เจ้าของธุรกิจบริการ เช่น เอเจนซี สำนักงานบัญชี ที่ปรึกษา ช่างติดตั้ง หรือผู้พัฒนาระบบ ต้องเลือกวิธีคิดราคาตั้งแต่ใบเสนอราคาแรก จะเหมาจ่ายทั้งงาน คิดรายชั่วโมง หรือเก็บเป็นรายเดือน แต่ละแบบเปลี่ยนความเสี่ยงและกระแสเงินสดของทั้งสองฝ่าย และที่สำคัญคือเปลี่ยนสิ่งที่สัญญาต้องเขียน
ปัญหาจริงมักเกิดตอนลูกค้าขอแก้งานไม่รู้จบในราคาเหมา ตอนลูกค้าถามว่าชั่วโมงเดือนนี้ที่ไม่ได้ใช้หายไปไหน หรือตอนมัดจำที่รับมาถูกเรียกคืนหลังลูกค้ายกเลิก คู่มือนี้พูดถึงวิธีตั้งราคาในมุมที่ต้องปรากฏในสัญญา ไม่ได้พูดเรื่องค่าบริการของสำนักงานกฎหมาย ซึ่งอยู่ในบทความปัจจัยในการเสนอราคาที่ปรึกษากฎหมายรายเดือน
คำตอบหลัก
ไม่มีแบบราคาที่ดีที่สุดสำหรับทุกงาน ให้เลือกตามความชัดเจนของขอบเขตงาน งานที่ขอบเขตชัดเหมาะกับราคาเหมา งานที่ปริมาณไม่แน่นอนเหมาะกับรายชั่วโมง และงานที่ต่อเนื่องเป็นประจำเหมาะกับรายเดือน แต่ไม่ว่าเลือกแบบใด สัญญาต้องเขียนขอบเขต วิธีขอแก้งาน เกณฑ์ส่งมอบ และการเรียกเงินให้ชัด
หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 กำหนดว่าการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้วและเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา ส่วนมาตรา 378 วางหลักการคืน การใช้เป็นการชำระหนี้บางส่วน และการริบมัดจำ เมื่อไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น นอกจากนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่ายของค่าบริการเป็นไปตามประมวลรัษฎากร ซึ่งขึ้นกับสถานะการจดทะเบียนและผู้จ่าย
มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา ราคาที่ผิดพลาดมักแก้ด้วยสัญญาที่ดีกว่า ไม่ใช่ด้วยการเจรจาใหม่ทุกเดือน เขียนสิ่งที่รวมอยู่ในราคา สิ่งที่ไม่รวม และวิธีคิดเงินเพิ่มไว้ก่อนเริ่มงาน แล้วใช้เอกสารขอแก้งานเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง
1. เลือกแบบราคาตามธรรมชาติของงาน
| แบบราคา | เหมาะกับ | ความเสี่ยงหลักของผู้ให้บริการ | ความเสี่ยงหลักของลูกค้า |
|---|---|---|---|
| เหมาจ่าย | ขอบเขตและผลลัพธ์ชัด | ใช้เวลาเกินและแก้งานไม่จบ | ได้งานคุณภาพต่ำถ้าผู้ให้บริการเร่งลดต้นทุน |
| รายชั่วโมงหรือรายวัน | ปริมาณงานไม่แน่นอน | ลูกค้าจำกัดงบหรือโต้แย้งจำนวนชั่วโมง | งบบานปลายโดยคุมไม่ได้ |
| รายเดือน | งานต่อเนื่อง บำรุงรักษา ให้คำปรึกษา | ลูกค้าเรียกใช้เกินที่ตั้งใจ | จ่ายแม้เดือนนั้นไม่ได้ใช้ |
