คำตอบหลัก
ไม่มีจำนวนวันเครดิตที่ถูกสำหรับทุกกิจการ แต่มีวิธีตัดสินที่ถูก คือมองเครดิตเป็น การเอาเงินสดของเราไปให้ลูกค้าใช้โดยไม่คิดดอกเบี้ย แล้วจำกัดไว้เท่าที่ส่วนต่างกำไรและเงินสดรับไหว ลูกค้าใหม่ควรเริ่มด้วยเครดิตสั้นและวงเงินต่ำ แล้วขยายตามประวัติจ่ายเงินจริง ไม่ใช่ตามความสนิทหรือขนาดคำสั่งซื้อ
นโยบายที่ใช้ได้จริงมีสี่ส่วน คือ ประเมินลูกค้าก่อนเปิดบัญชี ตั้งวงเงินด้วยสูตรที่เขียนไว้ กำหนดว่าเมื่อเกินวันหรือเกินวงเงินแล้วใครอนุมัติและเมื่อไรหยุดส่ง และมีเอกสารครบ ได้แก่ ใบสมัครเปิดบัญชี ข้อตกลงเงื่อนไขการขาย หลักฐานการส่งมอบที่ลูกค้าลงนาม และหากเหมาะสมมีผู้ค้ำประกัน เพื่อให้เมื่อต้องทวงหนี้ มีหลักฐานที่ศาลรับฟังได้
ตัวเลขทุกตัวในคู่มือนี้ที่ระบุว่า "ตัวอย่างสมมติ" ใช้เพื่ออธิบายวิธีคิดเท่านั้น ต้องปรับให้เข้ากับอุตสาหกรรมและกระแสเงินสดของกิจการเอง
1. เครดิตเทอมคือการตัดสินใจเรื่องเงินสด
ทุกวันที่ให้เครดิต เงินจำนวนนั้นไม่อยู่ในบัญชีเรา แต่เรายังต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ เงินเดือน และค่าเช่าตามปกติ ดูต่อเนื่องจากเรื่อง กำไรแต่เงินสดไม่พอ ซึ่งอธิบายว่ากิจการที่มีกำไรขาดเงินสดได้ เพราะเงินไปจมอยู่ในลูกหนี้
ตัวอย่างสมมติ: ยอดขายเดือนละ 3,000,000 บาท เฉลี่ยวันละ 100,000 บาท ถ้าขยายเครดิตจาก 30 เป็น 45 วัน เงินที่ถูกกันไว้ในลูกหนี้เพิ่ม 15 วัน × 100,000 = 1,500,000 บาท หากต้องกู้มาหมุนด้วยต้นทุนสมมติร้อยละ 8 ต่อปี ต้นทุนเพิ่มประมาณ 120,000 บาทต่อปี ซึ่งต้องเทียบกับกำไรที่ได้จากลูกค้ารายนั้นจริง
คำถามสามข้อก่อนตกลงเครดิตทุกครั้ง
- ส่วนต่างกำไรของงานนี้พอรองรับต้นทุนเงินและความเสี่ยงหนี้เสียหรือไม่
- ถ้าลูกค้าจ่ายช้าไปอีก 30 วัน เรายังจ่ายซัพพลายเออร์และเงินเดือนได้หรือไม่
- ลูกค้ารายนี้ใหญ่แค่ไหนเมื่อเทียบกับยอดขายรวม (ลูกค้ารายเดียวเกินหนึ่งในห้าของยอดขายถือว่าเสี่ยงกระจุกตัว)
เครดิตนับจากวันไหนต้องเขียนให้ชัด เช่น นับจากวันส่งมอบ วันที่ลูกค้าตรวจรับ หรือวันที่ใบแจ้งหนี้ถึงลูกค้า ถ้าไม่ชัด ลูกค้ามักนับจากวันที่เขาสะดวกที่สุด ปัญหาลูกค้าไม่ยอมเซ็นรับงานจนออกใบแจ้งหนี้ไม่ได้ อ่านใน ลูกค้าไม่เซ็นรับมอบงาน
2. ประเมินลูกค้าใหม่ก่อนเปิดบัญชี
ลูกค้าที่ขอเครดิตตั้งแต่ออเดอร์แรกควรผ่านการตรวจขั้นต่ำก่อนส่งของ
| รายการ | ตรวจอะไร | ได้อะไร |
|---|---|---|
| หนังสือรับรองนิติบุคคล | ชื่อ ที่อยู่ ทุนจดทะเบียน กรรมการผู้มีอำนาจ และเงื่อนไขการลงนาม ขอฉบับอายุไม่เกินสามเดือน ตรวจซ้ำกับข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า | คนที่ลงนามผูกพันบริษัทได้จริง |
| อายุกิจการและงบการเงิน | บริษัทที่จดทะเบียนมานานและยื่นงบต่อเนื่องน่าเชื่อถือกว่า ดูรายได้ กำไร ส่วนของผู้ถือหุ้น และหนี้สินระยะสั้น | ขนาดวงเงินที่พอรับได้ |
| ผู้ถือหุ้นและเจ้าของที่แท้จริง | ใครเป็นเจ้าของ มีกิจการอื่นในเครือหรือไม่ เคยมีนิติบุคคลที่ปิดตัวไปพร้อมหนี้หรือไม่ | ใครควรเป็นผู้ค้ำประกัน |
| ผู้อ้างอิงทางการค้า | ขอซัพพลายเออร์ 2 ถึง 3 รายที่ขายเชื่อให้ลูกค้า แล้วโทรถามประวัติจ่ายเงิน | ประวัติจริง ไม่ใช่คำบอกเล่า |
| ข้อมูลสาธารณะ | คดีที่ฟ้องบริษัท ข่าว สถานะกิจการ สถานที่ทำการจริง | สัญญาณเตือน |
| ผู้มีอำนาจลงนามรับเอกสาร | ใครรับสินค้า ใครเซ็นใบส่งของ ใครเซ็นยืนยันยอด | หลักฐานรับมอบที่ลูกค้าปฏิเสธไม่ได้ |
งบการเงินของ SME บางรายอาจหาไม่ได้หรือไม่ทันสมัย ถ้าไม่มี ให้ลดวงเงินเริ่มต้นลง และเพิ่มหลักประกัน เช่น เงินมัดจำ เช็คล่วงหน้า หรือผู้ค้ำประกัน ข้อมูลส่วนบุคคลของกรรมการที่เก็บมา เช่น สำเนาบัตรประชาชน ต้องเก็บเท่าที่จำเป็น แจ้งวัตถุประสงค์ และเก็บให้ปลอดภัยตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
3. ตั้งวงเงินเริ่มต้นด้วยสูตร
สูตรตั้งต้นที่ใช้ง่าย
วงเงิน = ยอดซื้อต่อเดือนที่คาดไว้ × จำนวนวันเครดิต ÷ 30 แล้วตัดด้วยเพดาน
เพดานมาจากกฎของเราเอง เช่น ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินสดสำรอง หรือไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขายรายเดือน และลูกค้าใหม่เริ่มที่ครึ่งเดียวของสูตร
ตัวอย่างสมมติ: ลูกค้าใหม่บอกว่าจะซื้อเดือนละ 300,000 บาท เครดิต 30 วัน สูตรให้ 300,000 × 30 ÷ 30 = 300,000 บาท ลดครึ่งสำหรับลูกค้าใหม่เป็น 150,000 บาท แต่เพดานของกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ไม่มีงบและไม่มีผู้ค้ำประกันคือ 100,000 บาท วงเงินเริ่มต้นจึงเป็น 100,000 บาท หลังจ่ายตรงเวลาครบสามรอบบิล จึงทบทวนขึ้น
ข้อควรระวัง ยอดค้างจริงมักสูงกว่าสูตร เพราะรอบวางบิล เช่น วางบิลสิ้นเดือนรับเช็คต้นเดือนถัดไป ทำให้ลูกค้าได้เครดิตจริงมากกว่าตัวเลขที่ตกลง ให้นับวันตามรอบจริงเมื่อคำนวณวงเงิน และให้วงเงินรวม ใบสั่งที่ยังไม่ส่ง และใบแจ้งหนี้ที่ยังไม่ครบกำหนด เป็นยอดเดียวกัน ไม่ใช่นับเฉพาะใบแจ้งหนี้
4. ตารางระดับลูกค้า: เครดิต วงเงิน และผู้อนุมัติ
ตัวอย่างสมมติของ SME ที่ขายสินค้าให้ธุรกิจอื่น
| ระดับ | ลักษณะลูกค้า | เครดิต | วงเงิน | ผู้อนุมัติ |
|---|---|---|---|---|
| D | ลูกค้าใหม่ไม่มีงบ ไม่มีผู้อ้างอิง หรือเคยมีประวัติเสีย | ชำระก่อนส่ง หรือมัดจำ | ไม่มี | ฝ่ายขายอนุมัติได้เอง |
| C | ลูกค้าใหม่ ผ่านการตรวจขั้นต่ำ | 15 ถึง 30 วัน | ตามสูตร ไม่เกิน 100,000 บาท | ผู้จัดการฝ่ายขายและฝ่ายบัญชีลงนามร่วม |
| B | จ่ายตรงเวลาครบ 3 รอบบิลขึ้นไป ล่าช้าเฉลี่ยไม่เกิน 5 วัน | 30 วัน | ขยายได้ครั้งละไม่เกิน 50% ของวงเงินเดิม ไม่เกิน 500,000 บาท | ผู้จัดการบัญชีและการเงิน |
| A | ลูกค้าประจำเกิน 12 เดือน ไม่มีช้าเกิน 15 วัน มีงบที่ตรวจแล้ว | 45 วัน | เกิน 500,000 บาท | เจ้าของหรือกรรมการผู้จัดการ |
กฎสำคัญคือ คนขายไม่ควรเป็นคนอนุมัติวงเงินคนเดียว เพราะแรงจูงใจต่างกัน ฝ่ายขายอยากปิดการขาย ฝ่ายบัญชีต้องเก็บเงิน วิธีแบ่งอำนาจแบบนี้ต่อยอดจาก ตารางอำนาจอนุมัติ และเอกสารควรเก็บไว้ว่าใครอนุมัติ วันไหน ด้วยเหตุผลอะไร
5. ใช้ประวัติการจ่ายเงินปรับวงเงิน
บันทึกต่อไปนี้ทุกเดือนสำหรับลูกค้าแต่ละราย
- วันครบกำหนดกับวันที่เงินเข้าจริง (เฉลี่ยจ่ายช้ากี่วัน)
- ยอดค้างเกินกำหนดสูงสุดในรอบ 12 เดือน
- จำนวนครั้งที่เช็คคืน ขอเลื่อนจ่าย หรือขอผ่อน
- ลูกค้าโต้แย้งใบแจ้งหนี้บ่อยหรือไม่ เพราะเป็นสัญญาณปัญหาสภาพคล่องหรือการรับสินค้า
ปรับขึ้นเมื่อจ่ายตรงเวลาติดต่อกันและยอดซื้อโตจริง ปรับลงหรือคงเดิมเมื่อล่าช้าเพิ่ม และทบทวนอย่างน้อยปีละครั้งแม้ไม่มีปัญหา
เหตุที่ต้องทบทวนทันที
| เหตุการณ์ | ทำอะไร |
|---|---|
| ค้างเกินกำหนดเกิน 15 วัน (ตัวอย่างสมมติ) | ระงับวงเงินเพิ่ม โทรติดตาม และทบทวนระดับ |
| เช็คคืน ไม่ว่าด้วยเหตุใด | ลดระดับทันที เปลี่ยนเป็นชำระก่อนหรือเงินสด และแจ้งผู้อนุมัติระดับสูงสุด |
| เปลี่ยนเจ้าของ กรรมการ หรือที่ตั้งกิจการ | ขอหนังสือรับรองใหม่ ตรวจว่าผู้ค้ำประกันเดิมยังอยู่หรือไม่ ทำใบสมัครใหม่ |
| ถูกฟ้อง หรือข่าวผิดปกติ | ทบทวนทันที |
| สั่งซื้อพุ่งผิดปกติหรือเปลี่ยนที่ส่งของ | ตรวจตัวตนผู้สั่งก่อนส่ง เพราะอาจเป็นการแอบอ้างหรือเตรียมเอาของแล้วหนี |
6. กฎหยุดส่งของและข้อยกเว้น
เขียนกฎเป็นขั้นบันไดที่ทุกแผนกเห็นตรงกัน (ตัวอย่างสมมติ)
- ใกล้ครบกำหนด 3 วัน ส่งใบแจ้งยอดเตือน
- เกินกำหนดตั้งแต่วันแรก โทรหรือส่งข้อความ ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ทำ ไม่ใช่ฝ่ายขาย
- เกินกำหนด 7 วัน ส่งใบแจ้งยอดคงค้างเป็นหนังสือ ขอกำหนดวันจ่าย
- เกินกำหนด 15 วัน หรือยอดรวมเกินวงเงิน ระงับการส่งของล็อตใหม่ ยกเว้นลูกค้าชำระส่วนที่เกิน
- เกินกำหนด 30 วัน ส่งหนังสือทวงถาม และเริ่มพิจารณาคดี (ดูหัวข้อ 9)
ใครอนุมัติข้อยกเว้น
| สถานการณ์ | ผู้อนุมัติ | เงื่อนไข |
|---|---|---|
| เกินวงเงินไม่เกิน 10% และไม่มียอดเกินกำหนด | ผู้จัดการฝ่ายขายร่วมกับฝ่ายบัญชี | ไม่เกินสองครั้งต่อปี |
| เกินวงเงิน 10% ถึง 30% | ผู้จัดการบัญชีและการเงิน | ต้องมีวันชำระเป็นลายลักษณ์อักษร |
| เกินวงเงินมากกว่า 30% หรือมียอดเกินกำหนดอยู่แล้ว | เจ้าของหรือกรรมการผู้มีอำนาจเท่านั้น | บันทึกเหตุผล และต้องมีเช็คล่วงหน้าหรือหลักประกันเพิ่ม |
| ส่งของให้ลูกค้าที่ระงับอยู่ | เจ้าของหรือกรรมการผู้มีอำนาจเท่านั้น | จ่ายเงินสดก่อนส่ง |
สิทธิหยุดส่งของต้องเขียนไว้ใน ข้อตกลงเงื่อนไขการขาย ที่ลูกค้าลงนามล่วงหน้า (หัวข้อ 7) ถ้าไม่มี การหยุดส่งกลางสัญญาที่ตกลงส่งเป็นงวดอาจถูกลูกค้าอ้างว่าเราผิดสัญญา
7. เอกสารทางกฎหมายที่ต้องมีก่อนส่งของ
ข้อมูลในหัวข้อ 2 ถึง 6 ไม่มีผลในศาลถ้าไม่มีเอกสาร จัดชุดเอกสารเปิดบัญชีดังนี้
7.1 ใบสมัครเปิดบัญชีเครดิต
ให้ลูกค้ากรอกและกรรมการผู้มีอำนาจลงนามพร้อมประทับตรา (ถ้ามี) มีชื่อนิติบุคคล เลขทะเบียน ที่อยู่ ผู้ติดต่อ ผู้มีอำนาจสั่งซื้อและรับของ วงเงินที่ขอ ผู้อ้างอิง และคำรับรองว่าข้อมูลเป็นความจริง แนบหนังสือรับรองและสำเนาบัตรประชาชนกรรมการ
7.2 ข้อตกลงเงื่อนไขการขาย
ควรมีอย่างน้อย
- ระยะเครดิตและวิธีนับ (นับจากวันส่งมอบหรือวันรับใบแจ้งหนี้) และวิธีชำระ
- ดอกเบี้ยผิดนัดและค่าใช้จ่ายในการทวงถาม โดยตกลงอัตราเป็นหนังสือ ส่วนดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีตามมาตรา 654 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ถ้าไม่ตกลงไว้ จะใช้อัตราตามกฎหมาย (หัวข้อ 10)
- สิทธิระงับการส่งของและลดวงเงินเมื่อค้างชำระ
- วิธีโต้แย้งใบแจ้งหนี้ เช่น ต้องแจ้งภายในกี่วันหลังรับของ
- เบี้ยปรับต้องไม่สูงเกินส่วน เพราะศาลลดได้ตามมาตรา 383
- ผู้มีอำนาจรับของและเซ็นใบส่งของ
เงื่อนไขในใบสั่งซื้อของลูกค้ารายใหญ่อาจขัดกับของเรา ตรวจก่อนเซ็นตามหัวข้อใน ลูกค้ารายใหญ่ส่งสัญญามาให้เซ็น
7.3 หลักฐานการส่งมอบและยอมรับหนี้
- ใบส่งของที่ลูกค้าลงนาม ระบุชื่อผู้รับ วันที่ รายการ และจำนวน ถ้าเป็นระบบ e-POD ให้เก็บข้อมูลที่ระบุตัวผู้ยืนยัน วันเวลา และเก็บบันทึกไว้ครบ ซึ่งรับฟังได้ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ควรตกลงกับลูกค้าเรื่องวิธียืนยันไว้ล่วงหน้า
- ใบแจ้งหนี้หรือใบวางบิลที่ลูกค้าเซ็นรับ และยืนยันยอดคงค้างเป็นรอบ ลูกหนี้ที่เซ็นยืนยันยอด รับสภาพหนี้ หรือชำระบางส่วน ทำให้อายุความสะดุดหยุดตามมาตรา 193/14
- ใบสั่งซื้อ อีเมลยืนยัน และข้อความตกลงราคา
7.4 การค้ำประกันโดยกรรมการหรือเจ้าของ
เมื่อลูกค้าเป็นบริษัทใหม่ ทุนน้อย หรือไม่มีงบ ให้ขอผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดา เช่น กรรมการหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะหนี้ของบริษัทเป็นของนิติบุคคล ผู้ถือหุ้นและกรรมการไม่ต้องรับผิดส่วนตัวถ้าไม่ได้ค้ำประกัน
- ควรมีหนังสือค้ำประกันที่ผู้ค้ำประกันลงนาม เพราะถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือที่ผู้ค้ำประกันลงลายมือชื่อ จะฟ้องบังคับผู้ค้ำประกันไม่ได้ (มาตรา 680)
- ถ้าค้ำประกันหนี้ในอนาคตหรือหนี้ที่เกิดต่อเนื่อง ต้องระบุลักษณะหนี้และขอบเขตชัดเจน (มาตรา 681) เช่น วงเงินสูงสุดและระยะเวลา
- ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ เว้นแต่ผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคลที่ยินยอมไว้ (มาตรา 681/1) ส่วนผู้ค้ำประกันทั่วไปมีสิทธิขอให้เรียกเก็บจากลูกหนี้ก่อน เว้นแต่ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ทราบที่อยู่ (มาตรา 688)
- การคุ้มครองผู้ค้ำประกัน เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่ลูกหนี้ผิดนัด (มาตรา 686) ถ้าล่าช้า ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าภาระติดพันส่วนที่เกิดหลังจากนั้น และมาตรา 685/1 ทำให้ข้อตกลงที่ขัดมาตราสำคัญเหล่านี้เป็นโมฆะ แบบฟอร์มที่เขียนตัดสิทธิทั้งหมดจึงอาจไม่ได้ผล ควรให้ผู้ค้ำประกันอ่านและเข้าใจก่อนเซ็น
- กรรมการที่ลาออกหรือขายหุ้นแล้วอาจยังต้องรับผิดตามที่ค้ำประกันไว้ อ่านใน ลาออกจากกรรมการแล้ว ยังรับผิดหนี้ที่ค้ำประกันหรือไม่ และผู้ค้ำประกันอาจบอกเลิกการค้ำประกันสำหรับหนี้ในอนาคตได้ตามเงื่อนไขของมาตรา 699 จึงต้องมีระบบติดตามว่าวงเงินยังมีผู้ค้ำประกันอยู่หรือไม่
7.5 สงวนกรรมสิทธิ์ (ถ้าเหมาะสม)
สำหรับสินค้าที่ระบุตัวได้ชัด เช่น เครื่องจักร อาจตกลงเป็นหนังสือว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนจนกว่าจะชำระครบ แต่ใช้ได้ผลจริงเมื่อติดตามสินค้ากลับได้ ไม่ถูกขายต่อหรือผสมเข้ากับสินค้าอื่น และไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอกที่สุจริต เงื่อนไขนี้จึงไม่เหมาะกับสินค้าที่ลูกค้าตั้งใจนำไปขายต่อหรือแปรรูป ควรให้ทนายตรวจรูปแบบสัญญาก่อน
8. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ให้เครดิตตามความสนิท ไม่มีใบสมัครและไม่มีวงเงินที่เขียนไว้
- ฝ่ายขายอนุมัติวงเงินเอง และเก็บเงินไม่ได้
- ตกลงเครดิตทางไลน์หรือปากเปล่า แต่ใบแจ้งหนี้เขียนอีกแบบ ทำให้วันครบกำหนดไม่ชัด
- ไม่มีใบส่งของที่ลูกค้าลงนาม คนเซ็นเป็นผู้ที่ไม่มีอำนาจรับของ หรือเป็นลายเซ็นที่อ่านไม่ออก
- ให้ผู้ค้ำประกันเซ็นแบบฟอร์มกว้างๆ ไม่ระบุวงเงินและระยะเวลา หรือไม่ได้บอกกล่าวภายในหกสิบวัน
- ไม่ทบทวนวงเงินหลังเช็คคืน ยังส่งของต่อเพราะ "ลูกค้าเก่า"
- ปล่อยให้ค้างจนใกล้ครบอายุความ ไม่เคยให้ลูกค้ายืนยันยอดเป็นหนังสือ
- ส่งหนังสือทวงถามช้า รอจนลูกค้าทรุดหนักแล้ว ทำให้เจ้าหนี้รายอื่นแซงหน้า
9. ขั้นตอนทวงหนี้และอายุความ
ลำดับที่ใช้ได้ทั่วไป
- เตือนก่อนครบกำหนดและวันครบกำหนด โดยฝ่ายบัญชี
- ใบแจ้งยอดคงค้าง ขอให้ลูกค้าลงนามยืนยันยอดและระบุวันจ่าย
- หนังสือทวงถามที่ทนายส่ง ระบุยอดหนี้ ดอกเบี้ย กำหนดชำระ (มักให้เวลาประมาณ 7 ถึง 15 วัน) และผลที่จะตามมา การเตือนมีผลต่อการผิดนัดตามมาตรา 204 เมื่อหนี้ไม่มีกำหนดเวลาตามปฏิทิน บริการของเราอยู่ที่ หนังสือทวงถาม
- ฟ้องคดี ถ้ายังไม่จ่าย ให้ดู ทวงหนี้ ฟ้องลูกหนี้ และบังคับคดี และ ค่าสินค้าและบริการที่ลูกค้าไม่จ่าย ซึ่งอธิบายทั้งขั้นตอนและอายุความ
อายุความของหนี้การค้า
| กรณี | อายุความ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผู้ประกอบการค้าเรียกค่าสินค้าหรือค่าการงานที่ทำ | โดยหลักสองปี (มาตรา 193/34) | นับจากเมื่อเรียกให้ชำระได้ |
| ลูกค้าซื้อไปใช้ในกิจการของลูกค้าเอง | ห้าปี (มาตรา 193/33 (5)) เพราะเข้าข้อยกเว้นของมาตรา 193/34 (1) | ดูข้อเท็จจริงรายการ |
| หนี้ที่ไม่มีอายุความเฉพาะ | สิบปี (มาตรา 193/30) |
อายุความสะดุดหยุดเมื่อลูกหนี้รับสภาพหนี้หรือชำระบางส่วน (มาตรา 193/14) และเริ่มนับใหม่ จึงควรขอหนังสือยืนยันยอดเป็นระยะ แต่การเงียบของลูกหนี้ไม่ใช่การรับสภาพหนี้ ถ้าหนี้เก่ามากแล้ว ให้ปรึกษาทนายก่อนสรุปว่าหมดอายุความ
10. ดอกเบี้ยผิดนัดถ้าไม่ได้ตกลงไว้
ถ้าไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยไว้ เจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยผิดนัดได้ตามอัตราที่มาตรา 7 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนด บวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีตามมาตรา 224 เมื่อหนี้เป็นเงิน อัตราตามมาตรา 7 อาจปรับด้วยพระราชกฤษฎีกา เราจึงไม่ใส่ตัวเลขตายตัวไว้ที่นี่ ผู้คำนวณต้องตรวจอัตราที่ใช้บังคับในช่วงเวลานั้นก่อนทุกครั้ง ส่วนดอกเบี้ยที่ตกลงกันเป็นหนังสือ ใช้อัตราที่ตกลงได้ แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี การเขียนอัตราไว้ในข้อตกลงเงื่อนไขการขายตั้งแต่ต้นช่วยให้ไม่ต้องโต้แย้งภายหลัง
11. เช็กลิสต์นโยบายเครดิต
- เขียนนโยบายเครดิตหนึ่งหน้า ระบุระดับลูกค้า วัน วงเงิน และผู้อนุมัติ
- ลูกค้าเครดิตทุกรายมีใบสมัครเปิดบัญชีที่กรรมการลงนาม พร้อมหนังสือรับรองไม่เกินสามเดือน
- โทรตรวจผู้อ้างอิงทางการค้าอย่างน้อย 2 ราย
- ตั้งวงเงินตามสูตรและเพดาน ลูกค้าใหม่เริ่มต่ำ
- ข้อตกลงเงื่อนไขการขายลงนามแล้ว มีดอกเบี้ยผิดนัด สิทธิหยุดส่งของ และวิธีโต้แย้งใบแจ้งหนี้
- ใบส่งของหรือ e-POD ที่ผู้มีอำนาจรับของลงนามทุกครั้ง
- ผู้ค้ำประกันเซ็นเป็นหนังสือ ระบุขอบเขตชัดเจน และมีระบบบอกกล่าวภายในหกสิบวัน
- ส่งใบแจ้งยอดและขอยืนยันยอดอย่างน้อยทุกไตรมาส
- ตั้งสัญญาณทบทวนทันที: ค้างเกินกำหนด เช็คคืน เปลี่ยนเจ้าของหรือกรรมการ
- กำหนดผู้อนุมัติข้อยกเว้นและบันทึกเป็นเอกสาร
- ตรวจรายงานลูกหนี้ค้างชำระทุกเดือนในที่ประชุมผู้บริหาร (วาระประชุมประจำเดือน)
อ่านเพิ่มเติม
- ค่าสินค้าและบริการที่ลูกค้าไม่จ่าย — เก็บหนี้การค้าและอายุความ
- ทวงหนี้ ฟ้องลูกหนี้ และบังคับคดี — ขั้นตอนเมื่อลูกค้าไม่จ่าย
- กำไรแต่เงินไม่พอ — เครดิตลูกค้ากับกระแสเงินสด
- ลูกค้าไม่เซ็นรับมอบงาน — หลักฐานส่งมอบและตรวจรับ
- ลาออกจากกรรมการแล้ว ยังรับผิดหนี้ที่ค้ำประกันหรือไม่ — การค้ำประกันโดยกรรมการ
ให้เครดิตเท่าที่เงินสดรับไหว ประเมินก่อนเปิดบัญชี ตั้งวงเงินด้วยสูตร และมีเอกสารครบ คือใบสมัคร ข้อตกลงเงื่อนไขการขาย ใบส่งของที่ลูกค้าลงนาม และผู้ค้ำประกันที่เซ็นถูกต้อง เมื่อวันที่ต้องทวงหนี้มาถึง
เราช่วยร่างใบสมัครเปิดบัญชีและข้อตกลงเงื่อนไขการขาย หนังสือค้ำประกัน และส่งหนังสือทวงถามให้ธุรกิจไทย ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ หนังสือทวงถาม และ สัญญาและเอกสาร
คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

