ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายธุรกิจ

ทดลองเปลี่ยนโมเดลธุรกิจแบบนำร่อง (Pilot) โดยไม่ผิดสัญญาเดิมและไม่ผิดกฎหมาย

วางแผนโครงการนำร่องก่อนเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ ทั้งเงื่อนไขหยุดทดลอง สัญญานำร่อง การไม่ละเมิดข้อตกลงผูกขาด การปรับพนักงาน และการแก้วัตถุประสงค์บริษัท

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมกฎหมายธุรกิจ21 ตุลาคม 256911 นาที
ทดลองเปลี่ยนโมเดลธุรกิจแบบนำร่อง (Pilot) โดยไม่ผิดสัญญาเดิมและไม่ผิดกฎหมาย

ธุรกิจที่อยากเปลี่ยนโมเดล เช่น จากขายครั้งเดียวเป็นรายเดือน จากขายผ่านตัวแทนเป็นขายตรง หรือเพิ่มบริการใหม่ มักไม่ควรเปลี่ยนทั้งองค์กรในวันเดียว การนำร่องกับลูกค้าหรือสาขาจำนวนเล็กช่วยให้เห็นตัวเลขจริงก่อนตัดสินใจลงทุน แต่โครงการนำร่องที่ไม่มีกรอบกฎหมายมักสร้างปัญหาใหม่ เช่น ลูกค้าเข้าใจว่าราคาทดลองคือราคาถาวร คู่สัญญาเดิมมองว่าเราละเมิดข้อผูกขาด พนักงานโต้แย้งว่าเงื่อนไขเปลี่ยนโดยไม่ได้ตกลง หรือกิจกรรมใหม่อยู่นอกวัตถุประสงค์ของบริษัท

คู่มือนี้พูดถึงสิ่งที่ควรวางก่อนเริ่มนำร่อง และสิ่งที่ต้องตรวจเพื่อไม่ให้การทดลองกลายเป็นข้อพิพาท ส่วนภาพรวมการเลือกโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะกับโมเดล อ่านต่อที่แนวทางโมเดลธุรกิจและโครงสร้างทางกฎหมายสำหรับ SME

คำตอบหลัก

ก่อนนำร่อง ให้เขียนเป้าหมาย ตัวชี้วัด และเงื่อนไขหยุดล่วงหน้า ทำสัญญานำร่องแบบมีกำหนดเวลาและไม่ต่ออายุอัตโนมัติ ตรวจสัญญาเดิมที่อาจชนกับการทดลอง ขอความยินยอมจากพนักงานที่ได้รับผลกระทบ และตรวจว่ากิจกรรมใหม่อยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัท หากไม่อยู่ ให้แก้ไขวัตถุประสงค์ตามขั้นตอน

หลักกฎหมาย วัตถุประสงค์ของบริษัทเป็นรายการในหนังสือบริคณห์สนธิ การแก้ไขต้องใช้มติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1145 และต้องขอจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันลงมติตามมาตรา 1146 ส่วนการเปลี่ยนสภาพการจ้างที่เป็นผลร้ายแก่ลูกจ้างต้องคำนึงถึงความยินยอมของลูกจ้างและพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ขณะที่สัญญาเดิมกับลูกค้าหรือคู่ค้าผูกพันตามที่ตกลงกัน ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเรียกว่าทดลองหรือไม่

มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา ปัญหาส่วนใหญ่ของโครงการนำร่องไม่ได้เกิดจากโมเดลใหม่ล้มเหลว แต่เกิดจากกรอบของการทดลองไม่ชัด การเขียนเงื่อนไขหยุดและวันสิ้นสุดตั้งแต่ต้น ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าอะไรคือความสำเร็จ และเมื่อใดควรจบ

1. ออกแบบการนำร่องและเงื่อนไขหยุดล่วงหน้า

โครงการนำร่องที่ดีเริ่มจากคำถามเดียวที่ต้องการคำตอบ เช่น ลูกค้ากลุ่มนี้ยอมจ่ายรายเดือนจริงหรือไม่ ไม่ใช่การเปิดโมเดลใหม่ทุกด้านพร้อมกัน ให้เขียนเป็นเอกสารภายในอย่างน้อยหนึ่งหน้า

  • คำถามที่ต้องการตอบ และสมมติฐานที่จะทดสอบ
  • ขอบเขต ลูกค้ากลุ่มใด พื้นที่ใด ช่องทางใด จำนวนเท่าใด
  • ระยะเวลาแน่นอน วันเริ่มและวันสิ้นสุด
  • ตัวชี้วัดสำเร็จและล้มเหลว กำหนดเป็นตัวเลขหรือเหตุการณ์ที่ตรวจได้ เขียนไว้ก่อนเริ่ม เพื่อไม่ปรับเกณฑ์ตามผลที่ออกมา
  • เงื่อนไขหยุดก่อนกำหนด เช่น ร้องเรียนจากลูกค้า ความเสี่ยงด้านกฎหมาย ต้นทุนเกินวงเงินที่ตั้ง หรือเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล
  • ผู้มีอำนาจตัดสินใจ ใครตัดสินว่าจะหยุด ขยาย หรือเลิก
  • วงเงินที่ยอมเสีย เพดานค่าใช้จ่ายสูงสุดที่ผู้บริหารอนุมัติ

เอกสารนี้ไม่ต้องเป็นทางการมาก แต่ควรให้ผู้บริหารหรือกรรมการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะเป็นหลักฐานว่าการตัดสินใจทำด้วยข้อมูลและเจตนาสุจริต หากภายหลังเกิดข้อโต้แย้งภายในบริษัท

2. สัญญานำร่องกับลูกค้า

การเรียกว่านำร่องหรือทดลองใช้ ไม่ได้แปลว่าไม่มีสัญญา ข้อตกลงด้วยวาจาหรือข้อความสั้น ๆ ยังเป็นสัญญาได้ และอาจถูกตีความต่างกัน ให้ทำสัญญาสั้น ๆ ที่มีหัวข้อต่อไปนี้

  • วัตถุประสงค์และขอบเขต ลูกค้าได้ใช้อะไร และบริษัทจะทดสอบอะไร
  • ระยะเวลาแน่นอนและไม่ต่ออายุอัตโนมัติ เมื่อสิ้นสุด สัญญาจบลงเอง การเปลี่ยนเป็นสัญญาถาวรต้องทำใหม่เป็นหนังสือ
  • ค่าตอบแทนช่วงทดลอง ระบุชัดว่าเป็นราคาเฉพาะช่วงนำร่อง และไม่ผูกพันราคาหลังจากนั้น
  • ข้อมูล ใครเป็นเจ้าของข้อมูลที่เกิดระหว่างทดลอง ใช้ได้เพื่ออะไร ใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล และต้องลบหรือคืนเมื่อสิ้นสุดอย่างไร ตรวจตามแนวทางในรายการตรวจ PDPA
  • ทรัพย์สินทางปัญญา ผลงาน ข้อเสนอแนะ และสิ่งที่พัฒนาระหว่างทดลองเป็นของใคร และลูกค้าให้สิทธิใช้ข้อเสนอแนะหรือไม่
  • ความลับ ข้อมูลที่แต่ละฝ่ายเปิดเผยให้กันระหว่างทดลอง
  • สิทธิยุติ ทั้งสองฝ่ายยุติได้ก่อนกำหนดด้วยการแจ้งล่วงหน้าหรือเมื่อเกิดเหตุที่กำหนด
  • ความรับผิด จำกัดความรับผิดตามความเสี่ยงของการทดลอง และระบุว่าบริการช่วงทดลองอาจยังไม่ถึงมาตรฐานเต็ม

หากโมเดลใหม่เป็นสัญญาบริการรายเดือนในที่สุด ใช้โครงจากMSA และ SLA สำหรับสัญญาบริการรายเดือน เมื่อปรับเป็นสัญญาถาวร และหากเป็นการตั้งราคาบริการแบบใหม่ ดูตั้งราคางานบริการ เหมา รายชั่วโมง หรือรายเดือน

