ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
คู่มือกฎหมายมรดก

พ่อแม่เริ่มหลงลืม จัดการทรัพย์สิน หนังสือมอบอำนาจ และพินัยกรรมอย่างไร เมื่อไรต้องไปศาล

ผู้บรรลุนิติภาวะมีความสามารถตามกฎหมายเต็มที่จนกว่าศาลจะมีคำสั่ง การวินิจฉัยโรคอย่างเดียวไม่ทำให้เอกสารเป็นโมฆะ คู่มือนี้อธิบายข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจ ทางเลือกตามระยะอาการ และเมื่อใดต้องร้องขอให้ศาลตั้งผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมคดีครอบครัวและมรดก7 พฤศจิกายน 256913 นาที
พ่อแม่เริ่มหลงลืม จัดการทรัพย์สิน หนังสือมอบอำนาจ และพินัยกรรมอย่างไร เมื่อไรต้องไปศาล

คำตอบหลัก

พ่อแม่ที่เริ่มหลงลืมยังเป็นบุคคลที่มีความสามารถตามกฎหมายเต็มที่ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ใบวินิจฉัยของแพทย์ไม่ได้ทำให้เอกสารทุกฉบับเป็นโมฆะ สิ่งที่ตัดสินความสำคัญของนิติกรรมแต่ละฉบับคือสภาพความเข้าใจของท่านในขณะลงนาม และเรื่องนี้ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน

ช่วงที่อาการยังเบา เป็นช่วงที่ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีที่สุด ทั้งทำพินัยกรรมให้ถูกแบบ ทำหนังสือมอบอำนาจเฉพาะเรื่อง จัดทำบัญชีทรัพย์สิน และเก็บหลักฐานว่าท่านเข้าใจสิ่งที่เซ็น แต่หนังสือมอบอำนาจใช้เป็นแผนระยะยาวไม่ได้ เพราะสัญญาตัวแทนระงับเมื่อผู้มอบอำนาจตายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ (มาตรา 826)

เมื่ออาการถึงขั้นที่ท่านจัดการเงินและทรัพย์สินเองไม่ได้ ทางที่มั่นคงคือให้ญาติที่มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้สั่งเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้อนุบาลตามมาตรา 28 ถ้าอาการเบากว่านั้น ศาลอาจสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถตามมาตรา 32 ซึ่งยังทำนิติกรรมทั่วไปได้เอง แต่นิติกรรมสำคัญบางประเภทต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน

1. การวินิจฉัยโรคกับความสามารถตามกฎหมายต่างกันอย่างไร

เรื่องการวินิจฉัยทางการแพทย์สถานะตามกฎหมาย
ใครเป็นผู้กำหนดแพทย์ ตามอาการและการทดสอบศาล โดยคำสั่งตามมาตรา 28 หรือ 32
ผลต่อเอกสารเป็นพยานหลักฐานเรื่องสภาพจิตคำสั่งศาลเปลี่ยนสถานะของบุคคลและต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ระดับมีหลายระยะ อาการขึ้นลงได้ตามช่วงเวลามีสองสถานะคือ ไร้ความสามารถ และเสมือนไร้ความสามารถ นอกนั้นถือว่ามีความสามารถ
จุดที่ศาลดูผลตรวจ ประวัติการรักษาความเข้าใจในเรื่องที่ทำ ณ เวลาลงนาม

ผู้ป่วยบางรายมีช่วงที่แจ่มใสและช่วงที่สับสนสลับกัน เอกสารที่ลงนามในช่วงแจ่มใสจึงอาจสมบูรณ์ได้แม้ผู้นั้นเป็นโรคอยู่ ในทางกลับกัน เอกสารที่ลงนามในช่วงที่สับสนหนักอาจถูกโต้แย้งได้แม้ยังไม่มีคำสั่งศาล คำถามที่ควรถามทุกครั้งจึงเป็น "ท่านเข้าใจอะไรในวันที่เซ็น" ไม่ใช่ "ท่านเป็นโรคอะไร"

2. ถ้าศาลยังไม่มีคำสั่ง นิติกรรมที่พ่อแม่ทำจะถูกยกเลิกได้เมื่อไร

มาตรา 30 วางเงื่อนไขไว้สองข้อ นิติกรรมของบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ จะเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อ

  1. ทำในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และ
  2. คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งรู้ด้วยว่าผู้ทำเป็นคนวิกลจริต

ต้องครบทั้งสองข้อ ผลที่ตามมา

  • การเรียกร้องให้เอกสารเสียไปไม่ใช่แค่พิสูจน์ว่า "ท่านสับสน" ต้องพิสูจน์ด้วยว่าอีกฝ่ายรู้ เช่น ผู้ซื้อ ผู้รับโอน ธนาคาร หรือเครือญาติที่อยู่ในเหตุการณ์
  • ถ้าอีกฝ่ายไม่รู้และไม่มีเหตุให้ต้องรู้ นิติกรรมอาจยังคงผูกพัน แม้ผู้ทำจะจริตวิกลจริง
  • ถ้าลูกหลานเป็นคู่กรณีเอง และอยู่ดูแลท่านใกล้ชิด การอ้างว่า "ไม่รู้ว่าท่านหลงลืม" จะรับฟังได้ยาก

โมฆียะหมายถึงนิติกรรมสมบูรณ์จนกว่าจะมีการบอกล้าง ไม่ใช่เสียเปล่าโดยอัตโนมัติ การบอกล้างมีผู้มีสิทธิและระยะเวลาตามกฎหมาย ให้ตรวจก่อนลงมือ

3. ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ต่างกันอย่างไร ใครร้องได้

หัวข้อคนไร้ความสามารถคนเสมือนไร้ความสามารถ
บทบัญญัติมาตรา 28มาตรา 32
เหตุวิกลจริตกายพิการ จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ ติดสุรายาเมา หรือเหตุอื่นทำนองเดียวกัน จนไม่สามารถจัดการงานเองได้ หรือจัดการไปในทางที่อาจเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนหรือครอบครัว
ผู้ดูแลผู้อนุบาลผู้พิทักษ์
ผลต่อนิติกรรมนิติกรรมที่ทำเองเป็นโมฆียะ (มาตรา 29)ทำเองได้ แต่การตามมาตรา 34 เช่น ลงทุน กู้ยืม ให้โดยเสน่หา ได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ประนีประนอมยอมความ ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน ถ้าฝ่าฝืนเป็นโมฆียะ
การประกาศประกาศในราชกิจจานุเบกษาประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ผู้ร้องขอตามมาตรา 28 ได้แก่ คู่สมรส ผู้บุพการี (บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ทวด) ผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน ลื่อ) ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ และพนักงานอัยการ มาตรา 32 ให้บุคคลกลุ่มเดียวกันนี้ร้องขอได้

คำร้องมักต้องมีใบรับรองแพทย์หรือผลการตรวจ ประวัติการรักษา พยานที่รู้จักผู้ป่วย และข้อมูลทรัพย์สินที่ต้องจัดการ ศาลอาจไต่สวนสภาพของผู้ป่วยและตรวจว่าผู้ที่เสนอเป็นผู้อนุบาลเหมาะสมหรือไม่ รายละเอียดการยื่น ศาลที่มีเขตอำนาจ และระยะเวลา ให้ตรวจกับข้อเท็จจริงของแต่ละราย

4. ผู้อนุบาลทำอะไรได้ และเมื่อใดต้องขออนุญาตศาล

ผู้อนุบาลเป็นผู้แทนของผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ใช้จ่ายเพื่อการดูแลผู้ป่วย จัดการทรัพย์สิน และทำนิติกรรมแทนได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายและคำสั่งศาลกำหนด

กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจเด็ดขาด มาตรา 1598/18 ให้นำบทบัญญัติเรื่องสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้โดยอนุโลมในกรณีที่ผู้อนุบาลเป็นบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่บิดามารดาหรือคู่สมรส (เช่น ลูกที่ดูแลพ่อแม่) และมาตรา 1598/3 กำหนดให้ผู้ปกครองอยู่ภายใต้มาตรา 1574 โดยอนุโลม มาตรา 1574 ระบุนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน เช่น

  • ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก จำนอง ปลดจำนอง อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้
  • ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี
  • ให้กู้ยืมเงิน
  • ให้โดยเสน่หา เว้นแต่เป็นการพอสมควรแก่ฐานานุรูปเพื่อการกุศล การสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
  • ประกันหนี้ในทางที่อาจให้ผู้นั้นต้องรับภาระ
  • ประนีประนอมยอมความ หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการ

การนำมาตราเหล่านี้มาใช้กับผู้ใหญ่ที่อยู่ในความอนุบาลเป็นการใช้โดยอนุโลม ผู้อนุบาลจึงไม่ควรตีความเองว่าเรื่องใดทำได้ ควรอ่านคำสั่งแต่งตั้งและหารือก่อนขายที่ดิน จำนองบ้าน หรือโอนทรัพย์ให้ใคร การทำโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจถูกเพิกถอน และผู้อนุบาลอาจถูกเรียกรับผิดหรือถูกร้องถอนจากหน้าที่

5. หนังสือมอบอำนาจ ใช้ได้แค่ไหน และหมดผลเมื่อไร

หนังสือมอบอำนาจทำให้ลูกหลานทำธุรกรรมแทนพ่อแม่ได้ เช่น ถอนเงินจ่ายค่ารักษา ต่อสัญญาเช่า หรือติดต่อหน่วยงาน แต่มีข้อจำกัด

  • หมดผลเมื่อผู้มอบอำนาจตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ มาตรา 826 ให้สัญญาตัวแทนระงับสิ้นไปเมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย ตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือล้มละลาย เว้นแต่จะขัดกับข้อสัญญาหรือสภาพแห่งกิจการนั้น ถ้อยคำคือ "ตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ" ซึ่งหมายถึงสถานะที่ศาลสั่ง การป่วยหนักโดยยังไม่มีคำสั่งศาลจึงไม่ทำให้สัญญาระงับตามมาตรานี้เองโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย เพราะผู้มอบอำนาจต้องมีความเข้าใจในวันที่มอบอำนาจ และอีกฝ่ายอาจปฏิเสธเอกสารที่ดูน่าสงสัย
  • ตัวแทนถูกจำกัดโดยขอบเขตที่ระบุ ควรเขียนเป็นเรื่อง ๆ เช่น ถอนเงินจากบัญชีนี้ไม่เกินวงเงินที่ตกลง ไม่ควรเขียนกว้างว่า "ทำการแทนทุกอย่าง" ถ้าไม่จำเป็น
  • ถอนได้ทุกเมื่อ ผู้มอบอำนาจยังถอนตัวแทนได้ (มาตรา 826 วรรคแรก) ถ้าท่านเปลี่ยนใจหรือเกิดความขัดแย้ง
  • ตัวแทนต้องรายงานและแยกเงิน ใช้เงินของพ่อแม่เพื่อพ่อแม่ ไม่ปะปนกับเงินส่วนตัว และเก็บใบเสร็จ

สรุปคือ หนังสือมอบอำนาจเหมาะกับช่วงต้นและกับธุรกรรมเฉพาะเรื่อง เมื่อสถานการณ์เลื่อนขั้นไปถึงการร้องขอให้ศาลตั้งผู้อนุบาล หนังสือมอบอำนาจจะไม่ใช่เครื่องมือหลักอีกต่อไป

6. พินัยกรรมที่ทำเมื่อเริ่มมีอาการ ใช้ได้หรือไม่

มาตรา 1704 แยกสองกรณี

  1. ผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำพินัยกรรม พินัยกรรมเป็นโมฆะ
  2. ผู้ถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริตแต่ศาลยังไม่สั่ง ทำพินัยกรรม พินัยกรรมจะเป็นอันเสียเปล่าก็แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำจริตวิกลอยู่

ดังนั้น พินัยกรรมที่ทำก่อนมีคำสั่งศาลไม่ได้เสียไปเพราะผู้ทำเป็นโรคสมองเสื่อม ต้องมีผู้พิสูจน์ว่า ณ วันนั้นท่านจริตวิกลจริง ภาระพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายที่ต้องการให้พินัยกรรมเสียไป พินัยกรรมที่ทำหลังมีคำสั่งศาลเป็นโมฆะโดยตรง

นอกจากสภาพจิต พินัยกรรมยังต้องทำตามแบบ ตัวอย่างแบบที่ใช้บ่อย

  • แบบธรรมดา (มาตรา 1656) ทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ผู้ทำลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานลงลายมือชื่อรับรอง
  • แบบเขียนเองทั้งฉบับ (มาตรา 1657) ผู้ทำเขียนด้วยมือตนเองทั้งข้อความ วัน เดือน ปี และลายมือชื่อ
  • แบบเอกสารฝ่ายเมือง (มาตรา 1658) แจ้งข้อความต่อกรมการอำเภอ ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน เจ้าหน้าที่จดและอ่านให้ฟัง ทุกฝ่ายลงลายมือชื่อ และเจ้าหน้าที่ลงชื่อ ลงวันที่ ประทับตราตำแหน่ง

สำหรับผู้ป่วยที่สภาพจิตอาจถูกโต้แย้งในภายหลัง แบบเอกสารฝ่ายเมืองที่ทำที่ที่ว่าการอำเภอมีข้อดีที่มีเจ้าหน้าที่และพยานอยู่ในขั้นตอน แต่ไม่ได้ทำให้เรื่องสภาพจิตหมดข้อโต้แย้ง เพียงช่วยให้มีผู้เห็นเหตุการณ์ ดูเพิ่มเรื่องการเก็บหลักฐานพินัยกรรมที่ถูกโต้แย้งในคู่มือที่ลิงก์ไว้ท้ายบทความ

7. วันเซ็นเอกสาร ควรเก็บหลักฐานอะไร

หลักฐานเหล่านี้ไม่ใช่เงื่อนไขของกฎหมาย แต่ช่วยให้พิสูจน์ได้ภายหลังว่าท่านเข้าใจ

  • ใบรับรองหรือบันทึกของแพทย์ในวันเดียวกัน ให้แพทย์ที่รู้จักผู้ป่วยบันทึกว่าในวันนั้นท่านรู้วัน รู้ว่ากำลังทำอะไร และรู้ทรัพย์สินหลักของตน
  • พยานที่เป็นกลาง เลือกคนที่ไม่ได้รับประโยชน์ตามพินัยกรรม เช่น เพื่อนบ้านหรือเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ลูกที่ได้ส่วนแบ่งมากขึ้น
  • ให้ท่านบอกเหตุผลด้วยคำพูดของท่านเอง ว่าจะแบ่งทรัพย์อย่างไรและเพราะอะไร บันทึกสิ่งที่ท่านพูดเอง ไม่ใช่ให้ลูกเป็นผู้พูดแทน
  • วิดีโอ บันทึกต่อเนื่องไม่ตัดต่อ ถามคำถามปลายเปิด เช่น มีทรัพย์สินอะไรบ้าง มีลูกกี่คน ใครจะได้อะไร วิดีโอเป็นหลักฐานประกอบ ไม่ใช่ตัวพินัยกรรม (ดูคู่มือเรื่องพินัยกรรมในรูปไฟล์หรือวิดีโอ)
  • ไม่ให้ผู้ที่ได้ประโยชน์อยู่ในห้อง ระหว่างที่ท่านบอกเจตนา
  • ทำในช่วงเวลาที่ท่านดีที่สุดของวัน เช่น ช่วงเช้า ถ้าอาการแย่ลงตอนเย็น
  • เก็บต้นฉบับและสำเนาไว้หลายที่ และจดว่าใครรู้ที่เก็บ

8. ทางเลือกตามระยะอาการ

ระยะลักษณะทางเลือกข้อควรระวัง
ต้นยังตัดสินใจเรื่องเงินและทรัพย์สินได้ มีหลงลืมบ้างทำพินัยกรรมให้ถูกแบบ พร้อมหลักฐานตามหัวข้อ 7 หนังสือมอบอำนาจเฉพาะเรื่อง จัดทำบัญชีทรัพย์สินและรายชื่อบัญชี ตั้งผู้จัดการมรดกในพินัยกรรม ปรึกษาเรื่องการเปิดบัญชีร่วมหรือการจัดการร่วมกันบัญชีร่วมไม่ได้ทำให้เงินเป็นของลูกโดยอัตโนมัติ และการโอนทรัพย์ให้ลูกก่อนอาจกระทบพี่น้องคนอื่นหรือถูกโต้แย้ง
กลางสับสนเป็นช่วง ๆ จัดการเงินเองลำบากประเมินว่าร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถหรือไร้ความสามารถ ทำเอกสารสำคัญเฉพาะในช่วงแจ่มใสพร้อมหลักฐานเอกสารในช่วงนี้มีความเสี่ยงถูกโต้แย้งสูงสุด ควรเก็บหลักฐานเข้ม
หนักแยกคนหรือเงินไม่ได้ ตัดสินใจเรื่องทรัพย์สินเองไม่ได้ร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้อนุบาลตามมาตรา 28ไม่ควรให้ใครเซ็นแทนหรือจับมือเซ็น หนังสือมอบอำนาจที่ทำเมื่อสภาพจิตไม่เอื้อเสี่ยงถูกล้ม
มีข้อพิพาทในหมู่พี่น้องไม่เห็นด้วยว่าใครควรดูแลหรือใครควรเป็นผู้อนุบาลยื่นคำร้องต่อศาลให้พิจารณาตัวผู้อนุบาลที่เหมาะสม บัญชีรายรับรายจ่ายโปร่งใส ทางเลือกการไกล่เกลี่ยศาลจะดูความเหมาะสมและประโยชน์ของผู้ป่วย ไม่ใช่ลำดับการเกิด

9. ธนาคารและสำนักงานที่ดิน

ธนาคารมีระเบียบภายในของตนเองเกี่ยวกับบัญชีของผู้สูงอายุที่สภาพจิตมีปัญหา บางแห่งอาจขอเอกสารเพิ่ม เช่น คำสั่งศาลตั้งผู้อนุบาล หรือไม่ยอมรับหนังสือมอบอำนาจที่ดูผิดปกติ ควรสอบถามสาขาที่เปิดบัญชีว่าต้องใช้เอกสารอะไรก่อนจะถึงวันที่ต้องใช้

สำนักงานที่ดินก็อาจตรวจเอกสารแสดงอำนาจของผู้ทำแทน ถ้าเป็นการโอนทรัพย์ของผู้ที่ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ ผู้อนุบาลอาจต้องแสดงคำสั่งแต่งตั้งและคำสั่งอนุญาตของศาลตามประเภทนิติกรรม ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนนัดวันโอน เพราะแนวปฏิบัติแต่ละสำนักงานอาจต่างกันเล็กน้อย

ข้อเท็จจริงที่ควรเตรียมเมื่อไปติดต่อ ได้แก่ สำเนาบัตรของผู้ป่วยและผู้ดำเนินการ ทะเบียนบ้าน เอกสารสิทธิ์ที่ดิน สมุดบัญชี และหลักฐานความสัมพันธ์

10. พี่น้องขัดแย้ง และความโปร่งใส

เรื่องที่พาครอบครัวไปศาลจริง ๆ มักไม่ใช่โรค แต่เป็นความไม่ไว้ใจเรื่องเงิน

  • ตกลงกันเรื่องผู้ดูแลหลัก และแจ้งพี่น้องทุกคนก่อนยื่นคำร้อง
  • ทำบัญชีรับจ่าย เงินของพ่อแม่ใช้เพื่อพ่อแม่ ค่ารักษา ค่าพยาบาล ค่าอาหาร เก็บใบเสร็จและสรุปรายเดือนส่งให้พี่น้อง
  • แยกบัญชี อย่าปะปนกับเงินส่วนตัว
  • อย่าโอนทรัพย์ให้ตนเอง โดยอ้างว่าพ่อแม่ยกให้ ถ้าไม่มีหลักฐานชัดและไม่แจ้งพี่น้อง จะถูกสงสัยทันที
  • ถ้าสงสัยว่าพี่น้องเอาเปรียบ เก็บหลักฐาน ตรวจสมุดบัญชี และพิจารณาร้องต่อศาลให้ตั้งผู้อนุบาลที่เป็นกลาง หรือร้องขอให้ถอดถอนผู้อนุบาลที่ไม่เหมาะสม

11. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  1. เข้าใจว่าพ่อแม่ได้รับวินิจฉัยโรคแล้ว เอกสารทั้งหมดเสียไปโดยอัตโนมัติ ความจริงต้องดูสภาพ ณ วันลงนามและเงื่อนไขตามมาตรา 30 และ 1704
  2. เชื่อว่าพ่อแม่ทำเองได้ทุกอย่างจนวันสุดท้าย แล้วไม่ทำอะไรเลยจนต้องร้องศาลในภาวะฉุกเฉิน
  3. ใช้หนังสือมอบอำนาจเป็นแผนระยะยาว ทั้งที่สัญญาตัวแทนระงับเมื่อผู้มอบอำนาจตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ
  4. ให้ลูกที่ได้ประโยชน์ตามพินัยกรรมเป็นผู้พาไปทำและอยู่ในห้อง
  5. ให้ผู้ป่วยเซ็นเอกสารทุกฉบับโดยไม่อธิบายเนื้อหา
  6. ผู้อนุบาลขายหรือจำนองทรัพย์โดยไม่ตรวจว่าต้องขออนุญาตศาลหรือไม่
  7. ปะปนเงินพ่อแม่กับเงินตนเอง ไม่เก็บใบเสร็จ
  8. ทำพินัยกรรมใหม่หลายฉบับในช่วงอาการแย่ลง ทำให้ฉบับหลังขัดฉบับแรกและเกิดข้อโต้แย้ง

12. เช็กลิสต์

  • จดอาการ วันที่ และการรักษา ขอผลตรวจหรือใบรับรองแพทย์ที่เป็นปัจจุบัน
  • ทำบัญชีทรัพย์สิน บัญชีธนาคาร ที่ดิน หนี้สิน กรมธรรม์ และที่เก็บเอกสารสิทธิ์
  • ประเมินว่าตอนนี้ท่านเข้าใจเรื่องทรัพย์สินและพินัยกรรมเพียงใด
  • ถ้าจะทำพินัยกรรม เลือกแบบ (มาตรา 1656 1657 หรือ 1658) พร้อมใบรับรองแพทย์วันเดียวกัน พยานที่เป็นกลาง และวิดีโอประกอบ
  • ถ้าจะทำหนังสือมอบอำนาจ ระบุเรื่องและวงเงิน กำหนดให้ตัวแทนเก็บใบเสร็จ
  • แจ้งพี่น้องทุกคนเรื่องแผนและผู้ดูแล
  • สอบถามธนาคารและสำนักงานที่ดินเรื่องเอกสารที่ต้องใช้
  • ถ้าท่านจัดการเงินเองไม่ได้ ปรึกษาเรื่องร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
  • หลังมีผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ อ่านคำสั่งและขออนุญาตศาลก่อนทำนิติกรรมสำคัญ

อ่านเพิ่มเติม

พ่อแม่ที่เริ่มหลงลืมยังมีความสามารถตามกฎหมายจนกว่าศาลจะสั่ง การวินิจฉัยโรคอย่างเดียวไม่ทำให้เอกสารเสีย ท่านจึงควรทำพินัยกรรมและเตรียมหลักฐานตั้งแต่ช่วงต้น และเตรียมร้องขอต่อศาลเมื่อท่านจัดการทรัพย์สินเองไม่ได้

เราช่วยประเมินสถานการณ์ของครอบครัว วางแผนพินัยกรรมและหนังสือมอบอำนาจ เตรียมหลักฐานวันลงนาม ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ และดูแลเมื่อพี่น้องมีข้อพิพาท ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ งานมรดกและพินัยกรรม และ งานคดีครอบครัว


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

พ่อแม่ได้รับการวินิจฉัยว่าสมองเสื่อมแล้ว เอกสารที่เซ็นไปทั้งหมดเป็นโมฆะหรือไม่+

ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ ผู้บรรลุนิติภาวะมีความสามารถตามกฎหมายจนกว่าศาลจะสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ การวินิจฉัยโรคเป็นพยานหลักฐานเรื่องสภาพจิต แต่สิ่งที่ศาลดูคือผู้นั้นเข้าใจเรื่องที่ทำอยู่หรือไม่ในขณะลงนาม ดูหัวข้อ 1 และ 2

ถ้าศาลยังไม่สั่งให้พ่อแม่เป็นคนไร้ความสามารถ นิติกรรมที่ท่านทำจะถูกยกเลิกได้เมื่อไร+

ตามมาตรา 30 นิติกรรมของบุคคลวิกลจริตที่ศาลยังไม่สั่งเป็นคนไร้ความสามารถจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อทำในขณะที่จริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายรู้ว่าผู้ทำเป็นคนวิกลจริตด้วย ต้องครบทั้งสองข้อ ดูหัวข้อ 2

ใครร้องขอให้ศาลสั่งให้พ่อแม่เป็นคนไร้ความสามารถได้+

มาตรา 28 ให้สิทธิคู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ และพนักงานอัยการ เมื่อศาลสั่งแล้วต้องมีผู้อนุบาลและคำสั่งต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดูหัวข้อ 3

หนังสือมอบอำนาจที่พ่อแม่ทำไว้ยังใช้ได้ไหมเมื่ออาการหนักขึ้น+

มาตรา 826 ให้สัญญาตัวแทนระงับเมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือล้มละลาย เว้นแต่จะขัดกับข้อสัญญาหรือสภาพแห่งกิจการนั้น ดังนั้นโดยทั่วไปเมื่อศาลสั่งให้ผู้มอบอำนาจเป็นคนไร้ความสามารถ ความเป็นตัวแทนก็ระงับ หนังสือมอบอำนาจจึงไม่ใช่แผนระยะยาว ดูหัวข้อ 5

พินัยกรรมที่พ่อแม่ทำหลังเริ่มมีอาการหลงลืมใช้ได้หรือไม่+

ขึ้นกับว่าศาลมีคำสั่งแล้วหรือยัง มาตรา 1704 ระบุว่าพินัยกรรมที่ผู้ถูกศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถทำเป็นโมฆะ ส่วนพินัยกรรมของผู้ถูกอ้างว่าวิกลจริตแต่ศาลยังไม่สั่ง จะเสียเปล่าก็แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาทำนั้นผู้ทำจริตวิกลอยู่ ดูหัวข้อ 6

ผู้อนุบาลขายที่ดินของพ่อแม่ได้เลยหรือไม่+

ไม่ควรถือว่าได้เลย มาตรา 1598/18 ให้นำบทบัญญัติเรื่องผู้ปกครองมาใช้โดยอนุโลมแก่ผู้อนุบาลบางกรณี และมาตรา 1598/3 กับ 1574 กำหนดว่านิติกรรมบางประเภท เช่น ขายหรือจำนองอสังหาริมทรัพย์ ให้กู้ยืมเงิน ให้โดยเสน่หา ประนีประนอมยอมความ ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ควรตรวจตัวคำสั่งแต่งตั้งและขอคำปรึกษาก่อนทำ ดูหัวข้อ 4

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา