ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายธุรกิจ

สัญญาฉบับภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเขียนไม่ตรงกัน ฉบับไหนใช้บังคับ และต้องตรวจอะไรก่อนเซ็น

สัญญาสองภาษาที่ข้อความต่างกันเรื่องกำหนดชำระเงิน ขอบเขตงาน ค่าปรับ หรือการบอกเลิก ศาลไทยดูอะไร ข้อสัญญาภาษาที่ใช้บังคับช่วยได้แค่ไหน และตรวจอย่างไรก่อนเซ็น

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมกฎหมายธุรกิจ7 พฤศจิกายน 256912 นาที
สัญญาฉบับภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเขียนไม่ตรงกัน ฉบับไหนใช้บังคับ และต้องตรวจอะไรก่อนเซ็น

คำตอบหลัก

ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่าฉบับไทยหรือฉบับอังกฤษต้องชนะ สิ่งแรกที่ศาลดูคือสัญญาเขียนเรื่องนี้ไว้หรือไม่ ถ้ามีข้อสัญญาภาษาที่ใช้บังคับ (prevailing language clause) ข้อนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่คู่สัญญาตกลงกันเอง แต่ข้อสัญญานี้มีขอบเขตจำกัด และมักไม่คุ้มครองภาคผนวก ใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคา หรือหนังสือแก้ไขที่ทำภายหลังเป็นภาษาเดียว

ถ้าไม่มีข้อสัญญา ศาลตีความตามหลักทั่วไป ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 ให้เพ่งเล็งเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และมาตรา 368 ให้ตีความสัญญาไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณี ศาลจึงดูสัญญาทั้งฉบับ ร่างที่แลกเปลี่ยนกัน และพฤติการณ์ที่คู่สัญญาปฏิบัติจริง ไม่ได้ดูเฉพาะข้อที่ขัดกัน ส่วนเอกสารภาษาต่างประเทศที่นำเข้าสู้คดีในศาลไทย ศาลอาจสั่งให้ทำคำแปลเป็นภาษาไทย (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 46)

ทางปฏิบัติที่ปลอดภัยที่สุดคือไม่ปล่อยให้สองฉบับไม่ตรงกันตั้งแต่ก่อนเซ็น เลือกภาษาหลักหนึ่งภาษา แปลย้อนกลับเพื่อตรวจ ทำตารางนิยามศัพท์ และใช้เลขข้อเหมือนกัน

1. ข้อสัญญาภาษาที่ใช้บังคับทำงานอย่างไร

ข้อสัญญานี้บอกว่าเมื่อสองฉบับขัดกัน ให้ถือฉบับใดเป็นหลัก ตัวอย่างถ้อยคำ "สัญญานี้ทำเป็นสองภาษา หากข้อความขัดหรือแย้งกัน ให้ถือฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก" ข้อสัญญาแบบนี้ช่วยลดข้อถกเถียง แต่ต้องตรวจจุดอ่อนต่อไปนี้

  • มีข้อสัญญาอยู่ฉบับเดียว ถ้าข้อสัญญาปรากฏเฉพาะฉบับอังกฤษ แต่ฉบับไทยที่อีกฝ่ายลงนามไม่มีข้อนี้ หรือมีแต่ระบุตรงข้ามกัน จะเกิดคำถามว่าข้อสัญญาผูกพันจริงหรือไม่ และใครเข้าใจอย่างไร
  • ข้อสัญญาครอบคลุมแค่ตัวสัญญา ภาคผนวก ตารางราคา ขอบเขตงาน (SOW) ใบสั่งซื้อ และใบเสนอราคา อาจเป็นเอกสารแยก ข้อสัญญาที่อ้างว่า "สัญญานี้" อาจไม่รวมเอกสารเหล่านั้น
  • หนังสือแก้ไขภายหลังเป็นภาษาเดียว เช่น Amendment ที่ทำเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว ขณะที่ฉบับไทยของสัญญาเดิมยังไม่ถูกแก้ ทำให้สองฉบับเริ่มห่างกันโดยไม่มีใครตั้งใจ
  • ไม่ได้กำหนดว่าฉบับใดเป็นฉบับที่ใช้ในศาล ข้อสัญญาที่เลือกฉบับอังกฤษไม่ได้ทำให้ศาลไทยทำกระบวนพิจารณาเป็นภาษาอังกฤษ ยังต้องมีคำแปลภาษาไทยตามหัวข้อ 3
  • ถ้อยคำคลุมเครือ เช่น "ให้ถือฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลักในการตีความ" กับ "ให้ถือฉบับภาษาอังกฤษใช้บังคับ" อาจให้ผลต่างกันเมื่อฉบับไทยมีสิทธิหน้าที่ที่ฉบับอังกฤษไม่มี

ข้อสัญญานี้ไม่ได้ทำให้ศาลปิดตาต่อเจตนาจริงของคู่สัญญาเสมอไป ศาลยังต้องตีความตามมาตรา 171 และมาตรา 368 ว่าคู่สัญญาตั้งใจให้ข้อสัญญานั้นมีผลอย่างไร ดังนั้นข้อสัญญาที่ดีต้องเขียนชัด และพฤติกรรมของคู่สัญญาต้องไม่ขัดกับข้อสัญญาเอง

2. ถ้าไม่มีข้อสัญญา ศาลทำอย่างไร

ศาลเริ่มจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สามมาตรา

  • มาตรา 171 ในการตีความการแสดงเจตนา ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร
  • มาตรา 368 สัญญานั้นให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย
  • มาตรา 11 ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น

ฎีกาที่ 3416/2566 วางหลักว่าการตีความสัญญาต้องดูความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย จะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวไม่ได้ และเจตนาที่แท้จริงตามมาตรา 171 อยู่เหนือถ้อยคำ แม้คดีนั้นเป็นข้อตกลงประนีประนอมยอมความ ไม่ใช่สัญญาสองภาษา แต่หลักตีความเป็นหลักเดียวกัน

เมื่อสองฉบับขัดกัน ศาลมักถามคำถามเหล่านี้ ซึ่งเป็นข้อสังเกตจากหลักตีความ ไม่ใช่รายการที่กฎหมายกำหนด

  • ร่างและอีเมลระหว่างเจรจาแสดงว่าตกลงเรื่องนี้กันอย่างไร
  • ฉบับใดเป็นฉบับที่ทั้งสองฝ่ายอ่านออกและใช้เจรจาจริง
  • ฝ่ายใดเป็นผู้ร่างและแปล ข้อความที่ต่างกันเกิดจากการแปลผิดหรือจากการแก้ไขโดยตั้งใจ
  • ก่อนเกิดข้อพิพาท คู่สัญญาปฏิบัติตามสัญญาอย่างไร เช่น เคยจ่ายเงินและส่งงานตามกำหนดแบบใด
  • เมื่ออ่านสัญญาทั้งฉบับแล้ว ข้อความฉบับใดสอดคล้องกับข้ออื่นมากกว่า

ถ้าพิจารณาทั้งหมดแล้วยังสงสัย มาตรา 11 เป็นทางสุดท้าย คือตีความเป็นคุณแก่ฝ่ายที่ต้องเสียในมูลหนี้ เช่นฝ่ายที่ต้องจ่ายเงินหรือต้องรับผิด ฎีกาที่ 6232/2564 เป็นตัวอย่างสัญญาค้ำประกันที่ข้อความในสัญญาขัดกันเอง ศาลตีความเป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกัน ซึ่งไม่ใช่สัญญาสองภาษา แต่แสดงให้เห็นว่าเมื่อถ้อยคำขัดกัน ผลอาจตกกับฝ่ายที่ร่างได้ไม่ดี ทั้งนี้ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง

3. เอกสารภาษาอังกฤษในศาลไทยต้องมีคำแปลหรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 กำหนดว่ากระบวนพิจารณาที่ศาลทำให้ทำเป็นภาษาไทย โดยคำคู่ความและเอกสารในสำนวนต้องเขียนเป็นหนังสือไทย ถ้าต้นฉบับเอกสารที่ส่งต่อศาลทำเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ศาลสั่งคู่ความฝ่ายที่ส่งให้ทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญ โดยมีคำรับรองมายื่นแนบไว้กับต้นฉบับ

แนวฎีกาชี้ว่าทางปฏิบัติไม่ตายตัว

  • ฎีกาที่ 3924/2551 สัญญาภาษาอังกฤษที่แนบท้ายฟ้องพร้อมคำแปลและอ้างเป็นพยานหลักฐาน ถือเป็นพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบ และศาลมีอำนาจรับฟังได้
  • ฎีกาที่ 4725/2565 และ 5554/2561 การส่งเอกสารภาษาต่างประเทศต่อศาลไม่จำเป็นต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยเสมอไป เว้นแต่ศาลจะสั่งให้ทำคำแปล

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติ ถ้าสัญญาสำคัญเป็นภาษาอังกฤษ ให้เตรียมคำแปลไทยที่รับรองไว้ก่อนฟ้องหรือก่อนตอบข้อพิพาท และเมื่อคำแปลของแต่ละฝ่ายต่างกัน ประเด็นการแปลจะกลายเป็นข้อพิพาทอีกชั้นหนึ่ง การแปลโดยผู้เชี่ยวชาญและรับรองเอกสารมีประโยชน์ตั้งแต่ก่อนเซ็น ดู งานแปลและรับรองเอกสาร

4. ตัวอย่างความไม่ตรงกัน 4 แบบ (ตัวอย่างสมมติ)

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นสถานการณ์สมมติเพื่ออธิบายความเสี่ยง ไม่ใช่คดีจริง

4.1 กำหนดชำระเงิน ฉบับอังกฤษเขียน "ชำระภายใน 30 วัน" โดยไม่ระบุว่านับจากวันใด ฉบับไทยเขียน "ชำระภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้" ผู้ขายส่งใบแจ้งหนี้ช้าไป 20 วันหลังส่งมอบ ผู้ซื้อยึดฉบับไทยและบอกว่ายังไม่ถึงกำหนด ผู้ขายยึดฉบับอังกฤษและเรียกดอกเบี้ยผิดนัด คำถามคือคู่สัญญาเคยปฏิบัติแบบใดมาก่อน และร่างที่แลกกันตอนเจรจาเขียนจุดเริ่มนับไว้ว่าอย่างไร

4.2 ขอบเขตงาน ฉบับอังกฤษเขียน "การจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์" ฉบับไทยเขียนเพียง "จัดหาอุปกรณ์" คำว่า "รวมการติดตั้ง" หายไป ผู้รับจ้างเรียกค่าติดตั้งเพิ่ม ผู้ว่าจ้างยืนยันว่าราคารวมแล้ว ประเด็นคือราคาในใบเสนอราคาและแบบแปลนคิดรวมงานติดตั้งหรือไม่ และใครเป็นผู้เสนอข้อความ

4.3 อัตราเบี้ยปรับ ฉบับอังกฤษกำหนดค่าปรับร้อยละ 0.1 ต่อวันของมูลค่าสัญญา ฉบับไทยกำหนดร้อยละ 1 ต่อวัน ซึ่งสูงกว่าสิบเท่า ลูกค้าหักเงินตามอัตราที่สูง ในทางกฎหมาย เบี้ยปรับตามมาตรา 379 เป็นสิ่งที่ริบได้เมื่อลูกหนี้ผิดนัด และมาตรา 383 วรรคแรก ให้ศาลลดเป็นจำนวนพอสมควรได้ถ้าสูงเกินส่วน โดยพิจารณาประโยชน์ของเจ้าหนี้ทุกอย่างที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าลูกหนี้ชำระไปแล้ว สิทธิขอลดสิ้นไป จึงไม่ควรจ่ายตามอัตราสูงไปก่อนโดยไม่สงวนสิทธิ์ ดู ลูกค้าหักค่าปรับหรือค่าเสียหายออกจากยอดชำระเอง