| ผสม (ค่าตั้งต้นและรายเดือน) | งานที่ต้องติดตั้งแล้วดูแลต่อ | ต้องแยกงานสองช่วงให้ชัด | ผูกพันเป็นเวลานานกว่าที่คิด |
เมื่อธุรกิจต้องการเปลี่ยนจากงานครั้งเดียวเป็นรายได้ประจำ ดูจากงานครั้งเดียวเป็นรายได้รายเดือน และเมื่อเลือกงานที่รับเพราะกำไรจริง ดูงานเยอะแต่กำไรน้อย
2. ราคาเหมา: ขอบเขตงานคือราคา
ราคาเหมาไม่ได้ซื้องานทั้งหมดที่ลูกค้านึกถึง แต่ซื้องานที่เขียนไว้ ปัญหาเกิดเมื่อคำว่า "ตามที่คุยกัน" หรือ "จนกว่าลูกค้าพอใจ" เป็นขอบเขต ให้เขียนดังนี้
- รายการส่งมอบ ระบุเป็นข้อ ๆ ว่าจะได้อะไร ในรูปแบบใด
- เกณฑ์ที่ถือว่าเสร็จ เช่น ผ่านการตรวจรับตามรายการหรือไม่คัดค้านภายในเวลาที่กำหนด
- จำนวนรอบแก้ไขที่รวมในราคา เกินจากนั้นคิดตามอัตราที่ตกลงไว้
- สิ่งที่ลูกค้าต้องให้ เช่น ข้อมูล เอกสาร การอนุมัติ ภายในกี่วัน และผลของความล่าช้าฝั่งลูกค้าต่อกำหนดส่งและต่อการเรียกเงิน
- สิ่งที่ไม่รวม เขียนรายการสิ่งที่มักถูกเข้าใจผิดว่ารวมอยู่ด้วย
ตัวอย่างข้อความเรื่องรอบแก้ไข (ปรับตามงานจริง)
ราคาตามสัญญานี้รวมการแก้ไขงานตามความเห็นของลูกค้าไม่เกินจำนวนรอบที่ระบุในใบเสนอราคา
การแก้ไขเกินจำนวนรอบ หรือการเปลี่ยนแปลงที่อยู่นอกขอบเขตงาน ผู้ให้บริการจะแจ้งประมาณการ
ค่าบริการเพิ่มเป็นหนังสือ และเริ่มดำเนินการเมื่อลูกค้ายืนยันเป็นหนังสือ
เมื่อผู้รับงานไปแบกงานเพิ่มโดยไม่มีหลักฐาน ผู้ให้บริการจะพิสูจน์ได้ยากว่าลูกค้าตกลงจ่ายเพิ่ม ดูงานเยอะแต่กำไรน้อย
3. รายชั่วโมง: บันทึกเวลาและกรอบงบ
ราคารายชั่วโมงดูตรงไปตรงมา แต่เป็นแบบที่เกิดข้อโต้แย้งเรื่องหลักฐานมากที่สุด
- วิธีบันทึกเวลา ใครบันทึก ด้วยระบบอะไร ความละเอียดขั้นต่ำเท่าใด (เช่น เป็นช่วงสิบห้านาทีหรือครึ่งชั่วโมง)
- การรายงานต่อลูกค้า ส่งรายงานรายสัปดาห์หรือรายเดือน และให้ลูกค้าแย้งภายในกี่วัน หลังจากนั้นถือว่ายอมรับ
- งบประมาณสูงสุดและการแจ้งเตือน ตกลงว่าเมื่อใช้ชั่วโมงถึงสัดส่วนหนึ่งของงบ ผู้ให้บริการต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนทำต่อ
- งานด่วนและนอกเวลา อัตราพิเศษ และใครอนุมัติ
- ชั่วโมงเดินทางและค่าใช้จ่ายที่เบิกคืน ระบุว่าคิดหรือไม่ และเบิกด้วยหลักฐานอย่างไร
บริษัทผู้ให้บริการควรเก็บบันทึกเวลาและอีเมลสั่งงานไว้ เพราะถ้าลูกค้าโต้แย้งยอด บันทึกคือหลักฐานหลัก
4. รายเดือน: ซื้ออะไรกันแน่
แพ็กเกจรายเดือนมีสองความหมายที่ต่างกัน และสัญญาต้องเลือก