3. อย่าให้การทดลองชนข้อตกลงเดิม

ก่อนเริ่มนำร่อง ให้ไล่สัญญาที่มีอยู่และตั้งคำถามว่าการทดลองอยู่ในข้อห้ามใดหรือไม่

ข้อสัญญาเดิมความเสี่ยงต่อการทดลอง
ข้อผูกขาด (exclusivity)ห้ามขายหรือให้บริการแบบเดียวกันผ่านช่องทางอื่นหรือกับลูกค้ารายอื่น
ข้อห้ามขายในพื้นที่หรือช่องทางที่กำหนดการทดลองในพื้นที่หรือช่องทางที่ถูกจัดสรรให้ตัวแทนรายอื่น
ข้อลูกค้าได้ราคาดีที่สุด (most-favoured-customer)ราคาทดลองที่ต่ำกว่า อาจทำให้ลูกค้ารายเดิมอ้างสิทธิได้ราคาเดียวกัน
ข้อห้ามแข่งขันหรือห้ามเปิดเผยข้อมูลกับบุคคลที่สามเปิดเผยข้อมูลหรือขายให้กลุ่มที่คู่สัญญาเดิมถือว่าเป็นคู่แข่ง
ข้อจำกัดการใช้เครื่องหมายการค้าหรือซอฟต์แวร์ของผู้อื่นใช้ในรูปแบบใหม่นอกขอบเขตใบอนุญาต
สัญญาเช่าและวัตถุประสงค์ของสถานที่ใช้พื้นที่ทำกิจกรรมใหม่ที่เกินที่ตกลงกับผู้ให้เช่า

ไม่ใช่ทุกข้อจะอยู่ในสัญญาทุกฉบับ จึงต้องอ่านของจริง หากเข้าข่าย ให้เลือกหนึ่งในทางต่อไปนี้ คือขอหนังสือยินยอมจากคู่สัญญาเดิมก่อนเริ่ม ปรับการทดลองให้อยู่นอกขอบเขตของข้อห้าม หรือเลื่อนไปจนกว่าสัญญาเดิมจะหมด

สำหรับสัญญากับลูกค้ารายใหญ่ที่มักมีข้อเหล่านี้ ดูตรวจสัญญาลูกค้ารายใหญ่ก่อนเซ็น และถ้ามีข้อสงสัยว่าสัญญาไหนต้องอนุมัติภายในก่อน ดูขั้นตอนทบทวนและอนุมัติสัญญาเมื่อไม่มีฝ่ายกฎหมาย

4. พนักงาน: ทดลองได้แต่ต้องได้รับความยินยอม

โมเดลใหม่มักกระทบคนทำงาน เช่น ย้ายหน้าที่ เปลี่ยนวิธีคิดค่าตอบแทน หรือให้ทำงานในรูปแบบอื่น ประเด็นสำคัญมีดังนี้

  • การเปลี่ยนสภาพการจ้างที่เป็นผลร้าย เช่น ลดค่าจ้าง ลดสวัสดิการ หรือเปลี่ยนตำแหน่งในทางเสียเปรียบ โดยทั่วไปต้องได้รับความยินยอมของลูกจ้าง และต้องไม่ต่ำกว่าสิทธิขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
  • การทดลองระบบค่าตอบแทนแบบใหม่ เช่น คอมมิชชันหรือเป้าหมาย ควรทำเป็นข้อตกลงเป็นหนังสือที่ระบุช่วงทดลองและสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุด เพราะหากนายจ้างไม่ระบุ ลูกจ้างอาจอ้างว่าเงื่อนไขช่วงทดลองกลายเป็นเงื่อนไขการจ้างถาวร ดูออกแบบ KPI และค่าคอมมิชชันฝ่ายขาย
  • การหักค่าจ้างเพื่อชดเชยผลทดลอง ห้ามหักค่าจ้างโดยไม่เข้าข้อยกเว้นของกฎหมาย ดูหักเงินเดือนลูกจ้าง ข้อจำกัดของนายจ้าง
  • การจ้างบุคคลภายนอกมาทำโครงการ ต้องแยกให้ชัดว่าเป็นลูกจ้างหรือผู้รับจ้างอิสระ ตามลักษณะความสัมพันธ์จริง ดูฟรีแลนซ์ระยะยาวกับลูกจ้าง
  • ข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน หากโครงการนำร่องใช้เครื่องมือติดตามผลงาน ต้องแจ้งวัตถุประสงค์และขอบเขตตามหลัก PDPA

หากการทดลองเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการทำงานที่ระบุในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ควรตรวจว่าต้องแก้ไขข้อบังคับและประกาศให้พนักงานทราบหรือไม่

5. เมื่อกิจกรรมใหม่อยู่นอกวัตถุประสงค์ของบริษัท (มาตรา 1145 และ 1146)

บริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ที่จดไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ แม้ปัจจุบันการทำกิจกรรมนอกวัตถุประสงค์ในทางปฏิบัติไม่ได้ทำให้การกระทำของบริษัทเป็นโมฆะเสมอไป แต่ควรแก้ไขให้ตรงเพื่อลดความเสี่ยงกับผู้ถือหุ้น หน่วยงานรัฐ สถาบันการเงิน และคู่ค้าที่ตรวจเอกสารบริษัท ขั้นตอนโดยย่อ

  1. กรรมการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นและส่งหนังสือนัดประชุมตามที่กฎหมายและข้อบังคับกำหนด
  2. ผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษเพื่อแก้ไขวัตถุประสงค์ ตามมาตรา 1145 ซึ่งต้องใช้เสียงข้างมากในระดับที่กฎหมายกำหนดสำหรับมติพิเศษ
  3. จดทะเบียนการแก้ไขภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ลงมติ ตามมาตรา 1146
  4. หากต้องมีผลต่อภาษี ใบอนุญาต หรือรายการจดทะเบียนอื่น ให้แก้ไขตามไปด้วย

รายละเอียดการแก้ไขหลังจดทะเบียนอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงรายการบริษัทหลังจดทะเบียน ควรวางเวลาให้พอ เพราะต้องนัดประชุมล่วงหน้า หากต้องการเริ่มทดลองทันที อาจเริ่มจากกิจกรรมที่อยู่ในวัตถุประสงค์เดิมไปก่อน แล้วขยายหลังแก้ไขเสร็จ

ข้อควรระวังคือกิจกรรมบางประเภทต้องมีใบอนุญาตเฉพาะ เช่น กิจการที่อยู่ภายใต้หน่วยงานกำกับ แม้วัตถุประสงค์ในหนังสือบริคณห์สนธิจะครอบคลุมแล้วก็ตาม จึงควรตรวจก่อนเปิดทดลอง

6. ผู้ถือหุ้นต่างชาติ และพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

หากโมเดลใหม่เป็นบริการ การค้า หรือกิจกรรมที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 การที่บริษัทมีผู้ถือหุ้นต่างชาติหรือเป็นบริษัทที่นับเป็นคนต่างด้าว อาจทำให้ต้องขอใบอนุญาตก่อนประกอบกิจการนั้น แม้เพียงทดลองก็ตาม ประเด็นที่ควรตรวจ

  • กิจกรรมใหม่เข้าบัญชีใดของกฎหมาย และมีข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขอย่างไร
  • สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติทำให้บริษัทมีสถานะเป็นคนต่างด้าวหรือไม่
  • การถือหุ้นแทนหรือการใช้ผู้ถือหุ้นไทยแบบไม่แท้จริงเป็นความเสี่ยงสูง ไม่ควรใช้เพื่อเลี่ยงกฎหมาย

รายละเอียดดูใบอนุญาตธุรกิจต่างด้าวสำหรับบริษัทบริการ และถือหุ้นต่างชาติเต็มจำนวนในไทย

7. สถานะ VAT และภาษี

โมเดลใหม่อาจเปลี่ยนโครงสร้างรายได้และผลทางภาษี ควรตรวจกับผู้ทำบัญชีก่อนเปิดทดลอง โดยไม่ต้องรอผลสรุป

  • การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม รายได้จากโมเดลใหม่ทำให้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และบริษัทจดทะเบียนอยู่แล้วหรือไม่
  • ชนิดรายได้ รายได้จากบริการต่างประเทศอาจเข้าเงื่อนไขอัตราศูนย์ ดูส่งออกบริการและ VAT อัตราศูนย์
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค่าตอบแทนช่วงนำร่องที่ลูกค้านิติบุคคลจ่ายอาจถูกหักภาษี ต้องรับหนังสือรับรองไว้
  • รายจ่ายของโครงการ เก็บเอกสารให้ตรงกับกิจกรรมที่ทดลอง เพื่อใช้ลดหย่อนหรือรับรู้ค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์

คู่มือนี้ไม่ระบุอัตราหรือจำนวน เพราะเปลี่ยนแปลงได้ ให้ตรวจตามประกาศล่าสุดของกรมสรรพากร

8. ตัวอย่างสมมติ

สมมติว่าบริษัทจัดจำหน่ายอุปกรณ์แห่งหนึ่งต้องการทดลองเปลี่ยนจากขายขาดเป็นเช่ารายเดือนกับลูกค้า ๕ ราย ก่อนเริ่มต้องทำสิ่งต่อไปนี้

  1. เขียนเป้าหมายและเงื่อนไขหยุดล่วงหน้า เช่น หยุดเมื่อลูกค้าเกินจำนวนที่กำหนดยกเลิก
  2. ตรวจสัญญาตัวแทนจำหน่ายเดิม ว่าห้ามให้เช่าอุปกรณ์รุ่นเดียวกันในเขตที่ผูกขาดหรือไม่
  3. ทำสัญญานำร่องสามเดือนกับแต่ละราย ไม่ต่ออายุอัตโนมัติ
  4. พนักงานขายที่ปรับวิธีคิดค่าตอบแทนช่วงทดลอง ทำข้อตกลงเป็นหนังสือ
  5. ตรวจวัตถุประสงค์ของบริษัทว่าครอบคลุมการให้เช่าหรือไม่ หากไม่ครอบคลุม ประชุมแก้ไขและจดทะเบียน
  6. ปรึกษาผู้ทำบัญชีเรื่องการรับรู้รายได้และ VAT ของค่าเช่า

ตัวอย่างนี้เป็นสมมติเพื่อแสดงลำดับการคิด ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะกรณี

9. เช็กลิสต์ก่อนเริ่มโครงการนำร่อง

  • เขียนคำถามที่ต้องการตอบ ตัวชี้วัดสำเร็จและล้มเหลว และเงื่อนไขหยุดก่อนเริ่ม
  • ผู้บริหารหรือกรรมการอนุมัติเป้าหมายและวงเงินเป็นลายลักษณ์อักษร
  • ทำสัญญานำร่องที่มีระยะเวลาแน่นอน ไม่ต่ออายุอัตโนมัติ
  • กำหนดเรื่องข้อมูล ทรัพย์สินทางปัญญา และความลับในสัญญานำร่อง
  • ไล่ตรวจสัญญาเดิมเรื่องผูกขาด พื้นที่ ราคาดีที่สุด และข้อห้ามอื่น
  • ได้ความยินยอมเป็นหนังสือจากพนักงานที่ได้รับผลกระทบในทางเสียเปรียบ
  • ตรวจว่ากิจกรรมอยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัท หากไม่ ดำเนินการแก้ไขตามมติพิเศษและจดทะเบียน
  • ตรวจใบอนุญาตเฉพาะและข้อจำกัดตามกฎหมายธุรกิจต่างด้าวเมื่อเกี่ยวข้อง
  • ตรวจสถานะ VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับผู้ทำบัญชี
  • กำหนดวันทบทวนผลและผู้ตัดสินใจเมื่อสิ้นสุดนำร่อง

