สินค้าแบบไหนเป็น "สินค้าควบคุมฉลาก"
มาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 กำหนดให้สินค้าสองกลุ่มเป็นสินค้าควบคุมฉลากโดยผลของกฎหมาย
- สินค้าที่ผลิตเพื่อขายโดยโรงงาน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน
- สินค้าที่สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย
นอกจากนี้ คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ยังกำหนดประเภทสินค้าให้เป็นสินค้าควบคุมฉลากเพิ่มได้ ประกาศฉบับปี 2565 จัดเป็น 8 หมวด ได้แก่ เครื่องใช้ในครัวเรือน ของใช้ส่วนบุคคล กระดาษและเครื่องเขียน เครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้า ยานพาหนะและอุปกรณ์ เกษตรกรรม วัสดุก่อสร้าง และอื่น ๆ
สรุปง่าย ๆ ถ้าเป็นสินค้านำเข้าเพื่อขาย หรือผลิตจากโรงงาน ให้ถือไว้ก่อนว่าต้องมีฉลากตามกฎหมายนี้
ฉลากต้องแสดงอะไร
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลตั้งแต่กลางปี 2566 กำหนดรายการไว้ดังนี้
- ชื่อประเภทหรือชนิดของสินค้า
- ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในไทยของผู้ผลิต
- ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในไทยของผู้สั่งหรือผู้นำเข้า
- ประเทศที่ผลิต สำหรับสินค้าที่นำเข้า
- สถานที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า
- ขนาด มิติ ปริมาณ ปริมาตร หรือน้ำหนัก แล้วแต่กรณี
- วิธีใช้
- ข้อแนะนำในการใช้หรือการเก็บรักษา
- คำเตือน ข้อห้ามใช้ หรือข้อควรระวัง
- วัน เดือน ปีที่ผลิต
- วัน เดือน ปีที่หมดอายุ หรือควรใช้ก่อน สำหรับสินค้าที่มีอายุ
- ราคา โดยระบุหน่วยเป็นเงินบาท
รายละเอียดที่มักทำผิด
- คำเตือน ต้องใช้ตัวอักษรที่ใหญ่กว่าข้อความทั่วไป และมีสีตัดกับพื้นฉลาก
- วันที่ เรียงวัน เดือน ปี ใช้ปี พ.ศ. หรือ ค.ศ. ก็ได้ ถ้าระบุวันผลิตที่แน่นอนไม่ได้ ใช้สัปดาห์กับปี หรือเดือนกับปีได้
- ขนาดตัวอักษร อย่างน้อย 2 มิลลิเมตร หรือ 1.5 มิลลิเมตรถ้าฉลากมีพื้นที่น้อยกว่า 35 ตารางเซนติเมตร
- ราคา ต้องเป็นเงินบาท จะแสดงสกุลอื่นเพิ่มก็ได้
ข้อความบนฉลากต้องมีภาษาไทย จะมีภาษาต่างประเทศควบคู่ก็ได้ สินค้าบางประเภท เช่น ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องเล่นที่มีล้อเลื่อน และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มีประกาศเฉพาะที่กำหนดข้อความเพิ่ม จึงควรตรวจว่าสินค้าของท่านมีประกาศเฉพาะหรือไม่
มาตรา 31 ยังกำหนดหลักใหญ่ไว้ว่า ข้อความบนฉลากต้องตรงต่อความจริง และไม่ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้า
ใครต้องรับผิด
มาตรา 52 เอาผิดผู้ใดที่ขายสินค้าควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลาก หรือมีฉลากแต่ฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง โดยรู้หรือควรรู้อยู่แล้ว
| ผู้กระทำ | โทษ |
|---|---|
| ผู้ขายทั่วไป รวมร้านค้าปลีกและผู้ขายออนไลน์ที่รับของมาขายต่อ | จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| ผู้ผลิต ผู้สั่ง หรือผู้นำเข้าเพื่อขาย | จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
บทความเก่าหลายแห่งยังอ้างค่าปรับห้าหมื่นบาท ตัวเลขนี้ไม่ตรงกับอัตราปัจจุบัน
ผู้ค้าปลีกไม่ได้รับยกเว้น เพียงแต่ต้องเป็นกรณีที่รู้หรือควรรู้ ร้านที่รับสินค้านำเข้ามาขายจึงควรตรวจฉลากตอนรับของ และให้ผู้จัดจำหน่ายรับรองในสัญญาว่าฉลากถูกต้อง
ถ้าข้อความบนฉลากเป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิด โดยเจตนา ยังมีความผิดอีกฐานหนึ่งตาม มาตรา 47 โทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหนักขึ้นถ้ากระทำซ้ำ นอกจากโทษอาญา คณะกรรมการว่าด้วยฉลากยังสั่งให้แก้ไขฉลากหรือหยุดขายได้
ขายออนไลน์
ผู้ขายออนไลน์ที่สั่งสินค้าจากต่างประเทศมาขายเอง คือผู้นำเข้า ตามกฎหมายนี้ ต้องติดฉลากภาษาไทยที่มีชื่อและที่ตั้งของตนก่อนส่งให้ลูกค้า และรับโทษในอัตราของผู้นำเข้า
สิ่งที่ควรรู้เพิ่ม
- เราไม่พบประกาศที่กำหนดให้แสดงข้อมูลฉลากทุกรายการบนหน้าร้านออนไลน์ หน้าที่หลักคือ สินค้าที่ส่งถึงมือผู้ซื้อต้องมีฉลากถูกต้อง
- ข้อความบนหน้าร้าน ภาพ และไลฟ์ขายของเป็นการโฆษณา ถ้าเป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดอาจมีความผิดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเช่นกัน ข้อมูลหน้าร้านจึงควรตรงกับฉลากจริง
- กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการกำหนดให้แสดงราคาสินค้า ควรแสดงราคาให้ชัดบนหน้าร้านด้วย
ถ้ายอดขายโตจนต้องจัดการผู้นำเข้า ภาษี และความรับผิดอย่างเป็นระบบ ดู ขายของออนไลน์ เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล
สินค้าที่มีกฎหมายฉลากของตัวเอง
สินค้าบางกลุ่มมีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดฉลากละเอียดกว่า และต้องขออนุญาตหรือจดแจ้งก่อนขาย ควรตรวจตามกฎหมายเฉพาะนั้นก่อน แล้วจึงดูว่าประกาศฉลากของคณะกรรมการว่าด้วยฉลากยกเว้นสินค้านั้นหรือไม่
- อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ฉลากต้องตรงกับที่ได้รับอนุญาต ดู ขอ อย. อาหาร อาหารเสริม และเครื่องมือแพทย์
- เครื่องสำอาง ฉลากต้องแสดงข้อความตามกฎหมายเครื่องสำอางและมีภาษาไทย ดู ใบจดแจ้งเครื่องสำอาง ใครควรเป็นผู้ถือ
- สินค้าที่ต้องมี มอก. บังคับ ต้องแสดงเครื่องหมายมาตรฐานและผลิตหรือนำเข้าโดยผู้ได้รับอนุญาต ดู สินค้าต้องมี มอก. ไหม และถ้าไม่ได้มาตรฐาน ใครรับผิด
- ยา เครื่องมือแพทย์ และวัตถุอันตราย มีกฎหมายเฉพาะของแต่ละประเภท
สินค้านำเข้า: วางระบบฉลากอย่างไร
หน้าที่ตามมาตรา 52 เกิดเมื่อ ขาย ผู้นำเข้าจึงควรทำฉลากภาษาไทยให้เสร็จก่อนสินค้าออกจากคลังไปถึงผู้ขายหรือผู้ซื้อ
- ชื่อและที่อยู่ของผู้นำเข้า บนฉลากต้องตรงกับนิติบุคคลที่นำเข้าจริง ไม่ใช่ชื่อแบรนด์หรือชื่อร้าน
- ประเทศที่ผลิต ควรตรงกับเอกสารนำเข้า ความไม่ตรงกันอาจเป็นประเด็นเมื่อศุลกากรตรวจสอบย้อนหลัง
- สติกเกอร์ภาษาไทย ที่ติดทับหรือติดเพิ่มต้องติดแน่น อ่านง่าย และไม่ปิดคำเตือนเดิมของผู้ผลิต
- สัญญากับผู้ผลิตต่างประเทศ ควรกำหนดให้ผู้ผลิตส่งข้อมูลส่วนประกอบ วิธีใช้ และคำเตือนที่ถูกต้อง และรับผิดเมื่อข้อมูลผิด
- สัญญากับตัวแทนจำหน่าย ควรระบุว่าใครทำฉลาก ใครรับผิดถ้าฉลากผิด และใครเป็นผู้นำเข้าตามกฎหมาย
รายการตรวจสอบก่อนวางขาย
- ตรวจว่าสินค้าเป็นสินค้าควบคุมฉลาก หรืออยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง หรือ มอก. บังคับ
- ตรวจว่ามีประกาศฉลากเฉพาะสำหรับประเภทสินค้านั้นหรือไม่
- ทำฉลากภาษาไทยให้ครบ 12 รายการเท่าที่ใช้กับสินค้า
- ตรวจขนาดตัวอักษร คำเตือน และรูปแบบวันที่
- ใช้ชื่อและที่อยู่ของนิติบุคคลผู้นำเข้าจริง และประเทศที่ผลิตให้ตรงกับเอกสารนำเข้า
- ให้ข้อมูลหน้าร้านออนไลน์และสื่อโฆษณาตรงกับฉลาก
- ใส่ข้อรับรองเรื่องฉลากในสัญญากับผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย
- เก็บไฟล์ต้นฉบับฉลากแต่ละรุ่นพร้อมวันที่เริ่มใช้