- ค่าพร้อมให้บริการ ลูกค้าจ่ายเพื่อให้ผู้ให้บริการสำรองคนและเวลา แม้เดือนนั้นลูกค้าไม่ได้ใช้ ชั่วโมงที่ไม่ใช้หมดอายุ
- ค่าชั่วโมงที่ซื้อล่วงหน้า ลูกค้าจ่ายสำหรับชั่วโมงจำนวนหนึ่ง ชั่วโมงที่ไม่ใช้อาจยกไปหรือคืนเงิน
หากไม่เขียน ลูกค้ามักเข้าใจแบบที่สองและผู้ให้บริการเข้าใจแบบแรก ให้เขียนเรื่องต่อไปนี้
- ขอบเขตของแต่ละเดือน รายการงานที่รวม และงานนอกแพ็กเกจที่คิดเพิ่ม
- ชั่วโมงหรือคำขอที่ใช้ไม่หมด หมดอายุสิ้นเดือน ยกไปได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนด หรือคืนในกรณีใด
- การใช้เกินแพ็กเกจ คิดตามอัตราต่อชั่วโมงเท่าใด และต้องได้รับอนุมัติก่อนหรือไม่
- ระยะเวลาขั้นต่ำและการต่ออายุ ผูกพันกี่เดือน ต่ออัตโนมัติหรือไม่ และบอกเลิกล่วงหน้าอย่างไร
- การปรับราคา ผู้ให้บริการปรับราคาได้เมื่อใดและต้องแจ้งล่วงหน้านานเท่าใด
รายละเอียดเรื่องสัญญาบริการรายเดือน ระดับบริการ และการจำกัดความรับผิด อยู่ในMSA และ SLA สำหรับสัญญาบริการรายเดือน ส่วนเรื่องแบบสมาชิกของซอฟต์แวร์ดูตั้งราคา SaaS และสัญญาแบบสมาชิก
5. การเปลี่ยนแปลงงานและงานเพิ่ม (change request)
ทุกแบบราคาต้องมีขั้นตอนเดียวกัน คือเมื่อลูกค้าขอสิ่งใหม่ ให้มีเอกสารสั้น ๆ ที่ตอบสี่ข้อ
- ขอเพิ่มหรือเปลี่ยนอะไร
- กระทบกำหนดส่งอย่างไร
- ค่าบริการเพิ่มเท่าใด (เขียนจำนวนจริงในเอกสารนั้น)
- ใครอนุมัติฝั่งลูกค้า และอนุมัติด้วยช่องทางใด
ต้องกำหนดว่าผู้ใดมีอำนาจอนุมัติแทนลูกค้า ถ้าลูกค้าเป็นบริษัท ผู้ที่สั่งงานทางไลน์อาจไม่ใช่ผู้มีอำนาจจ่ายเงิน ควรให้ผู้มีอำนาจอนุมัติหรือยืนยันตามระดับที่ตกลงไว้ ดูใครผูกพันบริษัทได้ เมื่อข้อตกลงเสียงเดียวเกิดจากพนักงานระดับล่าง
6. มัดจำและงวดเงิน (มาตรา 377 และ 378)
งานบริการควรเก็บเงินเป็นงวดตามความคืบหน้า แทนการรอปิดงาน เพื่อไม่แบกต้นทุนทั้งโครงการ แนวคิดเรื่องกระแสเงินสดอยู่ที่กำไรแต่เงินไม่พอ
เงินที่รับล่วงหน้ามีสองความหมายทางกฎหมายที่ต่างกัน
- มัดจำ ตามมาตรา 377 เป็นการให้ไว้เมื่อเข้าทำสัญญา เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาเกิดขึ้นและเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา มาตรา 378 วางหลักเมื่อไม่ตกลงเป็นอย่างอื่น ให้ส่งคืนหรือใช้เป็นการชำระหนี้บางส่วนเมื่อชำระหนี้ ให้ริบเมื่อฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้หรือถูกเลิกสัญญาเพราะความผิดของตน และให้ส่งคืนเมื่อฝ่ายที่รับมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้
- เงินงวดล่วงหน้า คือการชำระค่าบริการส่วนหนึ่งตามกำหนดเวลาที่ตกลง ไม่ได้มีหน้าที่ประกันการปฏิบัติสัญญาโดยตัวมันเอง
ดังนั้นควรเขียนในสัญญาและใบเสร็จว่าเงินก้อนแรกคือ "มัดจำ" หรือ "ค่าบริการงวดที่ 1" พร้อมผลเมื่อลูกค้ายกเลิกกลางคัน และเมื่อผู้ให้บริการเป็นฝ่ายผิด ตัวบทเป็นหลักทั่วไปเมื่อไม่ได้ตกลงไว้ การกำหนดเองในสัญญาจึงสำคัญ และหากข้อตกลงริบสูงเกินสมควร ศาลอาจใช้อำนาจพิจารณาตามหลักเรื่องเบี้ยปรับ จึงไม่ควรตั้งสูงเกินความเสียหายที่คาดได้จริง
7. VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ไม่ระบุอัตราในคู่มือนี้)
ประเด็นที่ควรเขียนและตรวจกับผู้ทำบัญชี
- ราคารวมหรือไม่รวม VAT หากผู้ให้บริการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรเขียนชัดในใบเสนอราคาและสัญญา เพื่อไม่ให้ผู้ให้บริการต้องแบกภาษีภายหลัง
- จังหวะการออกใบกำกับภาษีของงานบริการ จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของบริการมักผูกกับการรับชำระเงิน ตรวจประมวลรัษฎากรและแนวปฏิบัติของกรมสรรพากรกับผู้ทำบัญชี แล้วให้ใบกำกับภาษีออกตรงรอบ
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อลูกค้าเป็นนิติบุคคลที่มีหน้าที่หักภาษี ผู้ให้บริการจะได้รับเงินน้อยกว่ายอดตามใบแจ้งหนี้ เขียนในสัญญาให้ชัดว่าลูกค้าต้องส่งหนังสือรับรองการหักภาษีภายในเวลาที่กำหนด เพื่อให้ผู้ให้บริการนำไปใช้เป็นเครดิตภาษี
- ลูกค้าต่างประเทศ อาจใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มต่างจากปกติหากเข้าเงื่อนไข ดูให้บริการลูกค้าต่างประเทศ VAT ศูนย์
อัตราและเงื่อนไขอ้างอิงจากประมวลรัษฎากรและประกาศล่าสุดของกรมสรรพากร ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรตรวจกับผู้ทำบัญชีก่อนใช้
8. เลิกกลางคัน ชำระช้า และการใช้เกินขอบเขต
สามเรื่องที่ควรมีในสัญญาทุกแบบ
- การยกเลิกกลางคัน ลูกค้าต้องจ่ายค่างานที่ทำแล้วตามสัดส่วนหรือตามความคืบหน้าอย่างไร ผู้ให้บริการต้องส่งมอบผลงานระหว่างทางหรือไม่ และเงินมัดจำจัดการอย่างไร
- การชำระล่าช้า กำหนดวันครบกำหนด ผลของการล่าช้า และสิทธิพักการให้บริการเมื่อค้างชำระ หากลูกค้าไม่จ่าย ดูใบแจ้งหนี้ค้างชำระจากลูกค้าธุรกิจ
- การใช้เกินขอบเขต ผลงานที่ส่งมอบแล้วแต่ยังไม่ได้ชำระค่าบริการ ลิขสิทธิ์หรือสิทธิใช้งานยังเป็นของผู้ให้บริการจนกว่าชำระเงินครบ เป็นข้อที่ควรเขียนไว้ชัด
9. ตัวอย่างสมมติเพื่อเลือกแบบราคา
สมมติว่าเอเจนซีออกแบบเว็บไซต์ได้รับงานจากลูกค้า ๓ ราย รายแรกต้องการเว็บไซต์หนึ่งชุดที่แบบชัดเจน รายที่สองต้องการปรับปรุงระบบเดิมโดยยังไม่รู้ขอบเขต รายที่สามต้องการดูแลเว็บไซต์ทุกเดือน
- รายแรกใช้ราคาเหมา พร้อมระบุหน้า จำนวนรอบแก้ไข และงวดเงิน
- รายที่สองเริ่มด้วยการประเมินแบบรายชั่วโมงในกรอบงบที่ตกลง แล้วเปลี่ยนเป็นราคาเหมาเมื่อขอบเขตชัด
- รายที่สามใช้ราคารายเดือน โดยกำหนดงานประจำที่รวม ช่องทางแจ้งปัญหา และชั่วโมงงานเพิ่มที่คิดแยก
ตัวอย่างนี้เป็นสมมติ เพื่อแสดงว่าแต่ละแบบราคาเรียกร้องข้อสัญญาต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย
10. เช็กลิสต์ก่อนส่งใบเสนอราคา
- เลือกแบบราคาที่สอดคล้องกับความชัดเจนของขอบเขตงาน
- เขียนรายการส่งมอบ เกณฑ์ที่ถือว่าเสร็จ และสิ่งที่ไม่รวมในราคา
- กำหนดจำนวนรอบแก้ไขที่รวมและขั้นตอนขอแก้งานเพิ่มเป็นลายลักษณ์อักษร
- รายชั่วโมง: ระบุวิธีบันทึกเวลา รายงาน และกรอบงบ
- รายเดือน: ระบุว่าเป็นค่าพร้อมให้บริการหรือค่าชั่วโมงล่วงหน้า และชั่วโมงที่ไม่ใช้
- แยกให้ชัดว่าเงินก้อนแรกเป็นมัดจำหรือค่างวด พร้อมผลเมื่อยกเลิก
- ระบุผู้มีอำนาจอนุมัติของลูกค้า
- ระบุว่าราคารวมหรือไม่รวม VAT และเงื่อนไขหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย
- กำหนดผลของการชำระล่าช้าและสิทธิพักบริการ
- ผลงานที่ส่งมอบแล้ว กำหนดว่าสิทธิตกเป็นของลูกค้าเมื่อชำระครบ
อ่านเพิ่มเติม
- MSA และ SLA สำหรับสัญญาบริการรายเดือน สำหรับสัญญากรอบและระดับบริการ
- จากงานครั้งเดียวเป็นรายได้รายเดือน เมื่อต้องการย้ายโมเดลรายได้
- งานเยอะแต่กำไรน้อย เพื่อเลือกงานที่คุ้ม
- ตั้งราคา SaaS และสัญญาแบบสมาชิก เมื่อบริการเป็นซอฟต์แวร์
- ใบแจ้งหนี้ค้างชำระจากลูกค้าธุรกิจ เมื่อลูกค้าไม่จ่าย
- ให้บริการลูกค้าต่างประเทศ VAT ศูนย์ สำหรับลูกค้านอกประเทศ
ราคางานบริการจะปลอดภัยเมื่อขอบเขต การขอแก้งาน เงินมัดจำ และภาษีถูกเขียนไว้ในสัญญาก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่ตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว
เราร่างและตรวจสัญญาบริการ ใบเสนอราคา และเอกสารขอแก้งานให้ธุรกิจบริการ ให้ขอบเขตและเงื่อนไขการจ่ายเงินตรงกับแบบราคาที่ท่านเลือก ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ สัญญาและเอกสาร และ ภาษีและบัญชี
คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