อ่านเพิ่มเติม

โครงการนำร่องที่ดีมีวันสิ้นสุด เงื่อนไขหยุด และสัญญาที่ไม่ชนข้อตกลงเดิมเขียนไว้ก่อนเริ่มทดลอง จึงเปลี่ยนโมเดลได้โดยไม่เสี่ยงข้อพิพาทที่ไม่จำเป็น

เราช่วยร่างสัญญานำร่อง ตรวจสัญญาเดิมที่อาจชนกับการทดลอง และดำเนินการแก้ไขวัตถุประสงค์บริษัท ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ สัญญาและเอกสาร และ จดทะเบียนและเปลี่ยนแปลงบริษัท


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

ทำโครงการนำร่องกับลูกค้าต้องมีสัญญาหรือไม่+

ควรมี แม้โครงการจะสั้นและยังไม่เก็บเงินเต็ม สัญญานำร่องควรระบุเป้าหมายและตัวชี้วัด ระยะเวลาแน่นอน การไม่ต่ออายุอัตโนมัติ ใครเป็นเจ้าของข้อมูลและผลงานที่เกิดระหว่างทดลอง การรักษาความลับ และสิทธิของทั้งสองฝ่ายในการยุติ เพื่อไม่ให้การทดลองกลายเป็นข้อผูกพันถาวรโดยไม่ตั้งใจ

บริษัทมีสัญญาผูกขาดหรือสัญญาลูกค้าที่ให้ราคาดีที่สุดอยู่ จะทดลองขายแบบใหม่ได้หรือไม่+

ควรอ่านสัญญาเดิมก่อนเริ่ม ข้อผูกขาด ข้อห้ามขายในพื้นที่หรือช่องทางที่กำหนด และข้อลูกค้าได้รับราคาดีที่สุด อาจครอบคลุมการทดลองด้วย แม้ผู้ทดลองจะเรียกว่านำร่อง หากไม่แน่ใจ ควรขอหนังสือยินยอมจากคู่สัญญาเดิมหรือออกแบบการทดลองให้อยู่นอกขอบเขตข้อห้าม

ทดลองให้พนักงานเปลี่ยนหน้าที่หรือรูปแบบค่าตอบแทนในโครงการนำร่อง ทำได้หรือไม่+

การเปลี่ยนสภาพการจ้างที่เป็นผลร้ายแก่ลูกจ้าง เช่น ลดค่าจ้าง ลดสวัสดิการ หรือเปลี่ยนตำแหน่งในทางที่เสียเปรียบ โดยทั่วไปต้องได้รับความยินยอมของลูกจ้าง และต้องไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด การอ้างว่าเป็นเพียงทดลองไม่ทำให้นายจ้างเปลี่ยนเงื่อนไขได้เอง จึงควรทำข้อตกลงเป็นหนังสือและกำหนดระยะเวลาทดลองให้ชัด

ถ้าโมเดลใหม่อยู่นอกวัตถุประสงค์ของบริษัท ต้องแก้ไขอย่างไรและเมื่อไร+

วัตถุประสงค์ของบริษัทอยู่ในหนังสือบริคณห์สนธิ การแก้ไขต้องใช้มติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1145 และต้องจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ลงมติตามมาตรา 1146 ควรพิจารณาเวลาให้สอดคล้องกับแผนทดลอง เพราะหากต้องการทดลองทันที อาจเริ่มด้วยกิจกรรมที่อยู่ในวัตถุประสงค์เดิมไปก่อน ระหว่างที่ดำเนินการแก้ไข

โมเดลใหม่เกี่ยวกับการให้บริการแก่ลูกค้าต่างประเทศหรือมีผู้ถือหุ้นต่างชาติ ต้องดูกฎหมายใดเพิ่ม+

ควรตรวจพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ว่ากิจกรรมใหม่เป็นธุรกิจที่คนต่างด้าวทำได้หรือไม่ และกิจการเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทต่างด้าวหรือไม่ นอกจากนี้ ควรตรวจสถานะภาษีมูลค่าเพิ่มว่ารายได้ใหม่ทำให้ต้องจดทะเบียนหรือเปลี่ยนวิธีออกใบกำกับภาษีหรือไม่

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา