ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายแรงงาน

เรียกเงินประกันการทำงานหรือให้พนักงานหาคนค้ำประกันได้แค่ไหน: ตำแหน่งดูแลเงินและทรัพย์สินบริษัท

นายจ้างเรียกเงินประกันหรือคนค้ำประกันได้เฉพาะงานที่ต้องรับผิดชอบเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง และต้องอยู่ในเพดานตามประกาศกระทรวงแรงงาน บทความนี้ไล่ตั้งแต่การรับ เก็บ คืน ไปจนถึงการหักค่าเสียหายและการพิสูจน์ความเสียหาย

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมกฎหมายแรงงานและกฎหมายองค์กร7 พฤศจิกายน 256914 นาที
เรียกเงินประกันการทำงานหรือให้พนักงานหาคนค้ำประกันได้แค่ไหน: ตำแหน่งดูแลเงินและทรัพย์สินบริษัท

คำตอบหลัก

กฎหมายไม่ได้ห้ามเรียกเงินประกันทุกกรณี และก็ไม่ได้ให้เรียกได้ทุกตำแหน่ง หลักคือ ห้าม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 10 และมีข้อยกเว้นเฉพาะงานที่ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อความเสียหายได้ เช่น คนรับ-จ่ายเงิน หรือคนคุมสินค้า ส่วนรายละเอียดว่างานแบบไหน เรียกได้ในรูปใด และไม่เกินเท่าไร ให้ไปดูประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดไว้เป็นรายประเภทงาน เช่น งานสมุห์บัญชี งานเก็บหรือจ่ายเงิน งานควบคุมวัตถุมีค่า งานเฝ้าดูแลทรัพย์สิน งานติดตามหนี้ งานควบคุมยานพาหนะ และงานคลังสินค้าเฉพาะผู้ควบคุมเงินหรือทรัพย์สิน

เมื่อเรียกได้ นายจ้างยังมีหน้าที่ตามมา คือเก็บเงินอย่างมีระบบ คืนภายในเจ็ดวันนับแต่ลูกจ้างออกจากงาน และหักค่าเสียหายได้ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเสียหายจริง ลูกจ้างยินยอมเป็นหนังสือ และอยู่ในเพดานมาตรา 76 ส่วนผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลมีกฎคุ้มครองของตัวเองในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นายจ้างจึงเขียนสัญญาให้หนักกว่าที่กฎหมายยอมไม่ได้

1. หลักการและข้อยกเว้นตามมาตรา 10 คืออะไร

มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ห้ามนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้

กฎหมายยกเว้นให้เพราะลักษณะงาน ไม่ใช่เพราะนายจ้างอยากได้ความอุ่นใจ สองคำที่ต้องอ่านให้ตรงคือ "ลักษณะหรือสภาพของงาน" และ "รับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สิน" ตำแหน่งที่แค่ได้ใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ประจำโต๊ะ ไม่ได้ทำให้เป็นงานดูแลทรัพย์สินตามความหมายนี้ ลำพังชื่อตำแหน่งก็ไม่ชี้ขาด ให้ดูว่าเนื้องานจริงมีการรับ เก็บ หรือควบคุมเงินหรือของมีค่าหรือไม่

ประกาศกระทรวงแรงงานที่ออกตามมาตรา 10 กำหนดสามเรื่อง คือลักษณะหรือสภาพของงานที่เรียกหลักประกันได้ ประเภทและมูลค่าของหลักประกัน และวิธีเก็บรักษา นายจ้างจะอ้างเพียงว่าสัญญาจ้างหรือระเบียบบริษัทเขียนไว้ไม่ได้ เพราะข้อตกลงที่ขัดกับมาตรา 10 ไม่ทำให้การเรียกเก็บชอบด้วยกฎหมาย

นายจ้างที่ฝ่าฝืนมาตรา 10 หรือมาตรา 76 มีโทษตามมาตรา 144 (1) คือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ตำแหน่งไหนเรียกหลักประกันได้ และตำแหน่งไหนไม่ควร

ตารางนี้เป็นแนวทางคัดกรองตามเกณฑ์ของมาตรา 10 ไม่ใช่รายการที่แทนประกาศ การตัดสินจริงต้องเทียบกับประกาศและเนื้องานของคนนั้น

