คำตอบหลัก
กฎหมายไม่ได้ห้ามเรียกเงินประกันทุกกรณี และก็ไม่ได้ให้เรียกได้ทุกตำแหน่ง หลักคือ ห้าม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 10 และมีข้อยกเว้นเฉพาะงานที่ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อความเสียหายได้ เช่น คนรับ-จ่ายเงิน หรือคนคุมสินค้า ส่วนรายละเอียดว่างานแบบไหน เรียกได้ในรูปใด และไม่เกินเท่าไร ให้ไปดูประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดไว้เป็นรายประเภทงาน เช่น งานสมุห์บัญชี งานเก็บหรือจ่ายเงิน งานควบคุมวัตถุมีค่า งานเฝ้าดูแลทรัพย์สิน งานติดตามหนี้ งานควบคุมยานพาหนะ และงานคลังสินค้าเฉพาะผู้ควบคุมเงินหรือทรัพย์สิน
เมื่อเรียกได้ นายจ้างยังมีหน้าที่ตามมา คือเก็บเงินอย่างมีระบบ คืนภายในเจ็ดวันนับแต่ลูกจ้างออกจากงาน และหักค่าเสียหายได้ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเสียหายจริง ลูกจ้างยินยอมเป็นหนังสือ และอยู่ในเพดานมาตรา 76 ส่วนผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลมีกฎคุ้มครองของตัวเองในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นายจ้างจึงเขียนสัญญาให้หนักกว่าที่กฎหมายยอมไม่ได้
1. หลักการและข้อยกเว้นตามมาตรา 10 คืออะไร
มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ห้ามนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้
กฎหมายยกเว้นให้เพราะลักษณะงาน ไม่ใช่เพราะนายจ้างอยากได้ความอุ่นใจ สองคำที่ต้องอ่านให้ตรงคือ "ลักษณะหรือสภาพของงาน" และ "รับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สิน" ตำแหน่งที่แค่ได้ใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ประจำโต๊ะ ไม่ได้ทำให้เป็นงานดูแลทรัพย์สินตามความหมายนี้ ลำพังชื่อตำแหน่งก็ไม่ชี้ขาด ให้ดูว่าเนื้องานจริงมีการรับ เก็บ หรือควบคุมเงินหรือของมีค่าหรือไม่
ประกาศกระทรวงแรงงานที่ออกตามมาตรา 10 กำหนดสามเรื่อง คือลักษณะหรือสภาพของงานที่เรียกหลักประกันได้ ประเภทและมูลค่าของหลักประกัน และวิธีเก็บรักษา นายจ้างจะอ้างเพียงว่าสัญญาจ้างหรือระเบียบบริษัทเขียนไว้ไม่ได้ เพราะข้อตกลงที่ขัดกับมาตรา 10 ไม่ทำให้การเรียกเก็บชอบด้วยกฎหมาย
นายจ้างที่ฝ่าฝืนมาตรา 10 หรือมาตรา 76 มีโทษตามมาตรา 144 (1) คือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ตำแหน่งไหนเรียกหลักประกันได้ และตำแหน่งไหนไม่ควร
ตารางนี้เป็นแนวทางคัดกรองตามเกณฑ์ของมาตรา 10 ไม่ใช่รายการที่แทนประกาศ การตัดสินจริงต้องเทียบกับประกาศและเนื้องานของคนนั้น
| ลักษณะงาน | เรียกหลักประกันได้หรือไม่ | รูปแบบที่ใช้ได้ | เพดาน | การคืน |
|---|---|---|---|---|
| รับ-จ่ายเงินสด แคชเชียร์ พนักงานเก็บเงิน | มีโอกาสเข้าข้อยกเว้นสูง หากรับผิดชอบเงินจริง | เงินสด ทรัพย์สิน หนังสือค้ำประกันธนาคาร หรือบุคคลค้ำ | รวมทุกประเภทไม่เกิน 60 เท่าของค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย | ภายใน 7 วันนับแต่เลิกจ้าง ลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ |
| คุมคลังสินค้า ผู้รับผิดชอบสต็อกที่ควบคุมการเบิกจ่ายเอง | เข้าข้อยกเว้นได้ ถ้าลูกจ้างเป็นผู้ควบคุมทรัพย์สินจริง ไม่ใช่แค่ทำงานในคลัง | เหมือนข้างต้น | เหมือนข้างต้น | เหมือนข้างต้น |
| พนักงานขับรถหรือดูแลยานพาหนะและสินค้ามีมูลค่า | ขึ้นกับว่าเนื้องานเข้าประเภทตามประกาศหรือไม่ | เหมือนข้างต้น | เหมือนข้างต้น | เหมือนข้างต้น |
| พนักงานทั่วไป ธุรการ ฝ่ายผลิต ฝ่ายขายที่ไม่ได้รับเงินหรือคุมของ | โดยหลักไม่ได้ | ไม่มี | ไม่มี ห้ามเรียก | ถ้าเก็บไปแล้วต้องคืน |
| ผู้บริหารหรือหัวหน้างานที่ไม่ได้ถือเงินหรือของ | โดยหลักไม่ได้ | ไม่มี | ไม่มี | ถ้าเก็บไปแล้วต้องคืน |
ข้อสังเกต พนักงานคนเดียวกันอาจอยู่ทั้งสองฝั่งในช่วงเวลาต่างกัน เช่น เด็กขายหน้าร้านที่เริ่มรับเงินสดหลังย้ายไปเป็นแคชเชียร์ ควรทำสัญญาประกันตอนเริ่มทำหน้าที่นั้น และคืนเมื่อกลับไปทำงานที่ไม่ต้องถือเงิน
3. เรียกได้ในรูปแบบใด และมีข้อจำกัดอย่างไร
มาตรา 10 พูดถึงหลักประกัน 3 ลักษณะ คือเงิน ทรัพย์สินอื่น และการค้ำประกันด้วยบุคคล ในทางปฏิบัติแบ่งได้ดังนี้
- เงินสด ฝากเป็นเงินประกัน ต้องแยกเก็บและมีหลักฐานการรับ นายจ้างไม่ควรเอาเงินประกันของลูกจ้างไปปนกับเงินหมุนเวียนของบริษัท
- ทรัพย์สินอื่น เช่น สมุดเงินฝาก ประกาศระบุวิธีเก็บรักษา ซึ่งรวมถึงการไม่ให้นายจ้างยึดสิทธิของลูกจ้างไปโดยไม่มีฐานรองรับ
- หนังสือค้ำประกันธนาคาร เป็นทางเลือกที่ลูกจ้างไม่ต้องวางเงินสด ภาระค่าธรรมเนียมและการเรียกเก็บควรตกลงกันชัดเจน และมูลค่ารวมต้องไม่เกินเพดานเดียวกัน
- ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคล ใช้ได้ในงานที่เข้าข้อยกเว้น แต่ความรับผิดของผู้ค้ำประกันรวมกับหลักประกันอื่นต้องไม่เกินเพดานที่ประกาศกำหนด และผู้ค้ำประกันมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ดูข้อ 6)
เพดานที่ประกาศกำหนดคือ ไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ และนับรวมหลักประกันทุกรูปแบบ ถ้านายจ้างเก็บเงินสดแล้วยังให้ลูกจ้างหาคนค้ำเพิ่มโดยมูลค่ารวมเกินเพดาน ส่วนที่เกินเรียกไม่ได้
ตัวอย่างสมมติ
พนักงานรับเงินหน้าร้านมีค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย 600 บาท (ตัวเลขสมมติ) เพดานรวมคือ 600 x 60 = 36,000 บาท ถ้าบริษัทเก็บเงินสด 20,000 บาท เหลือที่เรียกเป็นหลักประกันอื่นได้อีกไม่เกิน 16,000 บาท การให้พี่สาวเซ็นค้ำประกันวงเงิน 100,000 บาทแล้วเก็บเงินสด 20,000 บาทด้วย เกินเพดานทั้งคู่
4. สัญญาหลักประกันต้องมีอะไรบ้าง
ควรทำเป็นหนังสือเสมอ เนื้อหาขั้นต่ำมีดังนี้
- ตำแหน่งและหน้าที่ที่ทำให้เข้าข้อยกเว้น ระบุว่าลูกจ้างรับผิดชอบเงินหรือทรัพย์สินอะไร
- ประเภทและจำนวนหลักประกัน พร้อมคำนวณเทียบเพดาน 60 เท่าไว้ในเอกสาร
- วิธีเก็บรักษา เช่น ฝากบัญชีแยกต่อลูกจ้างที่ธนาคาร และแจ้งลูกจ้างว่าเก็บที่ใด
- เหตุที่นายจ้างจะนำหลักประกันไปชดใช้ และวิธีพิสูจน์ความเสียหาย
- กำหนดคืนหลักประกันและดอกเบี้ย ให้ตรงกับเจ็ดวันตามมาตรา 10
- ใบรับเงินหรือหลักฐานการรับหลักประกันทุกครั้ง
สำหรับผู้ค้ำประกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 กำหนดว่าสัญญาค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน ไม่เช่นนั้นฟ้องบังคับคดีไม่ได้
5. คืนหลักประกันเมื่อไร และเสียดอกเบี้ยอย่างไร
มาตรา 10 วรรคท้าย บอกว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออกหรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุแล้วแต่กรณี
ถ้าไม่คืนภายในกำหนด มาตรา 9 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี และหากจงใจไม่คืนโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นเจ็ดวันนับจากวันที่ถึงกำหนดคืน นายจ้างต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเจ็ดวัน ถ้านายจ้างพร้อมคืนแล้วนำเงินไปมอบไว้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย เพื่อจ่ายให้ลูกจ้าง จะไม่เสียดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มตั้งแต่วันที่นำไปมอบ
คำถามที่พบบ่อยคือ "พนักงานออกกะทันหัน ของยังไม่ได้นับ ขอถือเงินไว้ก่อน" มาตรา 10 ไม่มีข้อยกเว้นให้ยึดไว้ระหว่างตรวจนับ แนวทางที่ปลอดภัยคือนับและตรวจสอบก่อนวันสุดท้าย หรือใช้ข้อตกลงหักค่าเสียหายตามมาตรา 76 (4) กับลูกจ้างที่ยินยอม หากยังพิสูจน์ความเสียหายไม่ได้ ควรคืนหลักประกันก่อนแล้วไปเรียกร้องแยกต่างหาก
6. ผู้ค้ำประกันได้รับความคุ้มครองอย่างไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ถ้าใช้บุคคลค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลภายนอกที่ผูกพันตนต่อนายจ้างว่าจะชำระหนี้แทนลูกจ้างเมื่อลูกจ้างไม่ชำระ (มาตรา 680) กฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกันไว้หลายจุดที่นายจ้างควรรู้
- ไม่ใช่ลูกหนี้ร่วมโดยข้อตกลง มาตรา 681/1 ทำให้ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ ข้อยกเว้นคือผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคลซึ่งยินยอมผูกพันตนเป็นลูกหนี้ร่วมโดยสมัครใจ แต่ข้อยกเว้นนี้ไม่ใช่เรื่องของพี่น้องหรือเพื่อนที่มาเซ็นค้ำให้พนักงาน
- ต้องบอกกล่าว มาตรา 686 เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่ผิดนัด ถ้าไม่บอกกล่าว ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าภาระติดพันอื่นอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่เกิดขึ้นหลังพ้นหกสิบวัน แต่ยังรับผิดในต้นเงิน
- ข้อตกลงที่ทำให้ผู้ค้ำประกันเสียเปรียบไม่ผูกพัน มาตรา 685/1 กำหนดว่าข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา 681 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม มาตรา 686 มาตรา 694 มาตรา 698 และมาตรา 699 เป็นโมฆะ ข้อความ "ผู้ค้ำประกันสละสิทธิการบอกกล่าว" ในสัญญาจึงตกเป็นโมฆะ
- การลดหนี้ มาตรา 691 ถ้าเจ้าหนี้ตกลงกับลูกหนี้ลดจำนวนหนี้ที่ค้ำประกัน ต้องแจ้งผู้ค้ำประกันเป็นหนังสือภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตกลงกัน และผู้ค้ำประกันหลุดพ้นเมื่อมีการชำระตามที่มาตรานั้นกำหนด
ข้อสรุปเชิงปฏิบัติ สัญญาค้ำประกันที่ดีต้องระบุวงเงินและหน้าที่ที่ค้ำให้ชัด ถ้าค้ำหนี้ในอนาคต เช่น ความเสียหายที่ยังไม่เกิด มาตรา 681 ยังกำหนดให้ระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้ ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุด และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่ค้ำ ไม่ควรเขียนเป็นเช็กเปล่า ไม่ควรเขียนให้ค้ำ "ทุกอย่างตลอดไป" และนายจ้างต้องมีระบบส่งหนังสือบอกกล่าวภายในหกสิบวัน เมื่อลูกจ้างผิดนัดชำระหนี้ที่เป็นความเสียหายจริง
7. หักค่าเสียหายจากค่าจ้างได้แค่ไหน
มาตรา 76 ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักตามที่กฎหมายระบุ ข้อที่เกี่ยวกับบทความนี้คือ (4) ซึ่งอนุญาตให้หักเพื่อเป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดย จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
เงื่อนไขที่ต้องครบ
- มีเหตุ ความเสียหายมาจากการกระทำของลูกจ้างที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ความผิดพลาดธรรมดาไม่เข้า
- ลูกจ้างยินยอม และตามมาตรา 77 นายจ้างต้องจัดทำเป็นหนังสือและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อให้ความยินยอมหรือมีข้อตกลงกันอย่างชัดเจนเป็นการเฉพาะ การใส่ข้อความรวมไว้ในสัญญาจ้างฉบับแรกโดยไม่เจาะจงเหตุ ย่อมเสี่ยง
- อยู่ในเพดาน การหักตาม (2) (3) (4) และ (5) ในแต่ละกรณีห้ามหักเกินร้อยละสิบ และหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกำหนดเวลาการจ่ายค่าจ้าง เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
ข้อควรระวัง การหักค่าจ้างกับการใช้เงินประกันเป็นคนละทาง เงินประกันที่นายจ้างเก็บไว้ถูกกฎหมายนำไปชดใช้ความเสียหายที่พิสูจน์ได้ตามสัญญาประกัน ส่วนการหักค่าจ้างต้องผ่านเงื่อนไขมาตรา 76 และ 77 และทั้งสองทางไม่ได้ให้นายจ้างเรียกเกินความเสียหายจริง ส่วนที่เกินเพดาน หรือส่วนที่ลูกจ้างไม่ยินยอม ต้องไปเรียกร้องเป็นหนี้ตามปกติ
กรณีที่นายจ้างแจ้งความ ดำเนินคดีอาญา หรือเลิกจ้างเพราะทุจริต เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดู คู่มือสอบสวนพนักงานทุจริต และ สิทธิเมื่อถูกเลิกจ้าง
8. พิสูจน์ความเสียหายอย่างไรให้ยืนได้
ทั้งการริบหลักประกันและการหักค่าจ้างต้องมีหลักฐานว่าเสียหายเท่าไร เพราะอะไร และเกี่ยวข้องกับการกระทำของลูกจ้างคนนั้น หลักฐานที่ควรมี
- ใบส่งมอบงานที่ลงชื่อ ระบุเงินหรือสินค้าที่รับมอบ ณ เริ่มกะหรือเริ่มงาน และที่ส่งคืน ณ สิ้นกะ
- รายงานตรวจนับสต็อก นับร่วมกับลูกจ้างและผู้ตรวจอีกหนึ่งคน ลงชื่อทั้งสองฝ่าย ถ้าลูกจ้างไม่ลงชื่อ ให้บันทึกเหตุที่ไม่ลงและพยานผู้เห็น
- การกระทบยอดเงินสด รายงานขายประจำวันเทียบกับเงินในลิ้นชัก ระบบ POS ใบนำฝาก
- กล้องวงจรปิด ใช้ประกอบได้ แต่ต้องเข้ากับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลของนายจ้าง ดู PDPA กับข้อมูลพนักงาน
- สิทธิชี้แจง ให้ลูกจ้างทราบผลตรวจนับและมีโอกาสโต้แย้งเป็นหนังสือก่อนตัดสินหัก
- ผู้ใช้ร่วมกัน ถ้าหลายคนใช้ลิ้นชักหรือคลังเดียวกันโดยไม่แยกผู้รับผิดชอบ จะระบุตัวผู้ทำให้เสียหายยาก ควรแยกรหัสผู้ใช้และกะ
ข้อกังวลคือสต็อกขาดตามธรรมชาติ เช่น สินค้าเสื่อมสภาพ หรือเงินทอนผิดนิดหน่อย ไม่ใช่ความเสียหายจากการกระทำจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง นายจ้างที่ตั้งเพดานการสูญหายที่ยอมรับได้และบันทึกไว้ จะอธิบายได้ง่ายกว่าเมื่อเกิดข้อพิพาท
9. วางขั้นตอนภายในบริษัทอย่างไร
- ทำรายชื่อตำแหน่ง ที่ต้องรับผิดชอบเงินหรือทรัพย์สิน พร้อมเหตุผล เทียบกับประกาศ ตำแหน่งนอกรายการไม่เรียกหลักประกัน
- ออกนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุประเภท จำนวน วิธีเก็บ และการคืน
- ทำสัญญาหลักประกัน เป็นหนังสือ สามฉบับ (นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ค้ำประกันถ้ามี) ผู้ค้ำประกันลงลายมือชื่อเอง
- ออกใบรับ ทุกครั้งที่รับเงินหรือเอกสาร
- เปิดบัญชีแยก เงินประกันของลูกจ้างไม่ปนเงินบริษัท และแจ้งลูกจ้างว่าฝากไว้ที่ใด
- ตรวจนับและกระทบยอดตามรอบ เก็บบันทึกไว้ทุกรอบ
- ตั้งปฏิทินคืน เมื่อมีการลาออกหรือเลิกจ้าง ตั้งเตือนเจ็ดวัน
- ทำบันทึกสรุปการคืนหรือหักชดใช้ ให้ลูกจ้างลงชื่อรับเงินหรือรับทราบรายการหัก พร้อมแนบหลักฐานความเสียหาย
10. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เรียกเงินประกันจากพนักงานทุกคน รวมพนักงานที่ไม่ได้ถือเงินหรือคุมของ เสี่ยงโทษตามมาตรา 144 (1) และต้องคืน
- ไม่เทียบเพดาน รวมเงินสดกับผู้ค้ำประกันเกิน 60 เท่าของค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย
- ยึดเงินประกันไว้โดยไม่มีหลักฐานความเสียหาย ไม่คืนภายในเจ็ดวันเพราะ "รอตรวจ" ทั้งที่ไม่ได้ตรวจ ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 9
- หักค่าจ้างเกินเพดานหรือไม่มีหนังสือยินยอม ฝ่าฝืนมาตรา 76 และ 77
- ให้ผู้ค้ำประกันเซ็นเช็กเปล่า หรือเขียนให้รับผิดไม่จำกัด และเขียนว่าสละสิทธิบอกกล่าว
- ไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกัน ภายในหกสิบวันนับแต่ลูกจ้างผิดนัด ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าอื่นหลังจากนั้น
- เอาเงินประกันปนกับเงินบริษัท แล้วไม่มีหลักฐานว่าเก็บไว้ที่ไหน
- เขียนตามสัญญาเก่า ที่ใช้มานานโดยไม่เคยตรวจกับประกาศฉบับปัจจุบัน
11. เช็กลิสต์สำหรับนายจ้าง
- ตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างจริง และอยู่ในประเภทตามประกาศ
- คำนวณเพดาน 60 เท่าของค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย และรวมทุกประเภทหลักประกันแล้ว
- ทำสัญญาเป็นหนังสือ ผู้ค้ำประกันลงลายมือชื่อเอง ระบุวงเงินและหน้าที่ที่ค้ำ
- ออกใบรับเงินหรือเอกสารทุกครั้ง
- เก็บเงินประกันในบัญชีแยก และแจ้งลูกจ้างแล้ว
- มีใบส่งมอบ ตรวจนับ กระทบยอดเงินสดเป็นรอบ และเก็บบันทึกไว้
- ความยินยอมให้หักค่าเสียหายเป็นหนังสือ เฉพาะเรื่อง ลงลายมือชื่อ และหักไม่เกินร้อยละ 10 ต่อกรณี รวมไม่เกินหนึ่งในห้า เว้นแต่ลูกจ้างยินยอม
- ตั้งเตือนคืนหลักประกันภายในเจ็ดวัน
- ตั้งเตือนส่งหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่ลูกจ้างผิดนัด
- ทบทวนสัญญาหลักประกันเดิมกับประกาศฉบับปัจจุบัน
อ่านเพิ่มเติม
- สัญญาผูกพันการฝึกอบรมเมื่อลูกจ้างลาออก — ทำไมค่าฝึกอบรมหักจากค่าจ้างไม่ได้ง่าย ๆ
- สอบสวนพนักงานทุจริตหรือยักยอกในบริษัท — เมื่อความเสียหายเกิดจากการทุจริต
- สิทธิของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง — เลิกจ้างและค่าชดเชยที่เกี่ยวพันกับการคืนหลักประกัน
- ลดค่าจ้าง ลดวันทำงาน หรือลดสวัสดิการ — การเปลี่ยนเงื่อนไขการจ้างที่ต้องได้รับความยินยอม
- PDPA กับข้อมูลพนักงาน — การใช้กล้องวงจรปิดและข้อมูลพนักงานเป็นหลักฐาน
นายจ้างเรียกหลักประกันได้เฉพาะงานที่ต้องรับผิดชอบเงินหรือทรัพย์สินจริง ไม่เกิน 60 เท่าของค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย เก็บอย่างมีระบบ คืนภายในเจ็ดวัน และหักค่าเสียหายได้ต่อเมื่อพิสูจน์ได้และมีหนังสือยินยอมตามมาตรา 76 และ 77
เราช่วยตรวจรายชื่อตำแหน่งที่เรียกหลักประกันได้ ร่างสัญญาหลักประกันและสัญญาค้ำประกัน วางขั้นตอนรับ เก็บ คืน และหักชดใช้ รวมถึงรวบรวมหลักฐานความเสียหาย ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ เอกสารด้านบุคลากร และ การสอบสวนพนักงาน
คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

