ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายธุรกิจ

ลูกค้าบอกว่าสนใจ แต่จะจ่ายเงินจริงไหม: ทดสอบไอเดียก่อนลงทุนก้อนใหญ่

คำว่าสนใจไม่ใช่หลักฐาน ทดสอบไอเดียด้วยการสัมภาษณ์ ข้อเสนอทดลอง และเกณฑ์ที่ตั้งไว้ก่อน พร้อมกฎหมายเรื่องข้อมูล มัดจำ โฆษณา และการป้องกันไอเดีย

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมกฎหมายธุรกิจ23 ตุลาคม 256917 นาที
ลูกค้าบอกว่าสนใจ แต่จะจ่ายเงินจริงไหม: ทดสอบไอเดียก่อนลงทุนก้อนใหญ่

คนที่ลงเงินทำสินค้าก่อนแล้วค่อยหาลูกค้า มักเจอเหตุการณ์คล้ายกัน ตอนถามเพื่อนและคนรู้จัก ทุกคนบอกว่า "น่าสนใจ" "ถ้าเปิดบอกด้วยนะ" แต่พอสินค้าออกจริง แทบไม่มีใครสั่ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เพื่อนพูดไม่จริง แต่อยู่ที่ว่าการพูดว่าสนใจไม่ต้องเสียอะไร ส่วนการจ่ายเงินต้องเสียเงิน เวลา และความเสี่ยง

คู่มือนี้ต่อจากการเลือกลูกค้ากลุ่มแรก เมื่อมีกลุ่มเป้าหมายแล้ว งานถัดไปคือหาหลักฐานว่ากลุ่มนั้นยอมจ่ายจริงหรือไม่ ก่อนลงทุนก้อนใหญ่ โดยอธิบายวิธีสัมภาษณ์ บันไดหลักฐาน การทดลองขายแบบเล็ก การตั้งเกณฑ์ตัดสินใจล่วงหน้า และกฎหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละขั้น ส่วนการใช้หน้าเว็บ ต้นแบบ และพรีออเดอร์ในภาพรวมของ Canvas ดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องในLean Canvas คู่มือนี้จะลงรายละเอียดต่อ ไม่เล่าซ้ำ และถ้าเป็นธุรกิจที่เปิดอยู่แล้วและอยากทดลองเปลี่ยนรูปแบบ ดูทดสอบการเปลี่ยน Business Model แบบนำร่อง

คำตอบหลัก

อย่าถือว่าไอเดียผ่านเพราะมีคนบอกว่าสนใจ ให้เก็บหลักฐานเป็นขั้น ตั้งแต่การคุยที่เล่าพฤติกรรมในอดีต การนัดคุยต่อ หนังสือแสดงเจตจำนง เงินมัดจำหรือพรีออเดอร์ การนำร่องแบบจ่ายเงิน จนถึงการซื้อซ้ำ และเขียนเกณฑ์ว่าเมื่อไรจะไปต่อ เมื่อไรจะปรับ และเมื่อไรจะหยุด ก่อนเริ่มทดสอบ เป็นจำนวนครั้งและพฤติกรรมที่นับได้

หลักกฎหมาย การทดสอบแตะกฎหมายหลายเรื่อง การสัมภาษณ์และการบันทึกเสียงเป็นการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลตามพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งต้องแจ้งตามมาตรา 23 และขอความยินยอมในการบันทึกเมื่อจำเป็น การรับมัดจำอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 และ 378 ซึ่งกำหนดผลของมัดจำและกรณีที่ต้องคืน การโฆษณาถึงผู้บริโภคต้องไม่เป็นเท็จหรือเกินความจริงตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 22 การขายออนไลน์หรือขายแบบตลาดแบบตรงอาจเข้าข่ายพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ส่วนตัวไอเดียไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง

มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา ทำการทดสอบให้เล็กที่สุดที่ยังได้หลักฐานจริง และเขียนเงื่อนไขให้ชัดตั้งแต่ครั้งแรกที่รับเงิน เพราะเงินที่รับมาโดยไม่มีเงื่อนไขเป็นต้นเหตุของข้อพิพาทที่พบบ่อยที่สุดในช่วงเริ่มธุรกิจ

1. ทำไม "สนใจ" ไม่ใช่หลักฐาน

คำตอบของลูกค้าในการสนทนาถูกบิดเบือนได้หลายทาง

  • ความเกรงใจ คนไทยส่วนมากไม่อยากทำให้ผู้ถามเสียกำลังใจ จึงตอบในเชิงบวกไว้ก่อน
  • คำถามนำ "ถ้ามีบริการแบบนี้ คุณจะใช้ไหม" แทบทุกคนตอบว่าใช้ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบคำตอบ
  • การทำนายตนเอง คนไม่แม่นเรื่องที่ตนเองจะทำในอนาคต แต่แม่นกว่าเรื่องที่ตนเองทำไปแล้ว
  • ไม่มีต้นทุน คำพูดไม่ทำให้ผู้พูดเสียเวลา เงิน หรือชื่อเสียง

กฎง่าย ๆ คือ ยิ่งผู้พูดต้องเสียอะไรบางอย่างมากเท่าไร คำพูดนั้นยิ่งเป็นหลักฐาน การนัดอีกครั้งในเวลางานต้องเสียเวลา การให้ดูเอกสารจริงต้องเสียความเปิดเผย การวางมัดจำต้องเสียเงิน การจ่ายเต็มและซื้อซ้ำต้องเสียมากที่สุด ใช้หลักนี้เรียงลำดับหลักฐานตามหัวข้อที่ 3

2. สัมภาษณ์ลูกค้าให้ได้ข้อมูลจริง

หลักสำคัญคือถามเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว อย่าถามเรื่องสมมติ และอย่าขายระหว่างสัมภาษณ์

ควรถาม (เรื่องที่เกิดแล้ว)ไม่ควรถาม (เรื่องสมมติหรือชวนให้ชม)
ครั้งล่าสุดที่เจอปัญหานี้ เกิดอะไรขึ้นคุณคิดว่าไอเดียนี้ดีไหม
ตอนนั้นแก้ด้วยวิธีใด ใช้เวลาหรือเงินไปเท่าไรถ้ามีบริการนี้ คุณจะใช้ไหม
ทำไมวิธีนั้นยังไม่พอใจคุณจะยอมจ่ายเท่าไร (ถามตรง ๆ มักได้ตัวเลขที่ไม่จริง)
ใครเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ ต้องผ่านใครบ้างคุณคิดว่าคนอื่นจะใช้ไหม
เคยลองหาวิธีใหม่หรือจ่ายเงินแก้ปัญหานี้หรือไม่มีฟีเจอร์ไหนที่คุณอยากได้

แนวปฏิบัติระหว่างสัมภาษณ์

  1. บอกจุดประสงค์สั้น ๆ ว่ากำลังทำความเข้าใจปัญหา ไม่ได้ขายของ
  2. ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดมากกว่าเรา ถ้าเราพูดเกินครึ่งของเวลา แปลว่ากำลังขายอยู่
  3. ถามต่อเมื่อได้ยินคำกว้าง ๆ เช่น "ยุ่งยาก" "ช้า" ว่าหมายถึงอะไร เกิดครั้งล่าสุดเมื่อไร
  4. อย่าอธิบายสินค้า ถ้าเขาถามถึงสินค้า ให้ตอบสั้น ๆ แล้วกลับไปถามเรื่องปัญหา
  5. ปิดท้ายด้วยการขอก้าวถัดไป เช่น ขอนัดอีกครั้ง ขอดูเอกสารจริง ขอแนะนำคนอื่น คำตอบต่อคำขอนี้บอกได้ว่าเขาจริงจังเพียงใด
  6. จดทันทีหลังคุย โดยเขียนคำพูดจริงและเหตุการณ์จริง แยกออกจากความเห็นของเรา

สมมติว่านาย ข. อยากทำบริการจัดการเอกสารสัญญาสำหรับร้านอาหารขนาดเล็ก เขาสัมภาษณ์เจ้าของร้านหลายคน คนหนึ่งตอบว่า "ดีเลย ถ้าเปิดบอกด้วย" อีกคนเล่าว่าเดือนก่อนเกิดข้อพิพาทกับลูกจ้างเรื่องค่าแรงที่ตกลงด้วยวาจา จึงไปให้คนรู้จักเขียนสัญญา แต่ใช้ไม่ได้ และยังเก็บแบบฟอร์มนั้นไว้ นาย ข. ขอดูแบบฟอร์ม และเจ้าของร้านก็ยอมส่งให้ คำตอบที่สองหนักกว่ามาก เพราะเป็นเหตุการณ์จริง มีการแก้ปัญหาจริง และมีการแชร์เอกสารจริง ตัวอย่างนี้เป็นเรื่องสมมติเพื่อแสดงวิธีแยกน้ำหนักของคำตอบ

ข้อมูลส่วนบุคคลและการบันทึกเสียง

คำตอบของผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ ช่องทางติดต่อ และเสียงที่บันทึก ล้วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ที่เก็บเป็นผู้ควบคุมข้อมูลตามพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่า

  • บอกก่อนเริ่มว่าเก็บข้อมูลอะไร เพื่อทำอะไร เก็บนานแค่ไหน และใครอาจเข้าถึงข้อมูล (มาตรา 23) ทำเป็นข้อความสั้นที่ส่งทางแชตหรืออ่านก่อนเริ่มก็ได้
  • มีฐานทางกฎหมายสำหรับการเก็บและใช้ตามมาตรา 24 หรือขอความยินยอมตามมาตรา 19
  • ถ้าจะบันทึกเสียงหรือภาพ ขออนุญาตก่อนบันทึกและให้ปฏิเสธได้โดยไม่เสียสิทธิ์ใด ถ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้จดแทน
  • เก็บเท่าที่จำเป็น ไม่เก็บข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับการทดสอบ เช่น เลขบัตรประชาชน
  • ถ้าใช้ในรายงานหรือสไลด์ ปิดชื่อหรือรายละเอียดที่ระบุตัวตนได้
  • ตั้งกำหนดลบข้อมูลเมื่อการทดสอบจบ

รายละเอียดของระบบ PDPA ทั้งหมดอยู่ในเช็กลิสต์ PDPA สำหรับธุรกิจ และบริการของเราที่เกี่ยวข้องคือ PDPA compliance

3. บันไดหลักฐาน: จากคำพูดสู่การซื้อซ้ำ

เรียงหลักฐานจากอ่อนไปแข็ง และจดว่าแต่ละขั้นมีกี่ราย

ขั้นหลักฐานผู้พูดต้องเสียอะไรข้อควรระวัง
1บทสนทนาที่เล่าพฤติกรรมจริงเวลาเล็กน้อยยังไม่ใช่ความตั้งใจซื้อ
2ยอมนัดคุยอีกครั้งหรือแนะนำคนอื่นเวลาเพิ่ม และชื่อเสียงเมื่อแนะนำตรวจว่ามีผู้ตัดสินใจเข้าร่วมหรือไม่
3หนังสือแสดงเจตจำนง (LOI)ความเปิดเผยต่อบริษัทผลผูกพันไม่แน่ ดูหัวข้อที่ 6
4มัดจำหรือพรีออเดอร์เงินต้องมีเงื่อนไขและวิธีคืนเงินชัดเจน
5นำร่องแบบจ่ายเงินเงิน เวลา และการเปลี่ยนวิธีทำงานต้องมีสัญญาสั้น ๆ และขอบเขตชัดเจน
6ซื้อซ้ำหรือต่อสัญญาเงินซ้ำหลักฐานที่ใกล้เคียงที่สุดกับธุรกิจจริง

ผู้ก่อตั้งหลายคนหยุดอยู่ที่ขั้น 1 ถึง 2 แล้วสรุปว่า "ตลาดมี" ทั้งที่ยังไม่มีใครจ่าย ถ้าทดสอบมาหลายสัปดาห์แล้วยังข้ามขั้น 3 ถึง 4 ไม่ได้เลย นั่นเป็นข้อมูลสำคัญ

4. วิธีทดสอบแบบเล็ก ก่อนสร้างของจริง

หน้าเว็บทดสอบความสนใจ (smoke test)

ทำหน้าเดียวที่อธิบายปัญหา ข้อเสนอ และปุ่มให้ทำอย่างหนึ่ง เช่น ลงชื่อรอ หรือขอใบเสนอราคา แล้ววัดว่ามีคนทำกี่ราย จากผู้เข้าชมกี่ราย ข้อควรระวัง

  • ถ้าสินค้ายังไม่มีจริง ต้องบอกชัดว่าเป็นช่วงทดสอบหรือเปิดจอง ไม่เขียนเหมือนมีของพร้อมส่ง (ดูเรื่องโฆษณาในหัวข้อที่ 7)
  • ถ้าเก็บอีเมลหรือเบอร์โทร ต้องมีประกาศการเก็บข้อมูลบนหน้านั้น
  • ปุ่ม "สั่งซื้อ" ที่ไม่ได้ขายจริง เสี่ยงทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิด ใช้ถ้อยคำเช่น "ลงชื่อรอรับแจ้ง" แทน
  • ตรวจชื่อแบรนด์ก่อนพิมพ์หรือโฆษณา ดูหัวข้อที่ 9

ทำเองด้วยมือ (concierge) ก่อนทำระบบ

ให้บริการด้วยแรงคนไปก่อน เช่น ทำเอกสารด้วยมือแทนระบบอัตโนมัติ จัดส่งเองแทนระบบจัดส่ง วิธีนี้เห็นปัญหาจริงของลูกค้าและไม่ต้องลงทุนสร้างระบบ แต่ต้องบอกลูกค้าตรง ๆ ว่าเป็นบริการช่วงทดลอง และกำหนดขอบเขตเป็นลายลักษณ์อักษร

นำร่องแบบจ่ายเงิน (paid pilot)

เสนอให้ลูกค้ารายเล็กลองใช้ในเวลาจำกัดโดยจ่ายจริง ถึงจะเป็นจำนวนเล็ก การจ่ายทำให้ลูกค้าจริงจังและให้ข้อมูลที่ตรงกว่าการให้ใช้ฟรี เอกสารสัญญานำร่องควรมีเพียงเรื่องที่จำเป็น คือ ขอบเขตงาน ระยะเวลา สิ่งที่ลูกค้าต้องจัดหา การคืนเงิน การเก็บรักษาข้อมูล และเมื่อสิ้นสุดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ดูการร่างเอกสารได้ที่จัดทำสัญญาและเอกสารธุรกิจ

พรีออเดอร์และมัดจำ

พรีออเดอร์เป็นหลักฐานที่แข็งมาก แต่ก็มีภาระทางกฎหมายมากที่สุดในกลุ่มการทดสอบแบบเล็ก ดูหัวข้อที่ 5

5. มัดจำ พรีออเดอร์ และการคืนเงิน

เมื่อรับเงินจากลูกค้าก่อนมีสินค้า ต้องแยกให้ออกว่าเงินนั้นคืออะไร

  • มัดจำ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 บัญญัติว่า เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ให้ถือว่าเป็นพยานหลักฐานว่ามีสัญญาเกิดขึ้น และเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น
  • การคืนหรือริบ มาตรา 378 วางหลักว่ามัดจำนั้นให้ส่งคืนหรือจัดเอาเป็นการชำระหนี้บางส่วนเมื่อชำระหนี้ และจะถูกริบเมื่อฝ่ายที่วางมัดจำเป็นฝ่ายผิด ในทางตรงกันข้ามถ้าฝ่ายที่รับมัดจำเป็นฝ่ายผิดหรือชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะความผิดของฝ่ายนั้น ต้องคืนมัดจำ ผู้รับจึงอ้างสิทธิ์เก็บเงินไม่ได้ถ้าตนเองส่งมอบไม่ได้
  • เงินจอง เงินล่วงหน้า หรือเงินชำระบางส่วน เป็นถ้อยคำทางธุรกิจที่ผลทางกฎหมายขึ้นกับข้อตกลงและข้อเท็จจริง ไม่ควรใช้คำว่ามัดจำโดยไม่ตั้งใจให้มีผลตามมาตรา 377 และ 378

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติสำหรับผู้เริ่มธุรกิจ

  1. เขียนในใบสั่งจองว่าเงินที่รับเป็นเงินประเภทใด
  2. เขียนว่าจะส่งมอบเมื่อใด และถ้าส่งมอบไม่ได้ตามกำหนดจะคืนเงินอย่างไร ภายในกี่วัน
  3. เขียนว่าลูกค้ายกเลิกได้ในกรณีใด และเมื่อยกเลิกจะเป็นอย่างไรกับเงิน
  4. อย่าใช้เงินมัดจำของลูกค้าไปกับเรื่องอื่นจนคืนไม่ได้ ถ้าหมายเลขลูกค้ามีมาก ควรแยกบัญชีหรือบันทึกให้ตามได้
  5. ถ้าลูกค้าเป็นผู้บริโภค เงื่อนไขในใบสั่งจองที่เป็นสัญญาสำเร็จรูปอาจถูกตรวจความเป็นธรรมตามพ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ตัวอย่างเงื่อนไขที่เสี่ยง เช่น ริบเงินทั้งหมดโดยไม่ให้คืนแม้ผู้รับเป็นฝ่ายผิด
  6. หากรับชำระผ่านระบบของตนเอง ตรวจเรื่องการให้บริการรับชำระเงินด้วย ซึ่ง Lean Canvas กล่าวถึงไว้แล้ว และถ้าไม่ได้ใช้ผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต ควรปรึกษาก่อน
  7. ภาษีและการออกเอกสารเมื่อรับเงิน ควรถามนักบัญชีหรือผู้สอบบัญชี เพราะคู่มือนี้ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านบัญชี

ตัวอย่างถ้อยคำสำหรับใบสั่งจอง (ปรับให้เข้ากับธุรกิจก่อนใช้จริง)

(ตัวอย่างถ้อยคำ ไม่ใช่แบบฟอร์มสำเร็จรูป)
1. เงินที่ชำระครั้งนี้เป็นเงินสั่งจองสินค้า [ชื่อสินค้า] ตามรายละเอียดข้างต้น
2. ผู้ขายจะส่งมอบภายใน [วันที่] หากผู้ขายไม่สามารถส่งมอบได้ภายในกำหนด
   ผู้ขายจะคืนเงินที่ได้รับทั้งหมดให้ผู้ซื้อภายใน [จำนวนวัน] วันนับแต่วันที่แจ้ง
3. ผู้ซื้อขอยกเลิกได้ก่อน [วันที่] โดยผู้ขายจะคืนเงิน [ตามเงื่อนไขที่ตกลง]
4. ผู้ขายแจ้งไว้ชัดเจนว่าสินค้านี้อยู่ระหว่างทดสอบตลาด
   รายละเอียดสินค้าอาจปรับปรุงเล็กน้อยก่อนส่งมอบ

6. หนังสือแสดงเจตจำนงและ MOU

ลูกค้าที่ไม่พร้อมจ่ายแต่ยอมเซ็นเอกสารมักให้เป็น LOI (Letter of Intent) หรือ MOU (Memorandum of Understanding) เอกสารพวกนี้มีประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น ใช้แสดงต่อผู้ร่วมทุนหรือธนาคารว่ามีความต้องการ แต่ผลทางกฎหมายไม่แน่นอน

  • ถ้าเขียนเพียงว่าสนใจและจะเจรจากันต่อ โดยยังไม่ตกลงสิ่งสำคัญ เช่น สินค้า ปริมาณ ราคา และกำหนดส่ง มักไม่ถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายที่บังคับให้ซื้อได้
  • ถ้ามีข้อตกลงครบถ้วนพอ ศาลอาจถือว่าเอกสารนั้นเป็นสัญญา แม้จะใช้ชื่อว่า LOI หรือ MOU ก็ตาม
  • บางข้อในเอกสารอาจผูกพันแม้ข้ออื่นไม่ผูกพัน เช่น ข้อรักษาความลับ

จึงควรอ่านถ้อยคำให้ชัดว่าแต่ละฝ่ายผูกพันอะไร และในทางธุรกิจให้นับ LOI เป็นหลักฐานขั้น 3 ไม่ใช่คำสั่งซื้อ ถ้าต้องการให้ผูกพัน ควรเปลี่ยนเป็นสัญญาหรือใบสั่งซื้อที่ระบุสาระครบ

7. โฆษณาและขายออนไลน์ระหว่างทดสอบ

โฆษณาถึงผู้บริโภค

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 22 ห้ามโฆษณาโดยใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ซึ่งรวมถึงข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง และข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม ในการทดสอบตลาด ข้อควรปฏิบัติคือ

  • ไม่อวดสรรพคุณหรือผลลัพธ์ที่ยังไม่เคยพิสูจน์
  • ไม่ใช้รีวิวหรือคำรับรองที่ไม่ใช่ของจริง
  • ไม่เขียนว่ามีสินค้าพร้อมส่งถ้ายังไม่มี
  • ระบุเงื่อนไขสำคัญ เช่น กำหนดส่งโดยประมาณ และสถานะเป็นช่วงทดสอบ
  • ระวังภาพประกอบที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นสินค้าจริง ถ้าเป็นเพียงภาพจำลอง ให้ระบุ

การขายออนไลน์และตลาดแบบตรง

การขายออนไลน์ถือเป็นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีหลักเกณฑ์เรื่องการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง เช่น โทรศัพท์หรือส่งข้อความเสนอขาย อาจเข้าข่ายตลาดแบบตรงตามพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ซึ่งในบางกรณีต้องจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีข้อยกเว้นตามกฎกระทรวงบางกรณี ข้อกำหนดนี้ขึ้นกับวิธีขายและตัวผู้ขาย และอาจมีประกาศใหม่ จึงควรตรวจหลักเกณฑ์ล่าสุดก่อนเริ่มทดสอบแบบขายจริง ดูภาพรวมช่องทางออนไลน์ในขายบนมาร์เก็ตเพลสหรือเว็บไซต์ของตัวเอง และสิทธิผู้บริโภคเมื่อซื้อออนไลน์ในสิทธิผู้บริโภคเมื่อซื้อของออนไลน์

8. ตั้งเกณฑ์ไป ปรับ หรือหยุด ก่อนเริ่มทดสอบ

ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือเริ่มทดสอบโดยไม่ได้ตั้งเกณฑ์ แล้วตีความผลเข้าข้างตนเองภายหลัง ให้เขียนเกณฑ์เป็นจำนวนครั้งและพฤติกรรมที่นับได้ ลงกระดาษ ลงวันที่ และให้อย่างน้อยหนึ่งคนที่ไม่ใช่เจ้าของไอเดียรับรู้

ผลลัพธ์ตัวอย่างเกณฑ์ที่เขียนเป็นพฤติกรรม (ปรับจำนวนให้เหมาะกับธุรกิจ)
ไปต่อในกลุ่มที่คุยครบจำนวนที่ตั้งไว้ มีผู้นัดคุยต่อไม่น้อยกว่าจำนวน A ราย และมีผู้วางมัดจำหรือจ่ายนำร่องไม่น้อยกว่าจำนวน B ราย
ปรับคนเข้าใจปัญหาตรงกันแต่ไม่ซื้อข้อเสนอนี้ หรือซื้อเฉพาะบางส่วนของข้อเสนอ ให้ปรับข้อเสนอแล้วทดสอบรอบใหม่กับกลุ่มเดิม
หยุดหรือเปลี่ยนกลุ่มคุยครบจำนวนแล้วไม่มีใครเล่าได้ว่าเคยพยายามแก้ปัญหา หรือไม่มีใครผ่านขั้นนัดคุยต่อ

เหตุผลที่ต้องเขียนก่อนคือ เมื่อผลออกมาเฉียด ๆ ใจจะอยากตีความว่าผ่าน การมีเกณฑ์ที่เขียนไว้แล้วช่วยให้ตัดสินใจโดยไม่ต้องเถียงกับตัวเอง เกณฑ์ไม่ต้องเป็นสถิติที่เข้มงวด ขอเพียงชัดและเขียนไว้ก่อน ตัวเลข A และ B ในตารางเป็นตัวแปรที่ผู้ก่อตั้งเลือกเอง คู่มือนี้ไม่ได้กำหนดให้

หมายเหตุสำคัญ คู่มือนี้ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการลงทุนหรือบัญชี การตัดสินใจว่าจะลงทุนเท่าใดและลงทุนอย่างไรเป็นเรื่องของเจ้าของธุรกิจ และถ้าต้องการวิเคราะห์ตัวเลข ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้สอบบัญชี การคำนวณต้นทุนต่อหน่วยก่อนเปิดบริษัทอยู่ในคำนวณต้นทุนต่อการขายก่อนเปิดบริษัท

บันทึกผลทดสอบ

ทำตารางง่าย ๆ ที่ตอบได้ว่า เกิดอะไรขึ้น กับใคร เมื่อไร และเรียนรู้อะไร

ช่องตัวอย่างข้อมูลที่ควรจด
วันที่และผู้ให้ข้อมูลใช้รหัสแทนชื่อถ้าเป็นไปได้
กลุ่มลูกค้าตรงกับกลุ่มแรกที่เลือกหรือไม่
เหตุการณ์ที่เล่าคำพูดจริงและพฤติกรรมจริง
ขั้นหลักฐานที่ได้ขั้น 1 ถึง 6
ก้าวถัดไปที่ขอ และผลที่ได้ตอบรับ ปฏิเสธ หรือเงียบ
ข้อสรุปและการปรับปรับข้อเสนอ ปรับกลุ่ม หรือคงเดิม

การจดช่วยให้เห็นรูปแบบ และยังเป็นหลักฐานภายในถ้าต้องเสนอผู้ร่วมทุน ธนาคาร หรือหุ้นส่วน

9. ป้องกันไอเดียและชื่อ ก่อนเปิดเผย

ไอเดียไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง ระบุว่าความคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิดหรือขั้นตอน กรรมวิธี ระบบ วิธีใช้หรือทำงาน แนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ สิ่งที่ได้รับคุ้มครองคือการแสดงออก เช่น ข้อความที่เขียน ภาพ และโปรแกรมที่เขียนขึ้น ดังนั้นแผนธุรกิจหรือเอกสารนำเสนอที่เขียนขึ้นได้รับความคุ้มครองในฐานะงานเขียน แต่ผู้อื่นยังนำแนวคิดเดียวกันไปทำด้วยถ้อยคำของตนได้

สิ่งที่ทำได้จริง

  • เปิดเผยเท่าที่จำเป็น ในการสัมภาษณ์ ถามเรื่องปัญหาของลูกค้า ไม่ต้องเล่าวิธีแก้ทั้งหมด
  • ข้อตกลงรักษาความลับ (NDA) ใช้กับผู้ที่ต้องรู้จริง เช่น ผู้พัฒนา ผู้ผลิต หรือผู้ร่วมทุน โดยระบุข้อมูลที่เป็นความลับ วัตถุประสงค์ที่ใช้ได้ ระยะเวลา และผลเมื่อผิดข้อตกลง ผู้สัมภาษณ์ลูกค้าจำนวนมากไม่ควรต้องเซ็น NDA เพราะทำให้ผู้ให้ข้อมูลไม่สบายใจ และไม่คุ้มค่า
  • เขียนบันทึกวันที่เปิดเผย เก็บบันทึกว่าเปิดเผยอะไรแก่ใครเมื่อไร ช่วยในกรณีมีข้อพิพาท
  • เริ่มขายและสร้างความสัมพันธ์เร็ว ในหลายธุรกิจ ความได้เปรียบมาจากลูกค้า ความเร็ว และคุณภาพ มากกว่าตัวไอเดีย
  • ซอฟต์แวร์ งานออกแบบ และเอกสาร ตรวจให้ชัดว่าใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เมื่อจ้างผู้อื่นทำ ดูเรื่องนี้ในหัวข้อเกี่ยวกับโค้ด แบรนด์ และไอเดียในLean Canvas

ตรวจชื่อและเครื่องหมายการค้าก่อนพิมพ์

ก่อนพิมพ์ใบปลิว ทำป้าย หรือซื้อโฆษณา ควรตรวจว่าชื่อที่ใช้ไปซ้ำหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ เพราะการใช้ชื่อที่ผู้อื่นจดไว้อาจถูกเรียกให้หยุดใช้และเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนวัสดุทั้งหมด ขั้นตอนอยู่ในขั้นตอนจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และบริการของเราที่เกี่ยวข้องคือจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

10. เช็กลิสต์ก่อนเริ่มทดสอบไอเดีย

  • เลือกกลุ่มลูกค้ากลุ่มแรกแล้ว และเขียนประโยคอธิบายลูกค้าเรียบร้อย
  • เขียนคำถามสัมภาษณ์ที่ถามเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่เรื่องสมมติ
  • เตรียมข้อความแจ้งการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับผู้ให้สัมภาษณ์ และขออนุญาตก่อนบันทึกเสียง
  • กำหนดว่าจะสัมภาษณ์กี่ราย และหาผู้ให้สัมภาษณ์จากแหล่งใด
  • กำหนดบันไดหลักฐานที่ต้องการให้ถึง และจำนวนที่จะนับในแต่ละขั้น
  • เขียนเกณฑ์ไป ปรับ หรือหยุด ลงกระดาษและลงวันที่ก่อนเริ่ม
  • ถ้ามีหน้าเว็บ ตรวจว่าถ้อยคำไม่เกินจริง ระบุสถานะทดสอบ และมีประกาศการเก็บข้อมูล
  • ถ้ารับมัดจำหรือพรีออเดอร์ เขียนเงื่อนไขการส่งมอบ การยกเลิก และการคืนเงินให้ชัด
  • อ่าน LOI หรือ MOU ทุกฉบับว่าฝ่ายใดผูกพันอะไร และไม่นับเป็นคำสั่งซื้อ
  • ตรวจว่าการขายออนไลน์หรือการเสนอขายโดยตรงต้องจดทะเบียนหรือไม่
  • ทำ NDA เฉพาะกับผู้ที่ต้องรู้ และจดบันทึกว่าเปิดเผยอะไรแก่ใคร
  • ตรวจชื่อและเครื่องหมายการค้าก่อนพิมพ์หรือโฆษณา
  • เตรียมตารางบันทึกผลทดสอบ และกำหนดวันที่จะทบทวนผล

อ่านเพิ่มเติม

คำว่าสนใจไม่ใช่หลักฐาน ให้เก็บพฤติกรรมที่ผู้พูดต้องเสียอะไรบางอย่าง ตั้งเกณฑ์ไป ปรับ หรือหยุดก่อนเริ่ม และเขียนเงื่อนไขให้ชัดตั้งแต่ครั้งแรกที่รับเงิน

เราช่วยผู้เริ่มธุรกิจร่างเอกสารที่ใช้ในการทดสอบ เช่น ใบสั่งจอง สัญญานำร่อง ข้อตกลงรักษาความลับ และประกาศการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงตรวจชื่อและเครื่องหมายการค้าก่อนใช้จริง ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ จัดทำสัญญาและเอกสารธุรกิจ และ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

ลูกค้าบอกว่าสนใจมาก ถือว่าไอเดียผ่านการทดสอบแล้วหรือยัง+

ยังไม่ผ่าน คำว่าสนใจไม่มีต้นทุนสำหรับผู้พูด จึงเป็นหลักฐานที่อ่อนที่สุด หลักฐานที่หนักกว่าคือพฤติกรรมที่ผู้พูดต้องเสียอะไรบางอย่าง เช่น ยอมนัดคุยอีกครั้ง เอาเอกสารจริงมาให้ดู เซ็นหนังสือแสดงเจตจำนง วางมัดจำ หรือทดลองใช้แบบจ่ายเงิน และกลับมาซื้อซ้ำ ยิ่งขึ้นบันไดสูง หลักฐานยิ่งเชื่อได้

รับมัดจำจากลูกค้าเพื่อทดสอบความต้องการได้หรือไม่ และต้องคืนเมื่อใด+

ทำได้ แต่เงินที่รับต้องมีเงื่อนไขชัด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 ถือว่ามัดจำเป็นพยานหลักฐานว่ามีสัญญาเกิดขึ้น และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา มาตรา 378 วางว่าจะคืนหรือริบในกรณีใด เช่น ถ้าฝ่ายที่รับมัดจำไม่ปฏิบัติตามหรือการชำระกลายเป็นพ้นวิสัยเพราะความผิดของตน ต้องคืนมัดจำ ควรเขียนในใบสั่งจองว่าถ้าไม่ส่งมอบตามกำหนดจะคืนเงินอย่างไร

หนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) หรือ MOU ที่ลูกค้าเซ็นให้ ผูกพันให้ต้องซื้อจริงหรือไม่+

ไม่แน่ ขึ้นอยู่กับถ้อยคำและข้อเท็จจริง เอกสารที่เขียนเพียงว่าสนใจและจะเจรจากันต่อมักไม่ใช่สัญญาซื้อขาย แต่ถ้ามีข้อตกลงเรื่องสินค้า ปริมาณ ราคา และกำหนดส่งที่ครบถ้วน ศาลอาจถือเป็นสัญญาได้ ในทางธุรกิจจึงไม่ควรถือว่า LOI เท่ากับคำสั่งซื้อ และควรอ่านถ้อยคำให้ชัดว่าฝ่ายใดผูกพันอะไรบ้าง

ทำหน้าเว็บทดสอบความสนใจแล้วโฆษณา ต้องระวังเรื่องใด+

ถ้าโฆษณาถึงผู้บริโภค พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 22 ห้ามใช้ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง หรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญ ดังนั้นหน้าเว็บที่ยังไม่มีสินค้าจริงต้องบอกชัดว่าเป็นช่วงทดสอบหรือเปิดจอง ไม่ควรเขียนเหมือนมีสินค้าพร้อมส่ง และหากเก็บอีเมลหรือเบอร์โทร ต้องมีประกาศตามพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 23

ไอเดียที่ยังไม่ได้ทำออกมา ป้องกันไม่ให้คนอื่นเอาไปทำได้หรือไม่+

ตัวไอเดียเองไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง ระบุว่าความคุ้มครองไม่ครอบคลุมความคิด ขั้นตอน กรรมวิธี ระบบ วิธีใช้หรือทำงาน แนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ สิ่งที่คุ้มครองคือการแสดงออก เช่น ข้อความ ภาพ และซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น วิธีลดความเสี่ยงที่ใช้ได้จริงคือเปิดเผยเท่าที่จำเป็น ทำข้อตกลงรักษาความลับกับผู้ที่ต้องรู้ และเริ่มขายให้เร็ว

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา