แคมเปญอาหารเสริมหรือสกินแคร์ยุคนี้แทบทุกแคมเปญมีอินฟลูเอนเซอร์ ไลฟ์ขายของ และคลิปรีวิว ข้อความที่ขายได้ดีที่สุดมักเป็นข้อความที่เสี่ยงที่สุด เช่น "ลดจริง 5 กิโลใน 2 สัปดาห์" "หน้าใสใน 7 วัน" หรือ "หมอแนะนำ"
บทความนี้สรุปกฎสำหรับเจ้าของแบรนด์ ส่วนเรื่องการขึ้นทะเบียนและฉลาก ดู ขอ อย. อาหาร อาหารเสริม และเครื่องมือแพทย์ และ ใบจดแจ้งเครื่องสำอาง ใครควรเป็นผู้ถือ
อาหารและอาหารเสริม: กฎสองชั้น
ชั้นที่หนึ่ง เนื้อหาต้องไม่เท็จหรือหลอกลวง มาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ห้ามผู้ใดโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จหรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร โทษตามมาตรา 70 คือจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ชั้นที่สอง ต้องได้รับอนุญาตก่อนโฆษณา มาตรา 41 กำหนดให้ผู้ที่จะโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร ไม่ว่าทางสื่อใดเพื่อประโยชน์ทางการค้า ต้องส่งข้อความ ภาพ หรือเสียงให้ผู้อนุญาตตรวจพิจารณาก่อน โฆษณาที่ได้รับอนุญาตจะมีเลขที่ใบอนุญาตโฆษณา หรือที่เรียกกันว่าเลข ฆอ. ถ้าโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษตามมาตรา 71 คือปรับไม่เกินห้าพันบาท
โทษปรับห้าพันบาทดูเบา แต่โฆษณาที่ไม่ได้ขออนุญาตมักมีข้อความที่ผิดมาตรา 40 ด้วย ซึ่งมีโทษจำคุก
ประกาศหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2564 แบ่งไว้ดังนี้
- ไม่ต้องขออนุญาต ข้อมูลวิชาการที่ไม่ใช่เพื่อการค้า การโฆษณาภาพลักษณ์องค์กร และการแจ้งข้อเท็จจริงตามรูปแบบที่ประกาศกำหนด ถ้าใส่ข้อความอ้างคุณประโยชน์เข้าไป ต้องขออนุญาตทันที
- ต้องขออนุญาต ข้อความกล่าวอ้างตามที่ได้รับอนุมัติบนฉลาก ข้อความกล่าวอ้างทางโภชนาการ ข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพ และโฆษณาอื่นทั้งหมดที่ไม่เข้าข่ายข้างต้น
ในทางปฏิบัติ คลิปรีวิวอาหารเสริมที่บอกว่ากินแล้วดีอย่างไร ต้องมีใบอนุญาตโฆษณา
ข้อความที่ถูกมองว่าเกินจริง
ประกาศปี 2564 ยกตัวอย่างข้อความที่อาจฝ่าฝืนมาตรา 40 ไว้
- ข้อความเท็จหรือเกินจริง
- บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค ความเจ็บป่วย หรืออาการของโรค
- เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายหรือการทำงานของอวัยวะ
- เสริมสมรรถภาพทางเพศ
- บำรุงผิวพรรณหรือเพื่อความสวยงาม
- ลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน เว้นแต่อาหารควบคุมน้ำหนักที่ได้รับอนุญาตตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเฉพาะเรื่อง
- กระชับสัดส่วน ดักจับไขมัน
- อ้างผลวิจัยหรือสถิติที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยายังไม่ได้ประเมิน
ประกาศยังถือว่าข้อความต่อไปนี้ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
- บุคลากรทางการแพทย์หรือสาธารณสุขรับรองหรือยกย่อง คุณประโยชน์ของอาหาร รวมถึงผู้ที่อ้างหรือแสดงตนว่าเป็นบุคลากรดังกล่าว
- เปรียบเทียบหรือโจมตี ผลิตภัณฑ์ของผู้อื่น
คำเตือนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในปี 2568 ยกตัวอย่างข้อความที่พบบ่อย เช่น "ลดน้ำหนักใน 3 วัน" "ผอมทันทีโดยไม่ต้องออกกำลังกาย" "รักษาเบาหวาน" "ปลอดภัย 100%" "อย. รับรอง" "แพทย์แนะนำ" และภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังใช้
เครื่องสำอาง: ไม่ต้องขออนุญาตก่อน แต่เส้นห้ามคล้ายกัน
พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ไม่กำหนดให้ขออนุญาตก่อนโฆษณา แต่ห้ามข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค เช่น ข้อความเท็จ เกินจริง หรือทำให้เข้าใจผิด และหน่วยงานสั่งให้แก้ไขหรือระงับการโฆษณาได้ การฝ่าฝืนมีโทษทางอาญา
เส้นแบ่งอยู่ที่ว่าข้อความอ้างผลด้านความสวยงามและความสะอาดตามปกติของเครื่องสำอาง หรือล้ำไปอ้างผลทางการแพทย์ เช่น รักษาสิว รักษาฝ้า แก้ผมร่วง หรือเปลี่ยนโครงสร้างผิว
อ้างว่ารักษาโรค: เสี่ยงถูกมองเป็นยา
ไม่ว่าเป็นอาหารเสริมหรือเครื่องสำอาง ถ้าอ้างว่า วินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค ผลิตภัณฑ์อาจถูกพิจารณาเป็นยาตามวัตถุประสงค์ที่อ้าง ซึ่งต้องขึ้นทะเบียนตำรับยา และโฆษณาภายใต้ พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ที่ห้ามอ้างว่ารักษาโรคได้อย่างศักดิ์สิทธิ์หรือหายขาด ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่โฆษณาอย่างเดียว แต่อาจลามไปถึงตัวผลิตภัณฑ์
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ใช้กับโฆษณาสินค้าทุกประเภทควบคู่กันไป มาตรา 47 เอาผิดผู้ที่เจตนาให้ผู้อื่นเข้าใจผิด โดยโฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้ว่าอาจทำให้เข้าใจผิด ไม่ว่าสินค้าของตนเองหรือของผู้อื่น โทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้ากระทำซ้ำ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อินฟลูเอนเซอร์และรีวิวเวอร์
อินฟลูเอนเซอร์รับผิดได้ มาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.อาหาร ใช้คำว่า "ผู้ใด" และมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ครอบคลุมการโฆษณาสินค้าของผู้อื่น ในปี 2567 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศว่าจะดำเนินคดีทั้งดารา พิธีกร อินฟลูเอนเซอร์ แพทย์ และเภสัชกรที่รีวิวอาหารเสริมโดยอ้างรักษาโรคหรือลดน้ำหนัก และรายงานว่าแพทย์จำนวนหนึ่งถูกแพทยสภาลงโทษทางจริยธรรม แพลตฟอร์มออนไลน์ยังปิดบัญชีผู้โฆษณาที่ฝ่าฝืนซ้ำ
แบรนด์ไม่พ้นความรับผิด เพราะเป็นผู้ว่าจ้างและได้ประโยชน์จากโฆษณา การที่อินฟลูเอนเซอร์พูดเองนอกสคริปต์ไม่ได้ทำให้แบรนด์ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ
กฎหมายใหม่กำลังจะมา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกำลังยกร่างแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมอินฟลูเอนเซอร์ ครีเอเตอร์ ผู้ไลฟ์ขายของ และนักการตลาดแบบ affiliate อย่างชัดเจน รวมถึงหน้าที่เปิดเผยว่าได้รับค่าตอบแทน ขณะเขียนบทความนี้ร่างยังไม่ผ่านเป็นกฎหมาย แต่การบอกผู้ชมว่าเป็นเนื้อหาที่ได้รับการสนับสนุนเป็นแนวปฏิบัติที่ควรเริ่มทำเลย
สัญญาจ้างรีวิวควรมี
- ข้อความที่อนุญาตให้พูด อิงจากใบอนุญาตโฆษณาหรือข้อมูลที่ได้รับอนุมัติ
- รายการคำที่ห้ามพูด
- หน้าที่ส่งคลิปหรือสคริปต์ให้แบรนด์ตรวจก่อนเผยแพร่
- สิทธิสั่งลบหรือแก้ไขภายในเวลาที่กำหนด
- การเปิดเผยว่าเป็นเนื้อหาที่ได้รับการสนับสนุน
- ความรับผิดเมื่อผู้รับจ้างพูดนอกกรอบที่ตกลง
สิ่งที่ควรตรวจก่อนเริ่มแคมเปญ
- ประเภทผลิตภัณฑ์ เป็นอาหาร เครื่องสำอาง ยา หรือเครื่องมือแพทย์ เพราะกฎการโฆษณาต่างกัน
- เทียบทุกข้อความกับสิ่งที่ได้รับอนุญาต บนฉลาก ใบสำคัญ หรือใบจดแจ้ง
- อาหารเสริม ขอใบอนุญาตโฆษณา สำหรับข้อความอ้างคุณประโยชน์ และใช้ตามที่ได้รับอนุญาตโดยไม่ดัดแปลง
- ตัดคำเสี่ยง เช่น รักษา หายขาด ลดน้ำหนักในกี่วัน ภาพก่อนและหลัง ปลอดภัย 100% อย. รับรอง
- ไม่ใช้บุคลากรทางการแพทย์ หรือคนแต่งกายเป็นแพทย์รับรองอาหารเสริม
- ทำสัญญากับอินฟลูเอนเซอร์ ตามรายการข้างต้น
- ดูแลไลฟ์และคอมเมนต์ คำพูดสดของแอดมินหรือผู้ไลฟ์ก็เป็นโฆษณา
- มีแผนลบเนื้อหา ถ้าได้รับคำสั่งหรือคำเตือนจากหน่วยงาน
- เก็บหลักฐาน ใบอนุญาตโฆษณา สคริปต์ที่อนุมัติ และไฟล์ที่เผยแพร่จริง
อ่านต่อ
- ขอ อย. อาหาร อาหารเสริม และเครื่องมือแพทย์: ใครต้องเป็นผู้ยื่น อะไรต้องทำก่อน
- ใบจดแจ้งเครื่องสำอาง ใครควรเป็นผู้ถือ เจ้าของแบรนด์ ผู้นำเข้า หรือโรงงาน OEM
- ฉลากสินค้าตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
📌 ดูเพิ่ม: รับจด อย. · กฎหมายธุรกิจ
ถ้ากำลังเตรียมแคมเปญหรือได้รับหนังสือเตือนเรื่องโฆษณา ปรึกษาทีมทนายของเรา เราช่วยตรวจข้อความ สัญญาจ้างอินฟลูเอนเซอร์ และการตอบหน่วยงาน
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะราย

