เจ้าของกิจการหลายท่านเจอสถานการณ์เดียวกัน ยอดขายโตขึ้น งบกำไรขาดทุนที่ผู้ทำบัญชีส่งมาแสดงกำไร แต่บัญชีธนาคารแทบไม่มีเงิน ต้องรอลูกค้าจ่ายก่อนถึงจะจ่ายเงินเดือนและซัพพลายเออร์ได้ บางเดือนต้องกู้มาจ่ายภาษีที่คำนวณจากกำไรซึ่งยังไม่ได้เป็นเงินในมือ
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ กำไรทางบัญชีนับรายได้เมื่อขายและนับต้นทุนเมื่อใช้ แต่เงินสดเคลื่อนตามวันที่เงินเข้าและเงินออกจริง ความต่างกันของสองสิ่งนี้เกิดจากการตัดสินใจเรื่องเครดิต สต็อก ภาษี และข้อสัญญา ซึ่งเจ้าของแก้ได้ คู่มือนี้อธิบายว่าเงินหายไปตรงไหน แล้วข้อสัญญาและภาษีข้อใดช่วยดึงเงินกลับมา
คำตอบหลัก
กำไรแต่เงินไม่พอมักเกิดจากสามอย่างพร้อมกัน คือ ลูกค้าจ่ายช้ากว่าที่ท่านต้องจ่ายซัพพลายเออร์ เงินจมในสต็อกหรืองานระหว่างทำ และภาษีบางรายการถึงกำหนดก่อนเงินจะเข้า ทางแก้คือย่นระยะเวลาที่เงินติดอยู่ ด้วยการเขียนเงื่อนไขชำระเงินให้ชัด เรียกมัดจำและแบ่งงวด ติดตามหนี้อย่างเป็นระบบ คุมสต็อก และวางแผนภาษีล่วงหน้า
หลักกฎหมาย ประมวลรัษฎากรกำหนดจุดความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าไว้ในมาตรา 78 และสำหรับการให้บริการไว้ในมาตรา 78/1 ซึ่งต่างกัน ภาษีเงินได้นิติบุคคลมีการชำระล่วงหน้าครึ่งปีตามมาตรา 67 ทวิ (แบบ ภ.ง.ด.51) ส่วนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ให้เรียกดอกเบี้ยผิดนัดจากหนี้เงินได้ในอัตราตามกฎหมาย และมาตรา 377 กับ 378 ว่าด้วยมัดจำ ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ได้เงินเร็วขึ้น
มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา เริ่มจากวาดวงจรเงินสดของธุรกิจเองก่อนไปแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ เพราะธุรกิจแต่ละประเภทเงินติดอยู่คนละที่ ผู้รับเหมาเงินติดที่เงินประกันผลงานและงวดสุดท้าย ผู้ค้าส่งเงินติดที่สต็อกกับเครดิตร้านค้า ธุรกิจบริการเงินติดที่ลูกค้าองค์กรซึ่งมีรอบจ่ายยาว เมื่อรู้จุดแล้วจึงเลือกเครื่องมือ
1. วงจรเงินสด: เงินไปติดอยู่ตรงไหน
วงจรเงินสด (cash conversion cycle) คือระยะเวลาตั้งแต่ท่านจ่ายเงินซื้อวัตถุดิบหรือจ้างคนทำงาน จนถึงวันที่ได้รับเงินจากลูกค้า อธิบายง่าย ๆ ได้สามส่วน
| ส่วนของวงจร | ความหมาย | ผลต่อเงินสด |
|---|---|---|
| เครดิตที่ให้ลูกค้า | ส่งของหรือส่งงานแล้ว ลูกค้ายังไม่จ่ายตามรอบ | ยิ่งยาว เงินยิ่งจมในลูกหนี้การค้า |
| เครดิตที่ได้จากซัพพลายเออร์ | ซื้อของมาแล้วจ่ายทีหลัง | ยิ่งยาว เงินสดของท่านยิ่งเบา |
| วันที่ถือสต็อกหรืองานระหว่างทำ | ซื้อมาและผลิตไว้ก่อนขายได้ | ยิ่งนาน เงินยิ่งจมในสินค้า |
วงจรจะตึงเมื่อเครดิตที่ท่านให้ลูกค้ายาวกว่าเครดิตที่ได้จากซัพพลายเออร์ และท่านถือสต็อกนานด้วย ส่วนต่างนี้ต้องถูกเติมด้วยเงินของท่านเอง หรือเงินกู้ ยิ่งธุรกิจโตเร็ว ส่วนต่างยิ่งใหญ่ขึ้นตามยอดขาย ธุรกิจที่ขายดีขึ้นจึงอาจขาดเงินสดมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นสาเหตุที่การโตเร็วโดยไม่วางแผนเงินทุนหมุนเวียนมักพาธุรกิจที่มีกำไรไปสู่ปัญหาสภาพคล่อง
ให้ผู้ทำบัญชีทำตารางสามช่องนี้แยกตามกลุ่มลูกค้าและกลุ่มสินค้า ท่านอาจพบว่าลูกค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่รายถือเงินท่านไว้นานที่สุด หรือสินค้าบางรายการหมุนช้าจนกินเงินทุนมากกว่ากำไรที่ได้
2. กำไรบัญชีกับเงินสดต่างกันอย่างไร
เหตุที่ตัวเลขสองชุดไม่ตรงกันมีไม่กี่ข้อ ซึ่งเจ้าของควรถามผู้ทำบัญชีเป็นประจำ
- รายได้ที่ยังไม่ได้เก็บ ขายแล้วบันทึกเป็นรายได้ แต่เงินยังเป็นลูกหนี้
- สต็อกที่ซื้อมาแต่ยังไม่ขาย จ่ายเงินแล้วแต่ยังไม่เป็นต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน
- การลงทุนในเครื่องจักรและยานพาหนะ เงินออกครั้งเดียว แต่บัญชีทยอยตัดค่าเสื่อมราคา
- การจ่ายคืนเงินกู้ต้นเงิน ไม่ปรากฏเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน แต่เงินออกจริง
- ภาษีและเงินสมทบที่ถึงกำหนด ต้องจ่ายเป็นเงินสดตามวันที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าลูกค้าจะจ่ายท่านแล้วหรือยัง
- เงินที่เจ้าของหรือกรรมการเบิกจากบริษัท อาจไม่ถูกมองเป็นค่าใช้จ่าย แต่ทำให้เงินสดของบริษัทลดลง
ข้อสุดท้ายเกี่ยวกับการเอาเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวมีผลทางกฎหมายและภาษีอีกชั้นหนึ่ง ดูเพิ่มเติมได้ในคู่มือธุรกิจครอบครัว หากเกี่ยวข้องกับสมาชิกครอบครัว
ขั้นต้นที่สุดคือขอ งบกระแสเงินสดรายเดือนแบบง่าย ที่มีเพียงเงินเข้าจากลูกค้า เงินออกให้ซัพพลายเออร์ เงินเดือน ภาษี ดอกเบี้ย และการลงทุน ล่วงหน้าไปอย่างน้อยหนึ่งไตรมาส ตัวเลขชุดนี้ช่วยให้เห็นเดือนที่เงินจะขาดก่อนเกิดขึ้นจริง
3. ภาษีที่ถึงกำหนดก่อนเงินเข้า
ภาษีเป็นสาเหตุที่เจ้าของมักไม่คาด ข้อต่อไปนี้ควรตรวจกับผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีของท่านเพราะรายละเอียดแตกต่างตามประเภทธุรกิจและข้อเท็จจริง
3.1 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และจุดความรับผิด
ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องนำส่งภาษีขายส่วนที่มากกว่าภาษีซื้อเมื่อความรับผิดเกิดขึ้น ตามที่กรมสรรพากรอธิบายในหมวดภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ขายสินค้า (มาตรา 78) โดยหลักความรับผิดเกิดเมื่อส่งมอบสินค้า แต่ถ้ามีการโอนกรรมสิทธิ์ รับชำระราคา หรือออกใบกำกับภาษีก่อนส่งมอบ ก็ถือว่าความรับผิดเกิดเมื่อมีการกระทำนั้น ดังนั้นการส่งสินค้าแล้วให้เครดิตลูกค้าสามสิบวันหรือหกสิบวัน ท่านยังต้องนำส่ง VAT ตามรอบเดือนที่ส่งมอบ ทั้งที่เงินยังไม่เข้า
- ให้บริการ (มาตรา 78/1) โดยหลักความรับผิดเกิดเมื่อได้รับชำระค่าบริการ เว้นแต่จะออกใบกำกับภาษีหรือมีการใช้บริการก่อนได้รับชำระ ซึ่งความรับผิดก็เกิดเมื่อทำสิ่งนั้น ธุรกิจบริการจึงควรระวังการออกใบกำกับภาษีเร็วเกินความจำเป็น เพราะทำให้ต้องนำส่ง VAT ก่อนเงินเข้า
- มาตรา 78 และ 78/1 มีข้อยกเว้นและกรณีเฉพาะ เช่น การเช่าซื้อ การขายผ่อนชำระ การทำงานก่อสร้าง และกรณีที่กฎหมายกำหนดแยก ผู้ทำบัญชีต้องตรวจเป็นรายธุรกิจ
ข้อสัญญาที่เกี่ยวกับ VAT ควรระบุให้ชัดว่าราคาที่ตกลงรวมหรือไม่รวม VAT หากไม่ระบุ อาจเกิดข้อโต้แย้งว่าท่านต้องแบกภาษีเอง
3.2 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ลูกค้าหักไว้
เมื่อลูกค้าซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือผู้ที่กฎหมายกำหนดจ่ายค่าบริการ ค่าจ้าง หรือเงินได้บางประเภทให้ท่าน ลูกค้ามีหน้าที่หักภาษีในอัตราตามกฎหมายและนำส่งกรมสรรพากรแทน ท่านจึงได้รับเงินสุทธิน้อยกว่ายอดตามใบแจ้งหนี้ เงินที่ถูกหักเป็นเครดิตภาษีที่หักจากภาษีเงินได้ของท่านเมื่อยื่นแบบประจำปี
ผลต่อเงินสดมีสองด้าน ด้านแรกคือเงินเข้าลดลงทันที ด้านที่สองคือถ้าธุรกิจมีกำไรน้อยหรือขาดทุน เครดิตที่ได้อาจเกินภาษีที่ต้องจ่าย ทำให้ต้องรอขอคืนซึ่งเป็นเงินจมอีกก้อน ข้อควรทำคือ
- กำหนดในสัญญาให้ลูกค้าส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายภายในเวลาที่ตกลง
- เก็บหนังสือรับรองไว้ครบทุกใบและจับคู่กับใบแจ้งหนี้ที่รับชำระ
- ให้ผู้ทำบัญชีประมาณภาษีประจำปีล่วงหน้า เพื่อดูว่าเครดิตภาษีสูงกว่าภาษีที่ต้องจ่ายหรือไม่
3.3 ภาษีเงินได้นิติบุคคลและการชำระล่วงหน้าครึ่งปี
บริษัทต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 และชำระภาษีล่วงหน้าตามมาตรา 67 ทวิ โดยประมาณกำไรสุทธิของรอบบัญชีและชำระภายในกำหนดหลังสิ้นครึ่งแรกของรอบบัญชี ส่วนภาษีของส่วนที่เหลือชำระตอนสิ้นรอบบัญชีพร้อมแบบ ภ.ง.ด.50 กำหนดวันและวิธีประมาณมีเงื่อนไขในประมวลรัษฎากรและประกาศของกรมสรรพากร ผู้ทำบัญชีต้องเตือนเจ้าของล่วงหน้า เพราะเป็นเงินก้อนที่ถึงกำหนดแม้ลูกหนี้ยังไม่จ่าย
เรื่องนี้ไม่ได้ให้ข้อสรุปว่าควรเสียภาษีน้อยลงด้วยวิธีใด เจ้าของและผู้ทำบัญชีควรวางแผนให้เงินสำหรับภาษีถูกกันไว้ก่อนใช้ในส่วนอื่น
3.4 เงินสมทบและค่าใช้จ่ายประจำ
เงินสมทบประกันสังคมและเงินเดือนมีกำหนดจ่ายแน่นอนไม่ว่าลูกค้าจะจ่ายช้า ความเสี่ยงคือนำเงินที่ควรเก็บสำหรับสิ่งเหล่านี้ไปจ่ายซัพพลายเออร์ก่อน แล้วค้างภาระที่มีโทษหรือเบี้ยปรับตามกฎหมาย ควรจัดลำดับความสำคัญของการจ่ายตามผลของการผิดนัดแต่ละรายการ
4. ข้อสัญญาที่ช่วยให้ได้เงินเร็วขึ้น
เงินทุนหมุนเวียนส่วนหนึ่งแก้ได้ที่โต๊ะเจรจา ก่อนเสนอราคาควรคำนวณว่าเครดิตที่ลูกค้าขอ มีต้นทุนต่อท่านเท่าใด แล้วเลือกใช้ข้อต่อไปนี้
4.1 มัดจำและเงินล่วงหน้า
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 กำหนดว่าเมื่อทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ให้ถือว่าเป็นพยานหลักฐานว่ามีสัญญาเกิดขึ้น เป็นการชำระหนี้บางส่วนถ้าการชำระหนี้เป็นเงินหรือสิ่งที่เข้ากันได้ และเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญา มาตรา 378 กำหนดผลเมื่อฝ่ายที่ให้มัดจำไม่ปฏิบัติตามสัญญา เช่น ฝ่ายที่รับมัดจำริบได้ หรือเมื่อฝ่ายที่รับมัดจำผิดสัญญาต้องคืนและใช้เงินเท่ามัดจำ ตัวบทละเอียดควรตรวจฉบับล่าสุดก่อนนำไปร่างสัญญา
ข้อที่ควรเขียนชัด
- เรียกเงินส่วนนี้ว่าอะไร ระหว่าง "มัดจำ" "เงินจอง" "ค่างวดแรก" หรือ "เงินล่วงหน้า" เพราะผลทางกฎหมายต่างกัน และมีผลต่อการออกใบกำกับภาษีและจุดรับรู้ภาษีด้วย
- ถ้าลูกค้ายกเลิกก่อนเริ่มงาน เงินที่จ่ายแล้วคืนหรือไม่ ส่วนที่ท่านลงทุนไปแล้วใครรับภาระ
- มัดจำค่าวัสดุที่ผลิตหรือสั่งเฉพาะลูกค้า มักเหมาะที่จะไม่คืนเมื่อลูกค้าเป็นฝ่ายยกเลิก
ธุรกิจที่ขายให้ผู้บริโภค ต้องระวังไม่ให้ข้อตกลงเรื่องมัดจำและการริบเข้าข่ายข้อสัญญาที่เอาเปรียบเกินสมควรจนผู้บริโภคอ้างให้ไม่มีผลได้ ควรตรวจกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่านก่อนใช้แบบฟอร์มตายตัว
4.2 แบ่งงวดชำระตามความคืบหน้า
งานที่ใช้เวลานานไม่ควรเรียกเก็บทั้งก้อนเมื่อจบงาน ควรแบ่งงวดตามเหตุการณ์ที่ตรวจสอบได้ เช่น เมื่อเริ่มงาน เมื่อส่งมอบแบบ เมื่อติดตั้งเสร็จ เมื่อผ่านการทดสอบ และงวดสุดท้ายเมื่อตรวจรับ ข้อสำคัญคืองวดต้องผูกกับสิ่งที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่ "เมื่อลูกค้าพอใจ" และต้องมีข้อกำหนดว่าถือว่าตรวจรับแล้วหากลูกค้าไม่คัดค้านเป็นหนังสือภายในเวลาที่ตกลง ดูรายละเอียดข้อสัญญาด้านการตรวจรับได้ในคู่มือตรวจสัญญากับลูกค้ารายใหญ่
หากท่านเป็นผู้รับเหมาที่เงินประกันผลงานค้างอยู่ ดูเงินประกันผลงานที่ไม่ได้รับคืน
4.3 กำหนดชำระและผลของการจ่ายล่าช้า
- ระบุจำนวนวันที่แน่นอนนับจากวันที่ออกใบแจ้งหนี้หรือวันส่งมอบ ไม่ใช่จาก "การอนุมัติ" ที่ลูกค้าควบคุมเอง
- ระบุดอกเบี้ยผิดนัดหรือสิทธิหยุดงานเมื่อจ่ายล่าช้า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ให้ดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแม้ไม่ได้ตกลงไว้ แต่การเขียนไว้ชัดทำให้ทวงได้ง่ายขึ้น และหากต้องการอัตราที่ต่างจากกฎหมาย ก็ต้องตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร และตรวจว่าอัตราที่ตกลงไม่เกินที่กฎหมายยอมให้
- ระบุสิทธิพักการส่งมอบหรือระงับบริการเมื่อมียอดค้างเกินกำหนดโดยแจ้งล่วงหน้าเป็นหนังสือ
- กำหนดให้ใบแจ้งหนี้ต้องส่งไปยังที่อยู่หรืออีเมลที่ระบุ เพื่อพิสูจน์วันที่ได้รับ
4.4 ราคาที่สะท้อนต้นทุนของเครดิต
เครดิตที่ให้ลูกค้าคือเงินกู้ที่ท่านให้โดยไม่คิดดอกเบี้ย ถ้าลูกค้าขอเครดิตยาว ให้เสนอทางเลือก เช่น ราคาที่รวมต้นทุนเครดิต หรือส่วนลดเมื่อจ่ายเร็ว การเสนอเป็นตัวเลือกให้ลูกค้าเลือก ตกลงง่ายกว่าการปฏิเสธเครดิตตรง ๆ
5. คุมลูกหนี้: ระบบติดตามที่ทำได้จริง
การติดตามหนี้ที่ดีเริ่มก่อนผิดนัด
- ตรวจลูกค้าใหม่ก่อนให้เครดิต ตรวจสถานะนิติบุคคลและข้อมูลที่เปิดเผยได้ และกำหนดวงเงินเครดิตเป็นระดับ ไม่ใช่ตัดสินด้วยความรู้สึก
- ออกใบแจ้งหนี้ทันที ใบแจ้งหนี้ที่ออกช้ากว่าส่งของคือเครดิตที่ท่านให้เพิ่มโดยไม่ตั้งใจ
- ดูรายงานอายุลูกหนี้ทุกสัปดาห์ แยกยอดที่ยังไม่ถึงกำหนด เกินกำหนดไม่นาน และเกินกำหนดนาน
- ติดตามตามลำดับเมื่อใกล้ถึงและเกินกำหนด เตือนก่อนครบกำหนด โทรหรืออีเมลเมื่อเกินกำหนดไม่กี่วัน หนังสือทวงถามเมื่อเกินกำหนดต่อไปอีก
- หยุดส่งของเมื่อมียอดค้างเกินวงเงิน ถ้าสัญญาให้สิทธิไว้ และใช้อย่างสม่ำเสมอ
- เก็บหลักฐาน ใบส่งของที่ลูกค้าเซ็นรับ ใบสั่งซื้อ ใบแจ้งหนี้ และอีเมลยอมรับยอด เพราะอายุความและการพิสูจน์หนี้อาศัยเอกสารเหล่านี้
เมื่อลูกค้าไม่จ่ายจริง ดูใบแจ้งหนี้ค้างชำระจากลูกค้าธุรกิจ และคู่มือทวงหนี้ ฟ้องลูกหนี้ และบังคับคดี ส่วนกฎเกณฑ์เรื่องการทวงหนี้ที่เจ้าหนี้ต้องระวังอยู่ในบทความทวงหนี้เองได้แค่ไหน
6. สต็อกและงานระหว่างทำ
เงินที่จมในสต็อกแก้ได้โดยนโยบายที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร
- แยกสินค้าที่ขายเร็วออกจากสินค้าที่ขายช้า และกำหนดว่าสินค้าที่หมุนช้าจะซื้อเข้าเมื่อมีใบสั่งซื้อรองรับเท่านั้น
- สั่งของเฉพาะลูกค้าโดยให้ลูกค้ารับภาระ หากลูกค้าไม่รับของ ผ่านข้อสัญญาซื้อคืนหรือจ่ายค่าวัสดุที่สั่งไว้
- เจรจาเงื่อนไขกับซัพพลายเออร์ เช่น เครดิตที่ยาวขึ้น ฝากขาย หรือส่งเป็นรอบเล็กลง แลกกับความสม่ำเสมอของคำสั่งซื้อ
- ตรวจสต็อกที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุ โดยเฉพาะสินค้าอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีวันหมดอายุ ซึ่งยิ่งเก็บนานยิ่งเสียมูลค่า
หากโรงงานรับจ้างผลิตของท่านเก็บวัตถุดิบหรือบรรจุภัณฑ์ที่ท่านสั่งไว้ ควรเขียนข้อตกลงว่าใครเป็นเจ้าของ และใครรับภาระเมื่อยกเลิกคำสั่งซื้อ ดูการเปลี่ยนโรงงาน OEM
7. คุยกับธนาคารและแหล่งเงินทุนให้ถูกจังหวะ
ธนาคารและผู้ให้สินเชื่อพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ ไม่ใช่เพียงกำไร ท่านควรเตรียม
- ประมาณการกระแสเงินสดล่วงหน้า พร้อมสมมติฐานที่อธิบายได้
- รายงานอายุลูกหนี้และเจ้าหนี้ปัจจุบัน
- คำอธิบายว่าเงินกู้ทำให้วงจรเงินสดสั้นลงหรือรองรับยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างไร
- งบการเงินและภาษีที่ยื่นถูกต้องครบถ้วน
ก่อนเซ็นสัญญาสินเชื่อ ควรอ่านอย่างน้อย
- หลักประกัน เป็นทรัพย์สินของบริษัทหรือของส่วนตัวของกรรมการ
- การค้ำประกันส่วนบุคคล ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างไร ดูความเสี่ยงของการค้ำประกัน
- เหตุผิดนัดข้ามสัญญา การผิดนัดสัญญาหนึ่งทำให้ธนาคารเรียกเงินกู้อื่นคืนได้หรือไม่
- ข้อกำหนดทางการเงิน (covenant) เช่น ห้ามจ่ายเงินปันผลหรือห้ามก่อหนี้เพิ่มโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขชำระคืนก่อนกำหนด ตรวจจากเอกสารจริง ไม่คาดจากโฆษณา
ปัญหาสภาพคล่องที่แก้ด้วยเงินกู้ใหม่ได้เฉพาะเมื่อธุรกิจมีกำไรจริงและวงจรเงินสดตึงเพราะการเติบโต ถ้าธุรกิจขาดทุนต่อเนื่อง เงินกู้ใหม่อาจเพิ่มภาระ ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีก่อนตัดสินใจ
8. เมื่อเงินเริ่มไม่พอจ่ายหนี้
หากธุรกิจเริ่มจ่ายซัพพลายเออร์ไม่ทัน ให้ทำตามลำดับ
- รวบรวมรายชื่อเจ้าหนี้ทั้งหมด ยอดค้าง วันครบกำหนด และหลักประกัน
- จัดลำดับการจ่ายตามผลเสียของการผิดนัด เช่น เงินเดือนและเงินสมทบ ภาษีที่ถึงกำหนด หนี้ที่มีหลักประกัน แล้วจึงซัพพลายเออร์ทั่วไป
- เจรจาแผนผ่อนชำระกับเจ้าหนี้ก่อนผิดนัด เป็นลายลักษณ์อักษร
- หลีกเลี่ยงการโอนทรัพย์สินหรือจ่ายเจ้าหนี้บางรายเป็นพิเศษโดยไม่ปรึกษาที่ปรึกษา เพราะอาจถูกเพิกถอนในภายหลังหากธุรกิจล้มละลาย
- ประเมินว่าปัญหาเป็นเรื่องสภาพคล่องชั่วคราวหรือโครงสร้างธุรกิจ
หากหนี้เกินกว่าที่ธุรกิจจะชำระได้ ดูทางเลือกเมื่อบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ และคู่มือเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายและการฟื้นฟูกิจการ เพื่อเข้าใจมุมของเจ้าหนี้ที่ท่านเจรจาด้วย
9. แผนปฏิบัติสามสิบ หกสิบ เก้าสิบวัน
| ช่วงเวลา | สิ่งที่ทำ |
|---|---|
| สามสิบวันแรก | ทำงบกระแสเงินสดล่วงหน้าสามเดือน ทำรายงานอายุลูกหนี้ ตรวจกำหนดภาษีทุกรายการกับผู้ทำบัญชี และระบุลูกหนี้ห้าอันดับแรกที่ค้างนานที่สุด |
| หกสิบวัน | แก้แบบสัญญาและใบเสนอราคาให้มีกำหนดชำระ ดอกเบี้ยผิดนัด และเงื่อนไขงวดงาน เริ่มระบบติดตามหนี้ตามลำดับ และเสนอมัดจำหรือแบ่งงวดกับลูกค้าใหม่ |
| เก้าสิบวัน | ทบทวนนโยบายสต็อกและเงื่อนไขกับซัพพลายเออร์ คุยกับธนาคารหากจำเป็นพร้อมตัวเลขครบ และตั้งวันทบทวนวงจรเงินสดทุกเดือน |
10. เช็กลิสต์ปรับวงจรเงินสด
- มีงบกระแสเงินสดล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งไตรมาสและทบทวนทุกเดือน
- รู้ว่าเครดิตที่ให้ลูกค้ากับเครดิตที่ได้จากซัพพลายเออร์ต่างกันเท่าใดตามกลุ่มลูกค้า
- ผู้ทำบัญชีแจ้งแล้วว่า VAT ของธุรกิจเกิดความรับผิดเมื่อใดตามมาตรา 78 หรือ 78/1
- เก็บหนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่ายครบและจับคู่กับใบแจ้งหนี้
- มีเงินสำรองสำหรับ ภ.ง.ด.51 และภาษีประจำปีล่วงหน้า
- สัญญาและใบเสนอราคาระบุกำหนดชำระเป็นจำนวนวันที่แน่นอนและผลของการจ่ายล่าช้า
- งานที่ใช้เวลานานแบ่งงวดตามเหตุการณ์ที่ตรวจสอบได้ มีมัดจำสำหรับวัสดุเฉพาะ
- มีขั้นตอนติดตามหนี้ตามลำดับและรายงานอายุลูกหนี้รายสัปดาห์
- มีนโยบายสต็อกและเงื่อนไขซื้อคืนวัสดุที่สั่งเฉพาะลูกค้า
- อ่านเงื่อนไขหลักประกัน การค้ำประกัน และข้อผิดนัดข้ามสัญญาก่อนเซ็นสินเชื่อ
อ่านเพิ่มเติม
- ใบแจ้งหนี้ค้างชำระจากลูกค้าธุรกิจ เมื่อลูกค้าไม่จ่ายและต้องทวงตามกฎหมาย
- ทวงหนี้ ฟ้องลูกหนี้ และบังคับคดี ขั้นตอนเรียกเงินคืนให้ได้จริง
- ตรวจสัญญาลูกค้ารายใหญ่ก่อนเซ็น ข้อสัญญาเรื่องการจ่ายเงิน การหักเงิน และการตรวจรับ
- เงินประกันผลงานที่ไม่ได้รับคืน สำหรับผู้รับเหมาที่เงินจมที่งวดสุดท้าย
- ทางเลือกเมื่อบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ เมื่อปัญหาเกินกว่าสภาพคล่องชั่วคราว
- ความเสี่ยงของการค้ำประกัน ก่อนเซ็นสินเชื่อที่กรรมการต้องค้ำ
กำไรที่ไม่ได้เป็นเงินในมือยังจ่ายเงินเดือนและภาษีไม่ได้ ท่านจึงควรย่นระยะที่เงินติดอยู่ด้วยข้อสัญญาที่ชัด ระบบติดตามหนี้ และการวางแผนภาษีล่วงหน้า ก่อนที่เงินสดจะหมดจริง
เราช่วย SME ตรวจแบบสัญญาและใบเสนอราคาให้มีเงื่อนไขชำระเงินที่ใช้บังคับได้ จัดทำหนังสือทวงถามลูกหนี้ และประสานกับผู้ทำบัญชีเรื่องภาษี ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ สัญญาและเอกสาร และ บัญชีและภาษี
คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

