารฝ่ายเมือง (มาตรา 1658) แจ้งข้อความต่อกรมการอำเภอ ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน เจ้าหน้าที่จดและอ่านให้ฟัง ทุกฝ่ายลงลายมือชื่อ และเจ้าหน้าที่ลงชื่อ ลงวันที่ ประทับตราตำแหน่ง
สำหรับผู้ป่วยที่สภาพจิตอาจถูกโต้แย้งในภายหลัง แบบเอกสารฝ่ายเมืองที่ทำที่ที่ว่าการอำเภอมีข้อดีที่มีเจ้าหน้าที่และพยานอยู่ในขั้นตอน แต่ไม่ได้ทำให้เรื่องสภาพจิตหมดข้อโต้แย้ง เพียงช่วยให้มีผู้เห็นเหตุการณ์ ดูเพิ่มเรื่องการเก็บหลักฐานพินัยกรรมที่ถูกโต้แย้งในคู่มือที่ลิงก์ไว้ท้ายบทความ
7. วันเซ็นเอกสาร ควรเก็บหลักฐานอะไร
หลักฐานเหล่านี้ไม่ใช่เงื่อนไขของกฎหมาย แต่ช่วยให้พิสูจน์ได้ภายหลังว่าท่านเข้าใจ
- ใบรับรองหรือบันทึกของแพทย์ในวันเดียวกัน ให้แพทย์ที่รู้จักผู้ป่วยบันทึกว่าในวันนั้นท่านรู้วัน รู้ว่ากำลังทำอะไร และรู้ทรัพย์สินหลักของตน
- พยานที่เป็นกลาง เลือกคนที่ไม่ได้รับประโยชน์ตามพินัยกรรม เช่น เพื่อนบ้านหรือเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ลูกที่ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น
- ให้ท่านบอกเหตุผลด้วยคำพูดของท่านเอง ว่าจะแบ่งทรัพย์อย่างไรและเพราะอะไร บันทึกสิ่งที่ท่านพูดเอง ไม่ใช่ให้ลูกเป็นผู้พูดแทน
- วิดีโอ บันทึกต่อเนื่องไม่ตัดต่อ ถามคำถามปลายเปิด เช่น มีทรัพย์สินอะไรบ้าง มีลูกกี่คน ใครจะได้อะไร วิดีโอเป็นหลักฐานประกอบ ไม่ใช่ตัวพินัยกรรม (ดูคู่มือเรื่องพินัยกรรมในรูปไฟล์หรือวิดีโอ)
- ไม่ให้ผู้ที่ได้ประโยชน์อยู่ในห้อง ระหว่างที่ท่านบอกเจตนา
- ทำในช่วงเวลาที่ท่านดีที่สุดของวัน เช่น ช่วงเช้า ถ้าอาการแย่ลงตอนเย็น
- เก็บต้นฉบับและสำเนาไว้หลายที่ และจดว่าใครรู้ที่เก็บ
8. ทางเลือกตามระยะอาการ
| ระยะ | ลักษณะ | ทางเลือก | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| ต้น | ยังตัดสินใจเรื่องเงินและทรัพย์สินได้ มีหลงลืมบ้าง | ทำพินัยกรรมให้ถูกแบบ พร้อมหลักฐานตามหัวข้อ 7 หนังสือมอบอำนาจเฉพาะเรื่อง จัดทำบัญชีทรัพย์สินและรายชื่อบัญชี ตั้งผู้จัดการมรดกในพินัยกรรม ปรึกษาเรื่องการเปิดบัญชีร่วมหรือการจัดการร่วมกัน | บัญชีร่วมไม่ได้ทำให้เงินเป็นของลูกโดยอัตโนมัติ และการโอนทรัพย์ให้ลูกก่อนอาจกระทบพี่น้องคนอื่นหรือถูกโต้แย้ง |
| กลาง | สับสนเป็นช่วง ๆ จัดการเงินเองลำบาก | ประเมินว่าร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถหรือไร้ความสามารถ ทำเอกสารสำคัญเฉพาะในช่วงแจ่มใสพร้อมหลักฐาน | เอกสารในช่วงนี้มีความเสี่ยงถูกโต้แย้งสูงสุด ควรเก็บหลักฐานเข้ม |
| หนัก | แยกคนหรือเงินไม่ได้ ตัดสินใจเรื่องทรัพย์สินเองไม่ได้ | ร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้อนุบาลตามมาตรา 28 | ไม่ควรให้ใครเซ็นแทนหรือจับมือเซ็น หนังสือมอบอำนาจที่ทำเมื่อสภาพจิตไม่เอื้อเสี่ยงถูกล้ม |
| มีข้อพิพาทในหมู่พี่น้อง | ไม่เห็นด้วยว่าใครควรดูแลหรือใครควรเป็นผู้อนุบาล | ยื่นคำร้องต่อศาลให้พิจารณาตัวผู้อนุบาลที่เหมาะสม บัญชีรายรับรายจ่ายโปร่งใส ทางเลือกการไกล่เกลี่ย | ศาลจะดูความเหมาะสมและประโยชน์ของผู้ป่วย ไม่ใช่ลำดับการเกิด |
9. ธนาคารและสำนักงานที่ดิน
ธนาคารมีระเบียบภายในของตนเองเกี่ยวกับบัญชีของผู้สูงอายุที่สภาพจิตมีปัญหา บางแห่งอาจขอเอกสารเพิ่ม เช่น คำสั่งศาลตั้งผู้อนุบาล หรือไม่ยอมรับหนังสือมอบอำนาจที่ดูผิดปกติ ควรสอบถามสาขาที่เปิดบัญชีว่าต้องใช้เอกสารอะไรก่อนจะถึงวันที่ต้องใช้
สำนักงานที่ดินก็อาจตรวจเอกสารแสดงอำนาจของผู้ทำแทน ถ้าเป็นการโอนทรัพย์ของผู้ที่ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ ผู้อนุบาลอาจต้องแสดงคำสั่งแต่งตั้งและคำสั่งอนุญาตของศาลตามประเภทนิติกรรม ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนนัดวันโอน เพราะแนวปฏิบัติแต่ละสำนักงานอาจต่างกันเล็กน้อย
ข้อเท็จจริงที่ควรเตรียมเมื่อไปติดต่อ ได้แก่ สำเนาบัตรของผู้ป่วยและผู้ดำเนินการ ทะเบียนบ้าน เอกสารสิทธิ์ที่ดิน สมุดบัญชี และหลักฐานความสัมพันธ์
10. พี่น้องขัดแย้ง และความโปร่งใส
เรื่องที่พาครอบครัวไปศาลจริง ๆ มักไม่ใช่โรค แต่เป็นความไม่ไว้ใจเรื่องเงิน
- ตกลงกันเรื่องผู้ดูแลหลัก และแจ้งพี่น้องทุกคนก่อนยื่นคำร้อง
- ทำบัญชีรับจ่าย เงินของพ่อแม่ใช้เพื่อพ่อแม่ ค่ารักษา ค่าพยาบาล ค่าอาหาร เก็บใบเสร็จและสรุปรายเดือนส่งให้พี่น้อง
- แยกบัญชี อย่าปะปนกับเงินส่วนตัว
- อย่าโอนทรัพย์ให้ตนเอง โดยอ้างว่าพ่อแม่ยกให้ ถ้าไม่มีหลักฐานชัดและไม่แจ้งพี่น้อง จะถูกสงสัยทันที
- ถ้าสงสัยว่าพี่น้องเอาเปรียบ เก็บหลักฐาน ตรวจสมุดบัญชี และพิจารณาร้องต่อศาลให้ตั้งผู้อนุบาลที่เป็นกลาง หรือร้องขอให้ถอดถอนผู้อนุบาลที่ไม่เหมาะสม
11. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เข้าใจว่าพ่อแม่ได้รับวินิจฉัยโรคแล้ว เอกสารทั้งหมดเสียไปโดยอัตโนมัติ ความจริงต้องดูสภาพ ณ วันลงนามและเงื่อนไขตามมาตรา 30 และ 1704
- เชื่อว่าพ่อแม่ทำเองได้ทุกอย่างจนวันสุดท้าย แล้วไม่ทำอะไรเลยจนต้องร้องศาลในภาวะฉุกเฉิน
- ใช้หนังสือมอบอำนาจเป็นแผนระยะยาว ทั้งที่สัญญาตัวแทนระงับเมื่อผู้มอบอำนาจตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ
- ให้ลูกที่ได้ประโยชน์ตามพินัยกรรมเป็นผู้พาไปทำและอยู่ในห้อง
- ให้ผู้ป่วยเซ็นเอกสารทุกฉบับโดยไม่อธิบายเนื้อหา
- ผู้อนุบาลขายหรือจำนองทรัพย์โดยไม่ตรวจว่าต้องขออนุญาตศาลหรือไม่
- ปะปนเงินพ่อแม่กับเงินตนเอง ไม่เก็บใบเสร็จ
- ทำพินัยกรรมใหม่หลายฉบับในช่วงอาการแย่ลง ทำให้ฉบับหลังขัดฉบับแรกและเกิดข้อโต้แย้ง
12. เช็กลิสต์
- จดอาการ วันที่ และการรักษา ขอผลตรวจหรือใบรับรองแพทย์ที่เป็นปัจจุบัน
- ทำบัญชีทรัพย์สิน บัญชีธนาคาร ที่ดิน หนี้สิน กรมธรรม์ และที่เก็บเอกสารสิทธิ์
- ประเมินว่าตอนนี้ท่านเข้าใจเรื่องทรัพย์สินและพินัยกรรมเพียงใด
- ถ้าจะทำพินัยกรรม เลือกแบบ (มาตรา 1656 1657 หรือ 1658) พร้อมใบรับรองแพทย์วันเดียวกัน พยานที่เป็นกลาง และวิดีโอประกอบ
- ถ้าจะทำหนังสือมอบอำนาจ ระบุเรื่องและวงเงิน กำหนดให้ตัวแทนเก็บใบเสร็จ
- แจ้งพี่น้องทุกคนเรื่องแผนและผู้ดูแล
- สอบถามธนาคารและสำนักงานที่ดินเรื่องเอกสารที่ต้องใช้
- ถ้าท่านจัดการเงินเองไม่ได้ ปรึกษาเรื่องร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
- หลังมีผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ อ่านคำสั่งและขออนุญาตศาลก่อนทำนิติกรรมสำคัญ
อ่านเพิ่มเติม
- ทำพินัยกรรมควรตั้งใครเป็นผู้จัดการมรดก ตั้งกี่คน และตั้งตัวสำรองอย่างไร — เมื่อวางแผนพินัยกรรมล่วงหน้า
- พินัยกรรมในมือถือ ไฟล์ PDF ข้อความ LINE หรือวิดีโอ ใช้เป็นพินัยกรรมได้หรือไม่ — วิดีโอเป็นหลักฐานประกอบได้แค่ไหน
- สงสัยว่าพินัยกรรมปลอมหรือผู้ทำถูกกดดัน ทายาทควรเก็บหลักฐานอะไร และมีเวลาเท่าไร — เมื่อพี่น้องโต้แย้งพินัยกรรม
- พ่อแม่เสียชีวิต แบ่งมรดกอย่างไร: คู่มือทายาทและผู้จัดการมรดก — ขั้นตอนหลังพ่อแม่เสียชีวิต
- ลูกเป็นผู้เยาว์และได้รับมรดก พ่อแม่จัดการเงินและขายทรัพย์ได้แค่ไหน ต้องขออนุญาตศาลเมื่อใด — หลักมาตรา 1574 ที่ใช้กับผู้ปกครอง
พ่อแม่ที่เริ่มหลงลืมยังมีความสามารถตามกฎหมายจนกว่าศาลจะสั่ง การวินิจฉัยโรคอย่างเดียวไม่ทำให้เอกสารเสีย ท่านจึงควรทำพินัยกรรมและเตรียมหลักฐานตั้งแต่ช่วงต้น และเตรียมร้องขอต่อศาลเมื่อท่านจัดการทรัพย์สินเองไม่ได้
เราช่วยประเมินสถานการณ์ของครอบครัว วางแผนพินัยกรรมและหนังสือมอบอำนาจ เตรียมหลักฐานวันลงนาม ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ และดูแลเมื่อพี่น้องมีข้อพิพาท ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ งานมรดกและพินัยกรรม และ งานคดีครอบครัว
คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