ลักษณะงานเรียกหลักประกันได้หรือไม่รูปแบบที่ใช้ได้เพดานการคืน
รับ-จ่ายเงินสด แคชเชียร์ พนักงานเก็บเงินมีโอกาสเข้าข้อยกเว้นสูง หากรับผิดชอบเงินจริงเงินสด ทรัพย์สิน หนังสือค้ำประกันธนาคาร หรือบุคคลค้ำรวมทุกประเภทไม่เกิน 60 เท่าของค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยภายใน 7 วันนับแต่เลิกจ้าง ลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ
คุมคลังสินค้า ผู้รับผิดชอบสต็อกที่ควบคุมการเบิกจ่ายเองเข้าข้อยกเว้นได้ ถ้าลูกจ้างเป็นผู้ควบคุมทรัพย์สินจริง ไม่ใช่แค่ทำงานในคลังเหมือนข้างต้นเหมือนข้างต้นเหมือนข้างต้น
พนักงานขับรถหรือดูแลยานพาหนะและสินค้ามีมูลค่าขึ้นกับว่าเนื้องานเข้าประเภทตามประกาศหรือไม่เหมือนข้างต้นเหมือนข้างต้นเหมือนข้างต้น
พนักงานทั่วไป ธุรการ ฝ่ายผลิต ฝ่ายขายที่ไม่ได้รับเงินหรือคุมของโดยหลักไม่ได้ไม่มีไม่มี ห้ามเรียกถ้าเก็บไปแล้วต้องคืน
ผู้บริหารหรือหัวหน้างานที่ไม่ได้ถือเงินหรือของโดยหลักไม่ได้ไม่มีไม่มีถ้าเก็บไปแล้วต้องคืน

ข้อสังเกต พนักงานคนเดียวกันอาจอยู่ทั้งสองฝั่งในช่วงเวลาต่างกัน เช่น เด็กขายหน้าร้านที่เริ่มรับเงินสดหลังย้ายไปเป็นแคชเชียร์ ควรทำสัญญาประกันตอนเริ่มทำหน้าที่นั้น และคืนเมื่อกลับไปทำงานที่ไม่ต้องถือเงิน

3. เรียกได้ในรูปแบบใด และมีข้อจำกัดอย่างไร

มาตรา 10 พูดถึงหลักประกัน 3 ลักษณะ คือเงิน ทรัพย์สินอื่น และการค้ำประกันด้วยบุคคล ในทางปฏิบัติแบ่งได้ดังนี้

  • เงินสด ฝากเป็นเงินประกัน ต้องแยกเก็บและมีหลักฐานการรับ นายจ้างไม่ควรเอาเงินประกันของลูกจ้างไปปนกับเงินหมุนเวียนของบริษัท
  • ทรัพย์สินอื่น เช่น สมุดเงินฝาก ประกาศระบุวิธีเก็บรักษา ซึ่งรวมถึงการไม่ให้นายจ้างยึดสิทธิของลูกจ้างไปโดยไม่มีฐานรองรับ
  • หนังสือค้ำประกันธนาคาร เป็นทางเลือกที่ลูกจ้างไม่ต้องวางเงินสด ภาระค่าธรรมเนียมและการเรียกเก็บควรตกลงกันชัดเจน และมูลค่ารวมต้องไม่เกินเพดานเดียวกัน
  • ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคล ใช้ได้ในงานที่เข้าข้อยกเว้น แต่ความรับผิดของผู้ค้ำประกันรวมกับหลักประกันอื่นต้องไม่เกินเพดานที่ประกาศกำหนด และผู้ค้ำประกันมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ดูข้อ 6)

เพดานที่ประกาศกำหนดคือ ไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ และนับรวมหลักประกันทุกรูปแบบ ถ้านายจ้างเก็บเงินสดแล้วยังให้ลูกจ้างหาคนค้ำเพิ่มโดยมูลค่ารวมเกินเพดาน ส่วนที่เกินเรียกไม่ได้

ตัวอย่างสมมติ

พนักงานรับเงินหน้าร้านมีค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย 600 บาท (ตัวเลขสมมติ) เพดานรวมคือ 600 x 60 = 36,000 บาท ถ้าบริษัทเก็บเงินสด 20,000 บาท เหลือที่เรียกเป็นหลักประกันอื่นได้อีกไม่เกิน 16,000 บาท การให้พี่สาวเซ็นค้ำประกันวงเงิน 100,000 บาทแล้วเก็บเงินสด 20,000 บาทด้วย เกินเพดานทั้งคู่

4. สัญญาหลักประกันต้องมีอะไรบ้าง

ควรทำเป็นหนังสือเสมอ เนื้อหาขั้นต่ำมีดังนี้

  1. ตำแหน่งและหน้าที่ที่ทำให้เข้าข้อยกเว้น ระบุว่าลูกจ้างรับผิดชอบเงินหรือทรัพย์สินอะไร
  2. ประเภทและจำนวนหลักประกัน พร้อมคำนวณเทียบเพดาน 60 เท่าไว้ในเอกสาร
  3. วิธีเก็บรักษา เช่น ฝากบัญชีแยกต่อลูกจ้างที่ธนาคาร และแจ้งลูกจ้างว่าเก็บที่ใด
  4. เหตุที่นายจ้างจะนำหลักประกันไปชดใช้ และวิธีพิสูจน์ความเสียหาย
  5. กำหนดคืนหลักประกันและดอกเบี้ย ให้ตรงกับเจ็ดวันตามมาตรา 10
  6. ใบรับเงินหรือหลักฐานการรับหลักประกันทุกครั้ง

สำหรับผู้ค้ำประกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 กำหนดว่าสัญญาค้ำประกันต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน ไม่เช่นนั้นฟ้องบังคับคดีไม่ได้

5. คืนหลักประกันเมื่อไร และเสียดอกเบี้ยอย่างไร

มาตรา 10 วรรคท้าย บอกว่า เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออกหรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุแล้วแต่กรณี

ถ้าไม่คืนภายในกำหนด มาตรา 9 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี และหากจงใจไม่คืนโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นเจ็ดวันนับจากวันที่ถึงกำหนดคืน นายจ้างต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเจ็ดวัน ถ้านายจ้างพร้อมคืนแล้วนำเงินไปมอบไว้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย เพื่อจ่ายให้ลูกจ้าง จะไม่เสียดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มตั้งแต่วันที่นำไปมอบ

คำถามที่พบบ่อยคือ "พนักงานออกกะทันหัน ของยังไม่ได้นับ ขอถือเงินไว้ก่อน" มาตรา 10 ไม่มีข้อยกเว้นให้ยึดไว้ระหว่างตรวจนับ แนวทางที่ปลอดภัยคือนับและตรวจสอบก่อนวันสุดท้าย หรือใช้ข้อตกลงหักค่าเสียหายตามมาตรา 76 (4) กับลูกจ้างที่ยินยอม หากยังพิสูจน์ความเสียหายไม่ได้ ควรคืนหลักประกันก่อนแล้วไปเรียกร้องแยกต่างหาก

6. ผู้ค้ำประกันได้รับความคุ้มครองอย่างไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ถ้าใช้บุคคลค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลภายนอกที่ผูกพันตนต่อนายจ้างว่าจะชำระหนี้แทนลูกจ้างเมื่อลูกจ้างไม่ชำระ (มาตรา 680) กฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกันไว้หลายจุดที่นายจ้างควรรู้

  • ไม่ใช่ลูกหนี้ร่วมโดยข้อตกลง มาตรา 681/1 ทำให้ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ ข้อยกเว้นคือผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคลซึ่งยินยอมผูกพันตนเป็นลูกหนี้ร่วมโดยสมัครใจ แต่ข้อยกเว้นนี้ไม่ใช่เรื่องของพี่น้องหรือเพื่อนที่มาเซ็นค้ำให้พนักงาน
  • ต้องบอกกล่าว มาตรา 686 เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่ผิดนัด ถ้าไม่บอกกล่าว ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าภาระติดพันอื่นอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่เกิดขึ้นหลังพ้นหกสิบวัน แต่ยังรับผิดในต้นเงิน
  • ข้อตกลงที่ทำให้ผู้ค้ำประกันเสียเปรียบไม่ผูกพัน มาตรา 685/1 กำหนดว่าข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา 681 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม มาตรา 686 มาตรา 694 มาตรา 698 และมาตรา 699 เป็นโมฆะ ข้อความ "ผู้ค้ำประกันสละสิทธิการบอกกล่าว" ในสัญญาจึงตกเป็นโมฆะ
  • การลดหนี้ มาตรา 691 ถ้าเจ้าหนี้ตกลงกับลูกหนี้ลดจำนวนหนี้ที่ค้ำประกัน ต้องแจ้งผู้ค้ำประกันเป็นหนังสือภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตกลงกัน และผู้ค้ำประกันหลุดพ้นเมื่อมีการชำระตามที่มาตรานั้นกำหนด

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติ สัญญาค้ำประกันที่ดีต้องระบุวงเงินและหน้าที่ที่ค้ำให้ชัด ถ้าค้ำหนี้ในอนาคต เช่น ความเสียหายที่ยังไม่เกิด มาตรา 681 ยังกำหนดให้ระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้ ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุด และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่ค้ำ ไม่ควรเขียนเป็นเช็กเปล่า ไม่ควรเขียนให้ค้ำ "ทุกอย่างตลอดไป" และนายจ้างต้องมีระบบส่งหนังสือบอกกล่าวภายในหกสิบวัน เมื่อลูกจ้างผิดนัดชำระหนี้ที่เป็นความเสียหายจริง

7. หักค่าเสียหายจากค่าจ้างได้แค่ไหน

มาตรา 76 ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักตามที่กฎหมายระบุ ข้อที่เกี่ยวกับบทความนี้คือ (4) ซึ่งอนุญาตให้หักเพื่อเป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดย จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

เงื่อนไขที่ต้องครบ

  1. มีเหตุ ความเสียหายมาจากการกระทำของลูกจ้างที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ความผิดพลาดธรรมดาไม่เข้า
  2. ลูกจ้างยินยอม และตามมาตรา 77 นายจ้างต้องจัดทำเป็นหนังสือและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อให้ความยินยอมหรือมีข้อตกลงกันอย่างชัดเจนเป็นการเฉพาะ การใส่ข้อความรวมไว้ในสัญญาจ้างฉบับแรกโดยไม่เจาะจงเหตุ ย่อมเสี่ยง
  3. อยู่ในเพดาน การหักตาม (2) (3) (4) และ (5) ในแต่ละกรณีห้ามหักเกินร้อยละสิบ และหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกำหนดเวลาการจ่ายค่าจ้าง เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

ข้อควรระวัง การหักค่าจ้างกับการใช้เงินประกันเป็นคนละทาง เงินประกันที่นายจ้างเก็บไว้ถูกกฎหมายนำไปชดใช้ความเสียหายที่พิสูจน์ได้ตามสัญญาประกัน ส่วนการหักค่าจ้างต้องผ่านเงื่อนไขมาตรา 76 และ 77 และทั้งสองทางไม่ได้ให้นายจ้างเรียกเกินความเสียหายจริง ส่วนที่เกินเพดาน หรือส่วนที่ลูกจ้างไม่ยินยอม ต้องไปเรียกร้องเป็นหนี้ตามปกติ

กรณีที่นายจ้างแจ้งความ ดำเนินคดีอาญา หรือเลิกจ้างเพราะทุจริต เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดู คู่มือสอบสวนพนักงานทุจริต และ สิทธิเมื่อถูกเลิกจ้าง

8. พิสูจน์ความเสียหายอย่างไรให้ยืนได้

ทั้งการริบหลักประกันและการหักค่าจ้างต้องมีหลักฐานว่าเสียหายเท่าไร เพราะอะไร และเกี่ยวข้องกับการกระทำของลูกจ้างคนนั้น หลักฐานที่ควรมี

  • ใบส่งมอบงานที่ลงชื่อ ระบุเงินหรือสินค้าที่รับมอบ ณ เริ่มกะหรือเริ่มงาน และที่ส่งคืน ณ สิ้นกะ
  • รายงานตรวจนับสต็อก นับร่วมกับลูกจ้างและผู้ตรวจอีกหนึ่งคน ลงชื่อทั้งสองฝ่าย ถ้าลูกจ้างไม่ลงชื่อ ให้บันทึกเหตุที่ไม่ลงและพยานผู้เห็น
  • การกระทบยอดเงินสด รายงานขายประจำวันเทียบกับเงินในลิ้นชัก ระบบ POS ใบนำฝาก
  • กล้องวงจรปิด ใช้ประกอบได้ แต่ต้องเข้ากับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลของนายจ้าง ดู PDPA กับข้อมูลพนักงาน
  • สิทธิชี้แจง ให้ลูกจ้างทราบผลตรวจนับและมีโอกาสโต้แย้งเป็นหนังสือก่อนตัดสินหัก
  • ผู้ใช้ร่วมกัน ถ้าหลายคนใช้ลิ้นชักหรือคลังเดียวกันโดยไม่แยกผู้รับผิดชอบ จะระบุตัวผู้ทำให้เสียหายยาก ควรแยกรหัสผู้ใช้และกะ

ข้อกังวลคือสต็อกขาดตามธรรมชาติ เช่น สินค้าเสื่อมสภาพ หรือเงินทอนผิดนิดหน่อย ไม่ใช่ความเสียหายจากการกระทำจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง นายจ้างที่ตั้งเพดานการสูญหายที่ยอมรับได้และบันทึกไว้ จะอธิบายได้ง่ายกว่าเมื่อเกิดข้อพิพาท

9. วางขั้นตอนภายในบริษัทอย่างไร

  1. ทำรายชื่อตำแหน่ง ที่ต้องรับผิดชอบเงินหรือทรัพย์สิน พร้อมเหตุผล เทียบกับประกาศ ตำแหน่งนอกรายการไม่เรียกหลักประกัน
  2. ออกนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุประเภท จำนวน วิธีเก็บ และการคืน
  3. ทำสัญญาหลักประกัน เป็นหนังสือ สามฉบับ (นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ค้ำประกันถ้ามี) ผู้ค้ำประกันลงลายมือชื่อเอง
  4. ออกใบรับ ทุกครั้งที่รับเงินหรือเอกสาร
  5. เปิดบัญชีแยก เงินประกันของลูกจ้างไม่ปนเงินบริษัท และแจ้งลูกจ้างว่าฝากไว้ที่ใด
  6. ตรวจนับและกระทบยอดตามรอบ เก็บบันทึกไว้ทุกรอบ
  7. ตั้งปฏิทินคืน เมื่อมีการลาออกหรือเลิกจ้าง ตั้งเตือนเจ็ดวัน
  8. ทำบันทึกสรุปการคืนหรือหักชดใช้ ให้ลูกจ้างลงชื่อรับเงินหรือรับทราบรายการหัก พร้อมแนบหลักฐานความเสียหาย

10. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เรียกเงินประกันจากพนักงานทุกคน รวมพนักงานที่ไม่ได้ถือเงินหรือคุมของ เสี่ยงโทษตามมาตรา 144 (1) และต้องคืน
  • ไม่เทียบเพดาน รวมเงินสดกับผู้ค้ำประกันเกิน 60 เท่าของค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย
  • ยึดเงินประกันไว้โดยไม่มีหลักฐานความเสียหาย ไม่คืนภายในเจ็ดวันเพราะ "รอตรวจ" ทั้งที่ไม่ได้ตรวจ ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 9
  • หักค่าจ้างเกินเพดานหรือไม่มีหนังสือยินยอม ฝ่าฝืนมาตรา 76 และ 77
  • ให้ผู้ค้ำประกันเซ็นเช็กเปล่า หรือเขียนให้รับผิดไม่จำกัด และเขียนว่าสละสิทธิบอกกล่าว
  • ไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกัน ภายในหกสิบวันนับแต่ลูกจ้างผิดนัด ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าอื่นหลังจากนั้น
  • เอาเงินประกันปนกับเงินบริษัท แล้วไม่มีหลักฐานว่าเก็บไว้ที่ไหน
  • เขียนตามสัญญาเก่า ที่ใช้มานานโดยไม่เคยตรวจกับประกาศฉบับปัจจุบัน

11. เช็กลิสต์สำหรับนายจ้าง

  • ตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างจริง และอยู่ในประเภทตามประกาศ
  • คำนวณเพดาน 60 เท่าของค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย และรวมทุกประเภทหลักประกันแล้ว
  • ทำสัญญาเป็นหนังสือ ผู้ค้ำประกันลงลายมือชื่อเอง ระบุวงเงินและหน้าที่ที่ค้ำ
  • ออกใบรับเงินหรือเอกสารทุกครั้ง
  • เก็บเงินประกันในบัญชีแยก และแจ้งลูกจ้างแล้ว
  • มีใบส่งมอบ ตรวจนับ กระทบยอดเงินสดเป็นรอบ และเก็บบันทึกไว้
  • ความยินยอมให้หักค่าเสียหายเป็นหนังสือ เฉพาะเรื่อง ลงลายมือชื่อ และหักไม่เกินร้อยละ 10 ต่อกรณี รวมไม่เกินหนึ่งในห้า เว้นแต่ลูกจ้างยินยอม
  • ตั้งเตือนคืนหลักประกันภายในเจ็ดวัน
  • ตั้งเตือนส่งหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่ลูกจ้างผิดนัด
  • ทบทวนสัญญาหลักประกันเดิมกับประกาศฉบับปัจจุบัน

อ่านเพิ่มเติม

นายจ้างเรียกหลักประกันได้เฉพาะงานที่ต้องรับผิดชอบเงินหรือทรัพย์สินจริง ไม่เกิน 60 เท่าของค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ย เก็บอย่างมีระบบ คืนภายในเจ็ดวัน และหักค่าเสียหายได้ต่อเมื่อพิสูจน์ได้และมีหนังสือยินยอมตามมาตรา 76 และ 77

เราช่วยตรวจรายชื่อตำแหน่งที่เรียกหลักประกันได้ ร่างสัญญาหลักประกันและสัญญาค้ำประกัน วางขั้นตอนรับ เก็บ คืน และหักชดใช้ รวมถึงรวบรวมหลักฐานความเสียหาย ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ เอกสารด้านบุคลากร และ การสอบสวนพนักงาน


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

นายจ้างเรียกเงินประกันการทำงานจากพนักงานทุกตำแหน่งได้หรือไม่+

ไม่ได้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 10 ห้ามนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคล เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศกระทรวงแรงงานกำหนด

เรียกเงินประกันจากพนักงานการเงินหรือพนักงานคลังสินค้าได้เท่าไร+

ขึ้นอยู่กับว่างานนั้นเข้าลักษณะที่ประกาศกระทรวงแรงงานกำหนดหรือไม่ และตามประกาศ หลักประกันรวมทุกประเภทต้องไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ ควรเทียบกับงานที่มอบหมายจริงก่อนเรียกเก็บ

พนักงานลาออกแล้ว นายจ้างต้องคืนเงินประกันเมื่อไร+

มาตรา 10 วรรคท้าย ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ภายในเจ็ดวันนับแต่วันเลิกจ้าง วันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ หากไม่คืนภายในกำหนด มาตรา 9 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี และหากจงใจไม่คืนโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะเจ็ดวัน

นายจ้างหักค่าเสียหายจากเงินเดือนพนักงานได้หรือไม่+

ได้เฉพาะตามมาตรา 76 (4) คือเป็นการชดใช้ค่าเสียหายที่ลูกจ้างทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และลูกจ้างยินยอม โดยมาตรา 77 ให้ทำความยินยอมเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อเป็นการเฉพาะ การหักในแต่ละกรณีต้องไม่เกินร้อยละ 10 และหักรวมกันไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับในงวดนั้น เว้นแต่ลูกจ้างยินยอม

ผู้ค้ำประกันพนักงานต้องรับผิดร่วมกับพนักงานเลยหรือไม่+

โดยหลักไม่ต้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681/1 ให้ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ (ยกเว้นผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคลซึ่งยินยอมเอง) และมาตรา 686 กำหนดให้เจ้าหนี้บอกกล่าวผู้ค้ำประกันเป็นหนังสือภายใน 60 วันนับแต่ลูกหนี้ผิดนัด มิฉะนั้นผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าอื่นที่เกิดหลังพ้นกำหนด 60 วันนั้น แต่ยังรับผิดในต้นเงิน

ฝ่าฝืนการเรียกหลักประกันหรือหักค่าจ้างผิดกฎหมายมีโทษอย่างไร+

มาตรา 144 (1) ระบุว่านายจ้างที่ฝ่าฝืนมาตรา 10 หรือมาตรา 76 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา