คำตอบหลัก
คู่ที่อยู่กินกันโดยไม่จดทะเบียนสมรสไม่มี "สินสมรส" ให้แบ่งครึ่งตามกฎหมายครอบครัว ทรัพย์สินจึงต้องดูเป็นรายชิ้นตามกฎหมายทรัพย์สิน คือใครเป็นเจ้าของ และถ้าเป็นเจ้าของร่วมกัน แต่ละคนมีส่วนเท่าไร ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นกรรมสิทธิ์รวม ไม่ใช่สินสมรส (ฎีกาที่ 4656/2567) และมาตรา 1357 สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน
ข้อสันนิษฐานนี้เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ถ้าฝ่ายหนึ่งออกเงินมากกว่าชัดเจน อีกฝ่ายพิสูจน์ได้ว่าส่วนไม่เท่ากัน และถ้าทรัพย์สินมีชื่ออีกฝ่ายอยู่คนเดียว ผู้ที่ไม่มีชื่อต้องพิสูจน์ว่าตนลงเงินลงแรงจริง ผลจึงขึ้นกับหลักฐานการจ่ายเงินและข้อตกลงที่มี มากกว่าขึ้นกับว่าอยู่ด้วยกันกี่ปี
ทรัพย์สินสี่ประเภทมีประเด็นต่างกัน บ้านที่ยังผ่อนธนาคารต้องแยกชื่อในโฉนด ผู้กู้ และผู้จ่ายเงินจริง ที่ดินมีทะเบียนเป็นหลักฐานเบื้องต้น เงินในบัญชีดูที่มาของเงิน ส่วนหุ้นและธุรกิจต้องดูทะเบียนผู้ถือหุ้น เอกสารจดทะเบียน และข้อตกลงที่แท้จริง
1. ไม่จดทะเบียนสมรส กฎหมายมองทรัพย์สินอย่างไร
สินสมรสเป็นระบบของคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้อง ฎีกาที่ 4656/2567 วางหลักว่า การตกลงอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสไม่ก่อสิทธิหน้าที่ในทางทรัพย์สินเป็นสินสมรส ทั้งไม่ใช่หุ้นส่วนตามมาตรา 1012 เพราะไม่ใช่ข้อตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไร แต่ทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างอยู่ด้วยกันเป็นกรรมสิทธิ์รวม ต้องบังคับตามมาตรา 1357
ผลในทางปฏิบัติมีสามข้อ
- ไม่มีกติกาแบ่งครึ่งอัตโนมัติ ฝ่ายที่อยากได้ส่วนต้องพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของรวมและมีส่วนเท่าไร
- ทรัพย์สินที่ได้มาก่อนอยู่ด้วยกัน ได้รับให้ หรือได้รับมรดก ไม่ใช่สิ่งที่ "หามาร่วมกัน" โดยปกติยังเป็นของเจ้าของเดิม
- การดูแลบ้าน ทำอาหาร เลี้ยงลูก ไม่ใช่การลงเงินโดยตรง เรื่องนี้ศาลจะชั่งตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ไม่ควรคาดหวังว่าจะถูกคิดเป็นเงินเท่ากับเงินที่จ่ายจริงเสมอไป
ถ้าคู่ของท่านจดทะเบียนสมรสแล้ว หรือกำลังคิดจะจด ให้อ่านเรื่องสินสมรสในคู่มือหย่าและทรัพย์สิน ส่วนเรื่องนี้ใช้กับกรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสเท่านั้น
2. ส่วนเท่ากันและหลักฐานที่หักล้างได้
มาตรา 1357 บัญญัติว่า ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน คำว่า "สันนิษฐานไว้ก่อน" แปลว่าฝ่ายที่ต้องการส่วนไม่เท่ากันนำสืบหักล้างได้
| สถานการณ์ | แนวโน้มที่ควรเตรียมรับ |
|---|---|
| ทั้งสองฝ่ายออกเงินและผ่อนใกล้เคียงกัน มีชื่อร่วมกัน | น่าจะเป็นส่วนเท่ากัน |
| ฝ่ายหนึ่งจ่ายเงินดาวน์และงวดผ่อนเกือบทั้งหมด มีสลิปและรายการเดินบัญชีครบ | มีโอกาสพิสูจน์ส่วนที่มากกว่า |
| ฝ่ายหนึ่งออกเงินเต็มจำนวน อีกฝ่ายอ้างว่าช่วยงานบ้านอย่างเดียว | ผู้ไม่ได้ลงเงินมีภาระพิสูจน์หนัก ผลไม่แน่นอน |
| ทรัพย์สินมาจากเงินก่อนอยู่ด้วยกัน หรือเงินที่ได้รับให้เฉพาะตัว | ไม่น่าเข้าข่ายหามาร่วมกัน |
มาตรา 1356 กำหนดว่าถ้าทรัพย์สินเป็นของหลายคนรวมกัน ให้ใช้บทบัญญัติหมวดเจ้าของรวม จึงเป็นฐานของทั้งการแบ่งส่วนและการเรียกให้แบ่งในหัวข้อ 8 ผลลัพธ์ของแต่ละคดียังขึ้นกับพยานหลักฐานเป็นเรื่อง ๆ
3. บ้านหรือคอนโดที่ยังผ่อนธนาคาร: ชื่อโฉนด ผู้กู้ และคนจ่ายเงินไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกัน
ต้องแยกบทบาทสามอย่างออกจากกัน
| บทบาท | ความหมาย | ผลต่อใคร |
|---|---|---|
| ผู้มีชื่อในโฉนดหรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด | เป็นเจ้าของตามทะเบียนเบื้องต้น | โอน ขาย หรือจำนองได้โดยธนาคารและสำนักงานที่ดินเชื่อทะเบียน |
| ผู้กู้ (หรือผู้กู้ร่วม) | เป็นลูกหนี้ตามสัญญากู้ | รับผิดต่อธนาคารเต็มจำนวน ไม่ว่าใครโอนเงินผ่อน |
| ผู้จ่ายเงินจริง | ออกเงินดาวน์และผ่อนงวด | ใช้พิสูจน์ส่วนของตนในทรัพย์สินระหว่างคู่รัก ไม่ผูกมัดธนาคาร |
ธนาคารรู้จักแต่ผู้กู้ สัญญาระหว่างท่านกับแฟนเก่าว่า "ใครอยู่ต่อ ใครผ่อนต่อ" ไม่ผูกธนาคาร ถ้าผู้กู้หยุดผ่อน ธนาคารเรียกจากผู้กู้ตามสัญญากู้ และบังคับจำนองกับทรัพย์ที่จำนองได้ แม้ผู้กู้จะมีข้อตกลงกับอีกฝ่ายก็ตาม
มาตรา 1373 สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้มีชื่อในทะเบียนที่ดินเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ฝ่ายที่ไม่มีชื่อจึงต้องนำสืบว่าตนเป็นเจ้าของรวม เช่น พิสูจน์ว่าโอนเงินดาวน์และผ่อนจริง มีข้อความตกลงว่าซื้อร่วมกัน หรือมีสัญญาจะซื้อจะขายที่ใส่ชื่อทั้งสองฝ่าย
ตัวอย่างสมมติ
ก. และ ข. อยู่ด้วยกันห้าปี ไม่จดทะเบียนสมรส ซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท ใส่ชื่อ ก. เป็นผู้กู้และเจ้าของ ข. โอนเงินดาวน์ 500,000 บาท และโอนเงินช่วยผ่อนเดือนละ 8,000 บาทตลอดสี่ปี มีสลิปทุกเดือน ตอนเลิกกัน ก. อ้างว่าบ้านเป็นของตนคนเดียว
ข. มีโอกาสอ้างได้ว่าตนเป็นเจ้าของรวมตามส่วนที่ออกเงิน เพราะมีหลักฐานเป็นเอกสาร ส่วนจะได้ส่วนเท่ากันหรือตามสัดส่วนที่จ่ายต้องดูทั้งชุดหลักฐาน (ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่การคำนวณให้ท่าน)
ทางออกเมื่อบ้านยังมีภาระกู้
- ซื้อส่วนของอีกฝ่าย (buy-out): ฝ่ายที่อยู่ต่อจ่ายเงินตามส่วนของอีกฝ่าย แล้วโอนชื่อหรือรีไฟแนนซ์ให้ผู้ที่อยู่ต่อเป็นผู้กู้เพียงคนเดียว
- ขายแล้วแบ่งเงินหลังปิดหนี้: เหมาะเมื่อไม่มีใครซื้อส่วนของอีกฝ่ายได้ เงินที่ขายได้ต้องปิดภาระธนาคารก่อน ส่วนที่เหลือแบ่งตามส่วนที่ตกลงหรือพิสูจน์
- รีไฟแนนซ์: ย้ายสินเชื่อไปธนาคารใหม่ในนามผู้อยู่ต่อ เพื่อปลดผู้กู้เดิมจากภาระ ธนาคารจะพิจารณารายได้ของผู้ขอกู้ใหม่เอง
อย่าตกลงด้วยปากเปล่าว่า "เธอผ่อนต่อ แล้วบ้านเป็นของเธอ" โดยไม่แก้ชื่อผู้กู้และชื่อในโฉนด เพราะฝ่ายที่ยังเป็นผู้กู้ต้องรับผิดต่อธนาคารต่อไป ดูแนวคิดเทียบเคียงในคู่มือบ้านที่ยังผ่อนเมื่อหย่า (ใช้ได้ในแง่วิธีจัดการหนี้ แต่ฐานทางกฎหมายต่างกัน)
4. ที่ดิน: ใช้หลักเดียวกัน แต่ทะเบียนมีน้ำหนักมากกว่า
ที่ดินที่มีโฉนด ชื่อในทะเบียนที่ดินเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นตามมาตรา 1373 ว่าผู้นั้นมีสิทธิครอบครอง ผู้ที่ไม่มีชื่อต้องพิสูจน์ว่าตนออกเงินซื้อร่วมกัน เช่น โอนเงินให้ผู้ขาย โอนเข้าบัญชีของแฟนเพื่อชำระค่าที่ดิน หรือมีสัญญาจะซื้อจะขายที่มีชื่อทั้งสองฝ่ายร่วมกัน
ข้อควรระวังเฉพาะที่ดิน
- การโอนที่ดินต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน ข้อตกลงด้วยวาจาหรือแชตว่า "ยกให้" ไม่ทำให้ชื่อเปลี่ยนเอง
- มาตรา 1361 เจ้าของรวมจำหน่ายหรือจำนองส่วนของตนได้ แต่จะจำหน่าย จำนำ หรือจำนองตัวทรัพย์สินทั้งหมดต้องได้รับความยินยอมของเจ้าของรวมทุกคน ถ้าที่ดินใส่ชื่อทั้งสอง ฝ่ายเดียวจึงขายทั้งแปลงไม่ได้ แต่ถ้าชื่อเดียว ผู้ซื้อสุจริตที่เชื่อทะเบียนอาจได้รับการคุ้มครอง จึงควรรีบป้องกัน
- ถ้ากังวลว่าอีกฝ่ายจะขายหรือจำนองระหว่างโต้แย้งกัน ให้ปรึกษาทนายเรื่องมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องหรือพร้อมฟ้อง
- ผู้ที่ไม่ใช่คนไทยมีข้อจำกัดเรื่องการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในไทย ท่านไม่ควรสรุปเองว่าชื่อตนจะใส่ในโฉนดได้ หรือสิทธิที่อ้างจะบังคับได้เหมือนคนไทย ให้ตรวจเป็นรายกรณี ดูคู่มือทรัพย์สินของชาวต่างชาติในหัวข้ออ่านเพิ่มเติม
5. เงินในบัญชีธนาคารและบัญชีร่วม
เงินฝากในบัญชีมักเป็นข้อพิพาทแรกที่เกิดขึ้นเพราะย้ายเงินได้ทันที
- บัญชีร่วม: ชื่อร่วมไม่ได้แปลว่าเงินเป็นของทั้งสองฝ่ายตามส่วนเท่ากันเสมอ ให้ดูว่าใครฝากเงินและเงินมาจากไหน แต่ถ้าสองฝ่ายใช้บัญชีนี้เป็นกองกลางสำหรับค่าใช้จ่ายร่วม ก็มีน้ำหนักว่าเป็นเงินร่วม
- บัญชีชื่อเดียว: ฝ่ายที่มีชื่อถอนได้ตามเงื่อนไขธนาคาร อีกฝ่ายที่ฝากเงินเข้ามาหรือโอนมาให้เก็บไว้ต้องมีหลักฐานการโอนและข้อตกลงว่าเป็นเงินร่วมหรือฝากไว้
- เงินที่โอนให้กันระหว่างอยู่ด้วยกัน: แยกให้ได้ว่าเป็นการให้ เป็นการยืม หรือเป็นเงินลงทุนร่วม ข้อความในแชตและวัตถุประสงค์ที่ระบุในสลิปมีผลต่อการตีความ
- ห้ามรื้อบัญชีเองโดยไม่ปรึกษา: การถอนเงินทั้งบัญชีก่อนเลิกกัน ทำให้อีกฝ่ายมีหลักฐานว่าตั้งใจกันส่วน และอาจนำไปสู่คดี ควรพิมพ์รายการเดินบัญชีไว้ก่อน ดูแนวทางเก็บหลักฐานการย้ายเงินในคู่มือย้ายเงินก่อนหย่า
6. หุ้น ห้างหุ้นส่วน ร้านที่ไม่จดทะเบียน รถ และหนี้ที่ก่อร่วมกัน
บริษัทจำกัดและหุ้น
ต่อบริษัทและบุคคลภายนอก ผู้มีชื่อในทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นผู้ที่ปรากฏเป็นเจ้าของหุ้น มาตรา 1129 กำหนดว่าการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น จะนำมาใช้ยันบริษัทหรือบุคคลภายนอกไม่ได้ จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักของผู้รับโอนลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น และกำหนดว่าการโอนหุ้นชนิดนี้ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้โอนกับผู้รับโอน และมีพยานอย่างน้อยหนึ่งคนลงชื่อรับรอง เป็นโมฆะ
เมื่อชื่อในทะเบียนเป็นของแฟนคนเดียว แต่ท่านออกเงินลงทุน ท่านอ้างได้เพียงว่าฝ่ายนั้นถือหุ้นแทนหรือเป็นเจ้าของรวมในส่วนที่ท่านลงเงิน ซึ่งต้องพิสูจน์ด้วย
- เอกสารที่ท่านโอนเงินเข้าบริษัทหรือเข้าบัญชีผู้ถือหุ้นเพื่อซื้อหุ้น
- ข้อตกลงหรือแชตที่ยืนยันว่าถือแทนหรือลงทุนร่วม
- สัญญาผู้ถือหุ้น บันทึกประชุม งบการเงิน ที่ระบุผู้ลงทุนจริง
ข้อเรียกร้องนี้เป็นเรื่องระหว่างท่านกับผู้ถือหุ้นที่มีชื่อ ไม่ใช่ข้อที่บริษัทจะแก้ทะเบียนให้เอง หากบริษัทมีผู้ถือหุ้นอื่นหรือมีข้อบังคับจำกัดการโอน ให้ตรวจเอกสารเหล่านั้นก่อนเจรจา ดูคู่มือแบ่งหุ้นเมื่อหย่าเทียบเคียงเรื่องการแยกหุ้นออกจากธุรกิจ
ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน
ผู้เป็นหุ้นส่วนตามทะเบียนห้างหุ้นส่วนเป็นไปตามสัญญาและการจดทะเบียน การออกจากห้างต้องปฏิบัติตามสัญญาและกฎหมายห้างหุ้นส่วน ไม่ใช่แบ่งตามที่อยู่กินกัน ให้ตรวจสัญญาจัดตั้งและทะเบียนก่อน
ร้านหรือกิจการที่ไม่ได้จดทะเบียน
ถ้าทำร้านด้วยกันโดยไม่มีสัญญาและไม่มีชื่อนิติบุคคล ศาลดูข้อเท็จจริงว่าใครลงเงิน ใครบริหาร ใครรับกำไร และทรัพย์สินของร้านมาจากเงินของใคร ฎีกาที่ 4656/2567 ชี้ว่าการอยู่กินฉันสามีภริยาเองไม่ใช่หุ้นส่วน แต่ถ้ามีข้อตกลงทำกิจการร่วมกันเพื่อแบ่งกำไร ซึ่งเข้ามาตรา 1012 อาจอธิบายความสัมพันธ์ทางธุรกิจแยกจากความสัมพันธ์ส่วนตัวได้ การจะอ้างว่าเป็นหุ้นส่วนต้องมีหลักฐานข้อตกลงแบ่งกำไรและการลงทุนร่วม
รถยนต์ และทรัพย์สินที่มีทะเบียนอื่น
รถมีทะเบียนชื่อผู้ครอบครอง แต่ชื่อในเล่มทะเบียนไม่ตัดสินความเป็นเจ้าของระหว่างคู่รักโดยอัตโนมัติ ให้ใช้หลักฐานการจ่ายเงินดาวน์และงวดเช่นเดียวกับบ้าน และถ้ารถติดไฟแนนซ์ ผู้เช่าซื้อหรือผู้กู้ยังรับผิดต่อสถาบันการเงินต่อไป
หนี้ที่ก่อร่วมกัน
หนี้ขึ้นกับตัวสัญญา ผู้ที่ลงชื่อกู้หรือค้ำประกันรับผิดต่อเจ้าหนี้ ส่วนการที่อีกฝ่ายใช้เงินกู้นั้นร่วมกันเป็นเรื่องระหว่างคู่รัก ใช้เรียกเงินคืนได้เมื่อมีหลักฐาน เช่น ข้อความตกลงแบ่งหนี้ ส่วนที่คิดว่า "แฟนต้องช่วยใช้หนี้" ไม่ผูกเจ้าหนี้โดยอัตโนมัติ
7. หลักฐานที่ควรเก็บ
- สลิปโอนเงินและรายการเดินบัญชี (ดาวน์ งวดผ่อน ค่าตกแต่ง ค่าซื้อหุ้น) โดยเก็บต้นฉบับจากแอปธนาคาร
- สัญญากู้ สัญญาจะซื้อจะขาย ใบแจ้งยอดสินเชื่อ และเอกสารจากธนาคารที่แสดงผู้กู้และผู้ค้ำ
- โฉนด หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ทะเบียนผู้ถือหุ้น หนังสือรับรองบริษัท ทะเบียนรถ
- ใบเสร็จค่าก่อสร้าง ค่าซ่อม ค่าส่วนกลาง ค่าอุปกรณ์ร้าน
- ข้อความในไลน์หรือแชตที่พูดถึงการซื้อร่วมกัน การแบ่งส่วน การถือแทน (เก็บทั้งบทสนทนาพร้อมวันที่ ไม่ตัดเฉพาะบางประโยค)
- พยานที่รู้ข้อเท็จจริง เช่น คนขาย นายหน้า พนักงานร้าน เพื่อนที่เห็นการตกลง
- ภาพถ่ายและหลักฐานการอยู่ร่วมกันและช่วงเวลาที่ซื้อ
ขอคำปรึกษาก่อนนำหลักฐานไปใช้ เพราะบางหลักฐานได้มาโดยวิธีไม่เหมาะสมอาจเสียน้ำหนัก ท่านไม่ควรเข้าบัญชีหรือเครื่องมือสื่อสารของอีกฝ่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
8. แบ่งโดยตกลงกัน หรือฟ้องให้ศาลแบ่ง
แบ่งโดยข้อตกลง
ทำเป็นหนังสือ ระบุทรัพย์สินทีละรายการ ส่วนของแต่ละฝ่าย วิธีโอน กำหนดเวลา ใครรับหนี้ธนาคารและวิธีปลดภาระ และให้ทุกฝ่ายลงชื่อ ถ้ามีการโอนอสังหาริมทรัพย์ต้องไปจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดิน ค่าธรรมเนียมและภาษีจากการโอนต้องคิดรวมไว้ในข้อตกลง
ให้ศาลแบ่ง
มาตรา 1363 ให้เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่ หรือถ้าวัตถุที่ประสงค์ที่เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวร ก็เรียกให้แบ่งไม่ได้ สิทธิเรียกให้แบ่งตัดโดยนิติกรรมเกินคราวละสิบปีไม่ได้ และจะเรียกให้แบ่งในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้
มาตรา 1364 กำหนดวิธีแบ่ง
| วิธี | เมื่อใช้ |
|---|---|
| แบ่งตัวทรัพย์สิน (แบ่งแปลงที่ดิน) | ทรัพย์แบ่งได้ ไม่เสียมูลค่า |
| ขายแล้วแบ่งเงิน | ตกลงกันได้ว่าจะขาย |
| ศาลสั่งแบ่ง และถ้าส่วนไม่เท่ากันให้ทดแทนเป็นเงินได้ | เจ้าของรวมคนหนึ่งขอ และไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งอย่างไร |
| ประมูลกันระหว่างเจ้าของรวม หรือขายทอดตลาด | แบ่งไม่ได้หรือจะเสียหายมาก |
บ้านหนึ่งหลังแบ่งตัวทรัพย์ยาก จึงมักจบที่ขาย ซื้อส่วน หรือประมูลระหว่างกัน ถ้าบ้านติดจำนอง ธนาคารผู้รับจำนองยังมีสิทธิตามสัญญาจำนอง ไม่ว่าผลคดีเป็นอย่างไร
9. เวลาและความเสี่ยงที่ต้องระวัง
- อายุความ: สิทธิเรียกร้องแต่ละประเภท (เรียกเงินที่ยืม เรียกคืนเพราะให้ไปโดยไม่มีมูล หรือทวงเงินลงทุน) มีกำหนดเวลาต่างกัน คู่มือนี้จึงไม่ระบุตัวเลข เพราะต้องดูฐานสิทธิของแต่ละข้อเรียกร้อง อย่ารอจนเนิ่นนาน และปรึกษาทนายตั้งแต่ต้นเพื่อประเมินกำหนดเวลาของข้อเรียกร้องที่ท่านจะใช้
- อีกฝ่ายขายหรือโอนระหว่างทะเลาะกัน: ทรัพย์ที่มีชื่อฝ่ายเดียวเสี่ยงที่สุด ให้ตรวจโฉนดและทะเบียนปัจจุบันเป็นระยะ
- หลักฐานเสียหรือหาย: แชตถูกลบ สลิปหมดอายุในแอป ให้สำรองทันที
- ผู้กู้ผิดนัดชำระ: การที่ท่านช่วยผ่อนไม่ทำให้ท่านเป็นลูกหนี้ ถ้าไม่ได้เป็นผู้กู้ แต่ถ้าท่านเป็นผู้กู้ร่วมหรือผู้ค้ำ ท่านรับผิดต่อธนาคาร
10. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เข้าใจว่าอยู่ด้วยกันนานแล้วจะได้ครึ่งหนึ่งเหมือนสินสมรส
- ผ่อนบ้านด้วยเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีบุคคลที่สาม ไม่มีหลักฐานที่ลงวัตถุประสงค์
- ปล่อยให้ชื่อโฉนดและชื่อผู้กู้เป็นของอีกฝ่ายโดยไม่มีหนังสือยืนยันส่วนของตน
- ตกลงปากเปล่าเรื่องบ้านและไม่แก้ชื่อผู้กู้ ทำให้ยังต้องรับผิดต่อธนาคาร
- ลงทุนซื้อหุ้นในชื่ออีกฝ่ายโดยไม่มีเอกสารถือแทน
- ถอนเงินหรือโอนทรัพย์ออกก่อนเลิกกัน จนอีกฝ่ายตั้งข้อกล่าวหาและหลักฐานเสีย
- ลบแชตเพราะอารมณ์ หรือเก็บบทสนทนาแบบตัดบางตอน
- รอให้นานจนหลักฐานหายและสิทธิเรียกร้องอาจขาดอายุความ
11. เช็กลิสต์ก่อนตกลงหรือฟ้อง
- ทำรายการทรัพย์สินและหนี้ทั้งหมด แยกบ้าน ที่ดิน เงินฝาก หุ้น ธุรกิจ รถ
- ระบุให้ได้ว่าแต่ละรายการมีชื่อใคร ใครเป็นผู้กู้ ใครเป็นผู้จ่ายเงินจริง
- แยกทรัพย์ที่มีมาก่อนอยู่ด้วยกันและที่ได้รับให้เฉพาะตัวออกจากทรัพย์ที่หามาร่วมกัน
- รวบรวมสลิป รายการเดินบัญชี สัญญากู้ ใบเสร็จ และแชตที่เกี่ยวข้อง
- ตรวจโฉนดหรือทะเบียนผู้ถือหุ้นปัจจุบัน
- แจ้งธนาคารหรือเจรจาปลดภาระผู้กู้ก่อนให้ใครผ่อนต่อ
- ตัดสินใจว่าจะซื้อส่วน ขายแล้วแบ่ง หรือฟ้องให้ศาลแบ่ง
- ทำข้อตกลงเป็นหนังสือ และจดทะเบียนโอนที่สำนักงานที่ดินหรือแก้ทะเบียนผู้ถือหุ้นให้ครบ
อ่านเพิ่มเติม
- บ้านที่ยังผ่อนธนาคารเมื่อหย่า แบ่งทรัพย์และหนี้อย่างไร — แนวจัดการภาระกู้ที่เทียบเคียงได้
- หุ้นบริษัทและทรัพย์สินธุรกิจของคู่สมรสเมื่อหย่า — แยกหุ้นออกจากธุรกิจ
- คู่สมรสย้ายเงินหรือโอนทรัพย์สินก่อนหย่า เก็บหลักฐานอย่างไร — แนวเก็บหลักฐานการย้ายเงิน
- สัญญาก่อนสมรส ควรตกลงอะไรบ้าง — ถ้ายังไม่เลิกกันและอยากวางข้อตกลงล่วงหน้า
- ทรัพย์สินของชาวต่างชาติในไทย — ข้อจำกัดเรื่องที่ดินและห้องชุด
- ทวงหนี้ ฟ้องลูกหนี้ และบังคับคดี — ขั้นตอนบังคับตามคำพิพากษา
คู่ที่ไม่จดทะเบียนสมรสไม่มีสินสมรส แต่ทรัพย์สินที่หามาด้วยกันอาจเป็นกรรมสิทธิ์รวมที่สันนิษฐานว่าส่วนเท่ากัน ผลจริงขึ้นกับหลักฐานการจ่ายเงิน ชื่อในทะเบียน ชื่อผู้กู้ และข้อตกลง ท่านจึงควรเก็บหลักฐานและแยกทรัพย์สินเป็นรายชิ้นตั้งแต่ก่อนเลิกกัน
สำนักงานช่วยท่านตรวจหลักฐานการลงเงินในบ้าน ที่ดิน หุ้น และธุรกิจ ประเมินส่วนที่อ้างได้ จัดทำข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินและหนี้ ประสานเรื่องปลดภาระกู้กับธนาคาร และดำเนินคดีแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเมื่อเจรจาไม่สำเร็จ โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูบริการ คดีครอบครัว และ คดีแพ่ง
คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