4.4 การบอกเลิก ฉบับอังกฤษให้บอกเลิกโดยแจ้งล่วงหน้า 30 วัน ฉบับไทยให้แจ้ง 60 วัน ฝ่ายหนึ่งแจ้งเมื่อครบ 30 วันและหยุดปฏิบัติตามสัญญา อีกฝ่ายอ้างว่าการบอกเลิกไม่ชอบและเรียกค่าเสียหายในช่วงที่เหลือ ความเสี่ยงอยู่ที่ฝ่ายที่แจ้งเร็วอาจกลายเป็นฝ่ายผิดสัญญา

5. ตาราง: ประเภทที่ไม่ตรงกัน ความเสี่ยง และวิธีแก้

ประเภทความเสี่ยงวิธีแก้ก่อนเซ็น
กำหนดชำระเงินผิดนัดไม่ตรงกัน ดอกเบี้ยและสิทธิบอกเลิกเริ่มคนละวันระบุจุดเริ่มนับเป็นวันที่หรือเหตุการณ์ชัดเจน ใช้ถ้อยคำเดียวกันสองภาษา
ขอบเขตงานงานเพิ่มและข้อพิพาทเรื่องราคาแนบรายการงานเป็นภาคผนวกเดียวกัน ระบุสิ่งที่ไม่รวมไว้ชัดเจน
เบี้ยปรับหรือค่าปรับอัตราต่างกัน ถูกหักเงินตามอัตราสูงตรวจตัวเลขทุกตัวด้วยตารางเทียบ ระบุเพดานรวมของค่าปรับ
การบอกเลิกและระยะเวลาแจ้งบอกเลิกไม่ชอบ ถูกเรียกค่าเสียหายใช้จำนวนวันและวิธีส่งหนังสือเดียวกัน ระบุที่อยู่และอีเมลสำหรับแจ้ง
คำนิยามศัพท์คำเดียวแปลคนละความหมาย ข้อห้ามกว้างหรือแคบต่างกันทำตารางนิยามศัพท์คู่ภาษา ให้ใช้ศัพท์ตรงกันตลอดสัญญา
ภาคผนวก ใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคาข้อสัญญาภาษาที่ใช้บังคับไม่ครอบคลุมระบุว่าครอบคลุมเอกสารแนบและเอกสารแก้ไขทุกฉบับ กำหนดลำดับเอกสาร
หนังสือแก้ไขภายหลังแก้ฉบับเดียว สองฉบับห่างกันทำเป็นสองภาษาทุกครั้ง หรือกำหนดว่ามีผลเมื่อทำครบสองภาษา
ข้อสัญญาภาษาอยู่ฉบับเดียวผูกพันหรือไม่ ใครเข้าใจอย่างไรใส่ข้อสัญญาเดียวกันทั้งสองฉบับ ลงนามทั้งสองฉบับ

6. ภาคผนวก ใบสั่งซื้อ และใบเสนอราคา ที่มักหลุดจากการตรวจ

สัญญาหลักมักผ่านการตรวจสองภาษา แต่เอกสารที่ใช้งานจริงทุกวันไม่ผ่าน เช่น ใบสั่งซื้อ (PO) ที่ลูกค้าต่างชาติส่งเป็นภาษาอังกฤษ ใบเสนอราคาที่ฝ่ายขายทำเป็นภาษาไทย และข้อกำหนดและเงื่อนไขหลังใบสั่งซื้อ เอกสารเหล่านี้อาจมีกำหนดชำระ ค่าปรับ และสิทธิยกเลิกที่ต่างจากสัญญาหลัก ถ้าสัญญาหลักไม่เขียนลำดับความสำคัญของเอกสาร (order of precedence) ว่าฉบับไหนก่อน จะเกิดข้อพิพาทว่าเอกสารใดใช้

เพื่อลดความเสี่ยง ให้เขียนไว้ในสัญญาหลักว่าเอกสารใดเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เอกสารใดชนะเมื่อขัดกัน และการสั่งซื้อต้องไม่เปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาหลักเว้นแต่เซ็นเป็นลายลักษณ์อักษรโดยผู้มีอำนาจ ดู วางระบบตรวจสัญญาก่อนเซ็นเมื่อไม่มีฝ่ายกฎหมาย

7. ขั้นตอนตรวจสัญญาสองภาษาก่อนเซ็น

  1. เลือกภาษาหลักหนึ่งภาษา ให้ร่างและเจรจาในภาษาหลัก แล้วจึงแปล อย่าให้สองฝ่ายร่างแยกกันคนละภาษา
  2. ใส่ข้อสัญญาภาษาที่ใช้บังคับในทั้งสองฉบับ และเขียนให้ครอบคลุมภาคผนวกและเอกสารแก้ไข
  3. แปลย้อนกลับ (back-translation) ให้คนอื่นแปลฉบับไทยกลับเป็นอังกฤษโดยไม่เห็นต้นฉบับ แล้วเทียบกับฉบับเดิม จุดที่ต่างกันคือจุดเสี่ยง
  4. ทำตารางนิยามศัพท์ คู่ไทยกับอังกฤษ เช่น "วันทำการ" "ความเสียหายทางอ้อม" "ข้อมูลลับ" และใช้ตามตารางตลอดสัญญา
  5. ใช้เลขข้อเหมือนกัน ข้อ 7.2 ฉบับไทยต้องตรงกับ 7.2 ฉบับอังกฤษ จะได้เทียบทีละข้อและอ้างอิงข้ามกันได้
  6. ตรวจตัวเลขและวันที่แยกต่างหาก จำนวนเงิน เปอร์เซ็นต์ จำนวนวัน ปี พ.ศ.และ ค.ศ. (เช่น 2569 กับ 2026)
  7. ตรวจภาคผนวกและเอกสารแนบ ว่ามีสองภาษา และอ้างถึงข้อที่ถูกต้อง
  8. ลงนามทั้งสองฉบับ และเก็บสำเนาเป็นชุดเดียวกัน ไฟล์ที่มีวันที่และเวอร์ชันชัดเจน

ถ้าอยากให้ทนายความตรวจสัญญาสองภาษาก่อนเซ็น ดู สัญญาและเอกสาร

8. เมื่อเกิดข้อพิพาทแล้วควรทำอะไร

  • เก็บหลักฐานทั้งหมด ฉบับที่ลงนาม ร่างทุกรอบ อีเมลเจรจา ข้อความแชต และใบสั่งซื้อ อย่าแก้หรือเขียนทับไฟล์เดิม
  • ทำตารางเทียบสองฉบับ ทีละข้อ ระบุว่าต่างกันตรงไหน ข้อนั้นกระทบเงินหรือสิทธิเท่าไร
  • ตรวจข้อสัญญาภาษาที่ใช้บังคับ ว่ามีไหม อยู่ฉบับไหน ครอบคลุมเอกสารใด
  • ดูพฤติกรรมที่ผ่านมา ว่าเคยปฏิบัติตามฉบับใดมาตลอด เพราะอาจเป็นหลักฐานเจตนาที่แท้จริง
  • อย่าตัดสินใจเองก่อนวิเคราะห์ เช่น หยุดชำระ หยุดส่งงาน หรือบอกเลิก เพราะถ้าตีความผิด ฝ่ายเราอาจเป็นฝ่ายผิดสัญญา
  • สงวนสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อต้องชำระหรือปฏิบัติตามไปก่อน ให้แจ้งว่าทำโดยไม่สละสิทธิ์โต้แย้ง
  • เตรียมคำแปลที่รับรองไว้ หากอาจต้องยื่นต่อศาล
  • ตอบหนังสือทวงหรือกล่าวหา ด้วยความระมัดระวัง ดู บริษัทได้รับหนังสือกล่าวหาว่าผิดสัญญา

9. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เชื่อว่า "ฉบับอังกฤษชนะเสมอ" หรือ "ฉบับไทยชนะเสมอ" โดยไม่ดูข้อสัญญาและเจตนาจริง
  • ให้ฝ่ายขายหรือผู้แปลคนละคนทำสองฉบับโดยไม่มีใครเทียบกัน
  • ใช้โปรแกรมแปลภาษาแล้วเซ็นโดยไม่ตรวจเฉพาะตัวเลข วันที่ และศัพท์กฎหมาย
  • แก้ฉบับเดียวด้วยหนังสือแก้ไข แล้วไม่แก้อีกฉบับ
  • ปล่อยให้ใบสั่งซื้อหรือใบเสนอราคามีเงื่อนไขขัดกับสัญญาหลักโดยไม่มีข้อสัญญาลำดับเอกสาร
  • เซ็นเพราะคิดว่าถ้าอัตราค่าปรับสูงเกินไป ศาลก็คงลดให้ ซึ่งศาลมีดุลพินิจและไม่มีหลักประกันผล
  • ชำระเบี้ยปรับตามอัตราสูงไปก่อนโดยไม่สงวนสิทธิ์ แล้วเสียสิทธิขอลดตามมาตรา 383
  • แจ้งบอกเลิกตามระยะเวลาของฉบับที่ตนอ่าน โดยไม่ตรวจอีกฉบับ

10. เช็คลิสต์ก่อนเซ็นและหลังเกิดข้อพิพาท

  • เลือกภาษาหลักและมีข้อสัญญาภาษาที่ใช้บังคับทั้งสองฉบับ
  • ข้อสัญญาครอบคลุมภาคผนวก เอกสารแนบ และเอกสารแก้ไข
  • แปลย้อนกลับแล้ว และแก้จุดที่ต่างกัน
  • ทำตารางนิยามศัพท์สองภาษา
  • เลขข้อตรงกัน ตัวเลข วันที่ ระยะเวลา อัตราค่าปรับตรงกันทุกจุด
  • ระยะเวลาบอกเลิกและวิธีส่งหนังสือตรงกัน
  • ใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคา และ SOW มีลำดับความสำคัญของเอกสารระบุไว้
  • ลงนามทั้งสองฉบับและเก็บเป็นชุดเดียวกัน
  • เมื่อเกิดข้อพิพาท เก็บร่าง อีเมล และไฟล์เดิมไว้ครบ
  • ทำตารางเทียบสองฉบับก่อนตอบโต้
  • สงวนสิทธิ์เป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อต้องจ่ายหรือปฏิบัติตามไปก่อน
  • เตรียมคำแปลไทยที่รับรองเผื่อต้องยื่นต่อศาล

อ่านเพิ่มเติม

ข้อสัญญาภาษาที่ใช้บังคับช่วยได้ก็ต่อเมื่อเขียนชัดและครอบคลุมเอกสารทั้งชุด แต่การไม่ให้สองฉบับขัดกันตั้งแต่ก่อนเซ็นถูกกว่าและแน่นอนกว่าการไปพิสูจน์เจตนาในศาล

เราช่วยตรวจสัญญาสองภาษา เทียบข้อความทีละข้อ ร่างข้อสัญญาภาษาที่ใช้บังคับและลำดับเอกสาร และประเมินทางเลือกเมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องสองฉบับไม่ตรงกัน ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ สัญญาและเอกสาร และ งานแปลและรับรองเอกสาร


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

สัญญามีทั้งฉบับไทยและอังกฤษ ถ้าข้อความต่างกัน ฉบับไหนใช้บังคับ+

ขึ้นอยู่กับว่าสัญญาเขียนไว้หรือไม่ ถ้ามีข้อสัญญาระบุว่าฉบับใดใช้บังคับเมื่อขัดกัน ศาลมักเริ่มจากข้อนั้นเพราะเป็นสิ่งที่คู่สัญญาตกลงกันเอง แต่ถ้าไม่มี การตีความสัญญาต้องเพ่งเล็งเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และตีความตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีตามมาตรา 368 โดยดูสัญญาทั้งฉบับและพฤติการณ์ของคู่สัญญาประกอบกัน ไม่มีกฎตายตัวว่าฉบับไทยหรืออังกฤษต้องชนะเสมอ

ศาลไทยรับพิจารณาสัญญาที่เป็นภาษาอังกฤษหรือไม่+

รับได้ แต่กระบวนพิจารณาของศาลต้องทำเป็นภาษาไทย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 กำหนดให้กระบวนพิจารณาที่ศาลทำเป็นภาษาไทย และเมื่อมีเอกสารภาษาต่างประเทศส่งต่อศาล ศาลสั่งให้ฝ่ายที่ส่งเอกสารจัดทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญพร้อมคำรับรองได้ ในทางปฏิบัติควรเตรียมคำแปลภาษาไทยที่รับรองความถูกต้องไว้ตั้งแต่ต้น เพราะคำแปลที่คลาดเคลื่อนอาจกลายเป็นประเด็นพิพาทเอง

ถ้าข้อความในสัญญาไม่ชัดเจน ศาลตีความให้ฝ่ายใด+

มาตรา 11 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดว่าในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น คือฝ่ายลูกหนี้หรือผู้ต้องรับภาระตามข้อความที่สงสัย แต่มาตรานี้ใช้เมื่อพิจารณาเจตนาที่แท้จริงตามมาตรา 171 และมาตรา 368 แล้วยังสงสัยอยู่ ไม่ใช่จุดเริ่มต้น จึงไม่ควรวางแผนโดยหวังพึ่งมาตรานี้

ค่าปรับในฉบับภาษาไทยสูงกว่าฉบับอังกฤษ ศาลลดได้หรือไม่+

ศาลลดได้ถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน มาตรา 383 วรรคแรก ให้อำนาจศาลลดเป็นจำนวนพอสมควร โดยพิจารณาประโยชน์ของเจ้าหนี้ทุกอย่างที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะที่เป็นเงิน แต่ถ้าลูกหนี้ชำระเบี้ยปรับไปแล้ว สิทธิขอลดจะสิ้นไป ส่วนอัตราที่ใช้เป็นฐานคิดต้องดูก่อนว่าสัญญาฉบับใดผูกพันคู่สัญญา การลดโดยศาลจึงไม่ใช่ข้ออ้างให้เซ็นสัญญาที่อัตราไม่ตรงกัน

ข้อสัญญาภาษาที่ใช้บังคับครอบคลุมภาคผนวกและใบสั่งซื้อด้วยหรือไม่+

ขึ้นอยู่กับถ้อยคำของข้อสัญญานั้นและโครงสร้างเอกสาร ข้อสัญญาที่เขียนว่า 'สัญญานี้' อาจไม่ครอบคลุมภาคผนวกที่ทำแยก ใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคา หรือหนังสือแก้ไขที่ทำภายหลังเป็นภาษาเดียว ควรเขียนให้ครอบคลุม 'สัญญานี้รวมภาคผนวกและเอกสารแก้ไขทุกฉบับ' และกำหนดภาษาของเอกสารแก้ไขไว้ล่วงหน้า

เกิดข้อพิพาทเรื่องสองฉบับไม่ตรงกันแล้ว ควรทำอะไรก่อน+

เก็บเอกสารทุกฉบับและประวัติการเจรจา เช่น ร่างที่ส่งกันและอีเมล ห้ามแก้หรือแทนที่ไฟล์เดิม แล้วจัดตารางเทียบข้อความสองฉบับทีละข้อ ตรวจว่ามีข้อสัญญาภาษาที่ใช้บังคับหรือไม่และฝ่ายใดเสนอข้อความใด ก่อนตอบโต้หรือหยุดปฏิบัติตามสัญญา เพราะการตีความที่ผิดอาจทำให้ฝ่ายเราผิดสัญญาเสียเอง

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา