ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายธุรกิจ

ขายสินค้าอย่างเดียวหรือขายพร้อมบริการหลังการขาย: การรับประกัน ความรับผิด และสัญญาซ่อมบำรุง

เพิ่มบริการติดตั้ง ซ่อมบำรุง และอะไหล่เข้ากับสินค้า ต้องแยกการรับประกันกับค่าบริการ และเข้าใจความรับผิดของผู้ขายตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมกฎหมายธุรกิจ21 ตุลาคม 256911 นาที
ขายสินค้าอย่างเดียวหรือขายพร้อมบริการหลังการขาย: การรับประกัน ความรับผิด และสัญญาซ่อมบำรุง

ร้านขายเครื่องจักรขนาดเล็ก ผู้นำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือผู้ขายอุปกรณ์สำนักงานมักถูกลูกค้าถามคำถามเดิมหลังขาย "ถ้าเสียใครซ่อม ซ่อมเมื่อไร มีอะไหล่ไหม" ผู้ขายบางรายตอบด้วยการรับซ่อมฟรีทุกอย่างเพื่อรักษาความสัมพันธ์ จนต้นทุนหลังการขายกินกำไรของการขาย บางรายตอบว่า "หมดประกันแล้ว" โดยไม่ได้ตรวจว่ากฎหมายยังให้สิทธิลูกค้าอะไรอยู่

การขายพร้อมบริการหลังการขายเป็นโมเดลที่ทำเงินและสร้างความภักดีได้ แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ขายรับผิดอยู่แล้ว สิ่งที่ผู้ขายสัญญาเพิ่มเป็นการรับประกัน และสิ่งที่ขายเป็นบริการแยกต่างหาก

คำตอบหลัก

ควรแยกเป็นสามชั้น คือ ความรับผิดตามกฎหมาย การรับประกันที่ผู้ขายให้เอง และบริการหลังการขายที่คิดเงิน แต่ละชั้นเขียนไว้ในเอกสารคนละส่วน มีเงื่อนไข ขอบเขต และราคาของตัวเอง ลูกค้าจะเข้าใจว่าได้อะไรโดยไม่คิดว่าซื้อบริการแล้วได้ความคุ้มครองทุกอย่าง

หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 กำหนดให้ผู้ขายรับผิดเมื่อทรัพย์สินที่ขายชำรุดบกพร่องจนเสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่มุ่งใช้ตามปกติหรือตามสัญญา ซึ่งมีอยู่ก่อนหรือในขณะส่งมอบ มาตรา 473 ยกเว้นความรับผิดในบางกรณี เช่น ผู้ซื้อรู้หรือควรรู้ถึงความชำรุดอยู่แล้ว หรือความชำรุดเห็นประจักษ์ในเวลาส่งมอบและผู้ซื้อรับไว้โดยไม่อิดเอื้อน มาตรา 474 ห้ามฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่พบเห็นความชำรุดบกพร่อง มาตรา 483 ให้ตกลงยกเว้นความรับผิดได้ และมาตรา 485 ห้ามอ้างข้อยกเว้นเมื่อผู้ขายรู้ถึงความชำรุดแล้วไม่บอกผู้ซื้อ นอกจากนี้ พ.ร.บ. ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 กำหนดความรับผิดของ "ผู้ประกอบการ" ต่อความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และตามนิยามของกฎหมายนั้น ผู้ประกอบการรวมผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ที่ใส่ชื่อหรือเครื่องหมายของตนบนสินค้า

มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา อย่าใช้ใบรับประกันเป็นเครื่องมือหลบความรับผิด ใช้ให้เป็นเครื่องมือกำหนดขอบเขตสิ่งที่ผู้ขายเต็มใจทำเพิ่ม แล้วขายบริการที่เกินจากนั้นเป็นแพ็กเกจต่างหากที่คิดเงินได้ ถ้าสินค้ามีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย ให้เริ่มจากการตรวจมาตรฐานและฉลากก่อนออกแบบบริการ

1. ทำไมการเพิ่มบริการหลังการขายเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ

เมื่อขายเฉพาะสินค้า ความสัมพันธ์จบเมื่อส่งมอบและรับเงิน ความเสี่ยงที่เหลือคือการรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง เมื่อเพิ่มบริการหลังการขาย ธุรกิจจะมีสิ่งใหม่ที่ต้องบริหาร

  • ต้นทุนคงที่ ช่างบริการ สต็อกอะไหล่ รถบริการ และเครื่องมือทดสอบ
  • ภาระผูกพันระยะยาว ต้องมีอะไหล่และช่างตลอดอายุที่สัญญาไว้
  • รายได้ใหม่ ค่าติดตั้ง ค่าซ่อมบำรุง ค่าอะไหล่ ค่าอบรมการใช้งาน
  • ความเสี่ยงใหม่ หากบริการผิดพลาด จะเกิดความรับผิดทั้งในฐานะผู้ขายและผู้ให้บริการ

จึงควรตัดสินใจก่อนว่าจะทำบริการเอง จ้างศูนย์บริการภายนอก หรือให้ตัวแทนจำหน่ายรับ แล้วจึงเขียนสัญญาให้สอดคล้อง

2. ชั้นที่หนึ่ง ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องตามกฎหมาย

ผู้ขายรับผิดตามกฎหมายแม้ไม่ได้ออกใบรับประกัน หลักที่ต้องรู้มีดังนี้

ประเด็นหลักสำคัญข้อสังเกตเชิงปฏิบัติ
ความชำรุดที่ต้องรับผิดชำรุดบกพร่องจนเสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่การใช้ตามปกติหรือตามสัญญา (มาตรา 472)ความชำรุดต้องมีอยู่ก่อนหรือขณะส่งมอบ ไม่ใช่เกิดจากการใช้ผิดวิธีภายหลัง
ข้อยกเว้นผู้ซื้อรู้หรือควรรู้ ความชำรุดเห็นประจักษ์แล้วรับไว้โดยไม่อิดเอื้อน หรือขายทอดตลาด (มาตรา 473)ให้ลูกค้าตรวจรับสินค้าและลงชื่อรับมอบ จะช่วยพิสูจน์สภาพ ณ วันส่ง
เวลาฟ้องห้ามฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่พบเห็นความชำรุดบกพร่อง (มาตรา 474)นับจากวันที่พบ ไม่ใช่วันซื้อ ผู้ขายจึงไม่ควรเข้าใจว่าพ้นกำหนดรับประกันแล้วจบเรื่อง
ข้อตกลงยกเว้นความรับผิดตกลงกันได้ (มาตรา 483)ต้องเขียนชัดเจน และมีขีดจำกัดตามหัวข้อถัดไป
ข้อยกเว้นที่อ้างไม่ได้ผู้ขายรู้ความชำรุดแล้วไม่บอก (มาตรา 485)อย่าขายของที่รู้ว่ามีปัญหาโดยหวังพึ่งข้อยกเว้น

เนื้อหาของบทบัญญัติข้างต้นควรอ่านจากตัวบทฉบับทางการของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และผลในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เช่น ลักษณะสินค้า การใช้งาน และเวลาที่พบ

3. ชั้นที่สอง การรับประกันที่ผู้ขายให้เอง

ใบรับประกันเป็นคำมั่นเพิ่มเติม ข้อดีคือสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า ข้อเสียคือสิ่งที่เขียนไว้ผูกพันผู้ขาย ควรเขียนให้ชัดใน 6 เรื่อง

  1. ระยะเวลาและจุดเริ่มนับ นับจากวันส่งมอบ วันติดตั้ง หรือวันที่ใช้งานครั้งแรก
  2. สิ่งที่คุ้มครอง ชิ้นส่วนใด ความเสียหายแบบใด และไม่คุ้มครองอะไร เช่น การใช้งานผิดคู่มือ การดัดแปลง การซ่อมโดยผู้ไม่ได้รับมอบหมาย อุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ
  3. วิธีแก้ไข ซ่อม เปลี่ยนชิ้นส่วน เปลี่ยนเครื่อง หรือคืนเงิน และผู้ขายเลือกเอง หรือต้องให้ผู้ซื้อเลือก
  4. ค่าใช้จ่ายเสริม ค่าขนส่ง ค่าเดินทางของช่าง ใครจ่าย
  5. วิธีแจ้งเคลม ช่องทาง เอกสารที่ต้องมี และระยะเวลาที่ผู้ขายจะตอบสนอง
  6. เงื่อนไขที่ลูกค้าต้องทำ เช่น ลงทะเบียน ตรวจตามรอบ ใช้อะไหล่แท้ ซึ่งต้องสมเหตุสมผล

ข้อควรระวัง ผู้ขายที่ขยายการรับประกันเป็นเครื่องมือการตลาดควรทบทวนว่าสัญญากับผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ารับช่วงภาระนั้นด้วยหรือไม่ มิฉะนั้นผู้ขายจะรับภาระเองแม้ผู้ผลิตไม่รับ

4. การจำกัดหรือยกเว้นความรับผิด ทำได้เพียงใด

ข้อสัญญาที่จำกัดความรับผิดมีประโยชน์ แต่ใช้ปัดความรับผิดได้ไม่หมด

  • มาตรา 483 ให้ตกลงยกเว้นได้ แต่มาตรา 485 กันกรณีผู้ขายรู้และปกปิด ผู้ขายที่รู้ความชำรุดอยู่แล้วแต่ไม่เปิดเผยจึงอ้างข้อยกเว้นไม่ได้
  • สัญญาสำเร็จรูป หากผู้ขายร่างเงื่อนไขมาตรฐานให้ลูกค้ายอมรับ พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 อาจจำกัดผลของข้อที่เอาเปรียบเกินสมควร
  • ผู้บริโภค สัญญากับผู้บริโภคอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ขายที่ขายตรงถึงผู้บริโภคควรตรวจเรื่องฉลากและข้อสัญญาด้วย ดูฉลากสินค้าตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
  • ความปลอดภัยของสินค้า ข้อสัญญาไม่ใช่เครื่องมือปัดความรับผิดต่อความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายจากสินค้าไม่ปลอดภัย (หัวข้อถัดไป)

ในทางปฏิบัติ ควรเขียนการจำกัดความรับผิดเป็นข้อที่สมเหตุสมผล เช่น จำกัดความรับผิดต่อความเสียหายทางอ้อมหรือผลกำไรที่สูญเสีย และกำหนดเพดานความรับผิดเป็นสัดส่วนของมูลค่าสินค้า ซึ่งลูกค้าธุรกิจมักยอมรับได้มากกว่าข้อที่ปฏิเสธทุกอย่าง

5. ความรับผิดต่อความเสียหายจากสินค้าไม่ปลอดภัย

สินค้าที่ทำให้ผู้ใช้บาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหายอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ซึ่งวางหลักให้ผู้ประกอบการรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ว่าผู้ประกอบการประมาท ตามนิยามของกฎหมาย ผู้ประกอบการรวมผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ที่ใส่ชื่อหรือเครื่องหมายของตนบนสินค้า ผู้ขายจึงควรตรวจว่าตนอยู่ในนิยามนี้หรือไม่ เช่น ขายสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง

สิ่งที่ธุรกิจที่มีบริการหลังการขายควรทำ

  • ลงทะเบียนผู้ซื้อและเลขล็อตสินค้า เพื่อแจ้งเตือนหรือเรียกคืนได้เมื่อพบปัญหา
  • มีขั้นตอนรับเรื่องร้องเรียนด้านความปลอดภัย แยกจากงานซ่อมทั่วไป
  • บันทึกการซ่อมและการเปลี่ยนชิ้นส่วน เพื่อพิสูจน์ว่าการซ่อมไม่ได้ทำให้สินค้าไม่ปลอดภัย
  • แจ้งคำเตือนและคู่มือ ให้ตรงกับสินค้าจริง
  • ตรวจมาตรฐานบังคับ สินค้าบางประเภทต้องได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมก่อนขาย ดูสินค้าต้องมี มอก. ไหม และถ้าไม่ได้มาตรฐาน ใครรับผิด

อย่าลืมว่าการซ่อมของช่างบริการเองก็เป็นแหล่งความเสี่ยง หากช่างซ่อมผิดวิธีจนเกิดเหตุ ผู้ให้บริการอาจรับผิดตามหลักละเมิดและสัญญา

6. ชั้นที่สาม บริการติดตั้ง ซ่อมบำรุง และอะไหล่ที่ขายแยก

เมื่อบริการเป็นสิ่งที่คิดเงิน ต้องมีสัญญาหรือใบสั่งบริการที่แสดงสิ่งต่อไปนี้

  • ขอบเขตงาน รวมหรือไม่รวมอะไร ความถี่ของการตรวจเช็ก และงานนอกขอบเขตเรียกเก็บอย่างไร
  • เวลาตอบสนองและเวลาแก้ไข แยกกัน อย่าสัญญาเวลาแก้ไขในสิ่งที่ขึ้นกับชิ้นส่วนที่ต้องสั่ง
  • อะไหล่ ใช้อะไหล่แท้หรือเทียบเท่า สต็อกที่ผู้ขายรับรองมีตลอดกี่ปี และเมื่อเลิกผลิตจะทำอย่างไร
  • การรับประกันงานซ่อม แยกจากการรับประกันสินค้าเดิม ระยะเวลาและเงื่อนไขของงานซ่อมที่ทำแล้ว
  • สิ่งที่ลูกค้าต้องเตรียม สถานที่ ไฟฟ้า การเข้าพื้นที่ การสำรองข้อมูล
  • ความรับผิดต่อความเสียหายระหว่างซ่อม เช่น ข้อมูลหาย หรือเครื่องอื่นเสียหาย กำหนดเพดานให้ชัด

สำหรับบริการรายปี ให้เปรียบเทียบกับโครงสร้างสัญญาบริการรายเดือนในMSA และ SLA สำหรับสัญญาบริการรายเดือน และวิธีเปลี่ยนเป็นรายได้ประจำในจากงานครั้งเดียวเป็นรายได้รายเดือน

ข้อสำคัญ อย่าขายบริการซ่อมบำรุงด้วยถ้อยคำที่ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่ารับชดใช้ความเสียหายทุกอย่างเหมือนการประกัน หากแพ็กเกจมีลักษณะจ่ายเงินชดใช้เมื่อเกิดความเสียหายโดยไม่เกี่ยวกับงานบริการ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญว่าเข้าข่ายกิจการที่มีกฎหมายควบคุมเฉพาะหรือไม่

7. ภาษีและบัญชีของบริการหลังการขาย

ควรแยกรายการในใบเสนอราคาและใบกำกับภาษีระหว่างค่าสินค้า ค่าติดตั้ง และค่าบริการ เพราะลักษณะการรับรู้รายได้และจังหวะการเสียภาษีของสินค้ากับบริการต่างกัน เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มของบริการเกิดเมื่อรับชำระค่าบริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 ขณะที่ของสินค้าเกิดเมื่อส่งมอบ ตามมาตรา 78 การรับเงินล่วงหน้าสำหรับแพ็กเกจรายปีและการตั้งประมาณการค่าซ่อมตามการรับประกันเป็นเรื่องบัญชี ควรให้นักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีของกิจการกำหนดวิธี

8. ตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการภายนอก

ถ้าบริการหลังการขายทำผ่านผู้อื่น สัญญากับผู้นั้นต้องกำหนด

  • ใครคุยกับลูกค้า ใครออกใบรับประกัน และใครรับผิดต่อลูกค้าก่อน
  • การเรียกเก็บค่าบริการและการส่งเคลมกลับไปยังผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ภายในกี่วัน
  • มาตรฐานงานซ่อมและการตรวจคุณภาพ ซึ่งผู้ขายแบรนด์ยังต้องรับผิดต่อลูกค้าไม่ว่าจ้างผู้อื่นทำ
  • ข้อมูลลูกค้าที่ศูนย์บริการได้รับ ซึ่งต้องจัดการตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  • การเรียกคืนสินค้าและการแจ้งเหตุด้านความปลอดภัย

ดูยกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่าย เมื่อต้องเลิกกับศูนย์บริการหรือผู้จำหน่ายที่ทำงานแทน

9. ประเมินว่าเหมาะกับธุรกิจคุณหรือไม่

บริการหลังการขายเหมาะเมื่อสินค้ามีมูลค่าและต้องบำรุงรักษา ลูกค้าไม่สามารถดูแลเองได้ และผู้ขายมีความสามารถทางเทคนิค ไม่เหมาะเมื่อสินค้าเป็นของบริโภคราคาต่ำที่ลูกค้าเปลี่ยนใหม่ง่ายกว่าซ่อม หรือเมื่อผู้ขายไม่มีทีมช่างและอะไหล่พร้อม

คำถามช่วยตัดสิน

  • ลูกค้าจ่ายเพื่อบริการได้หรือไม่ หรือคาดหวังฟรี
  • ต้นทุนบริการต่อลูกค้าหนึ่งรายคุ้มกับรายได้ในอายุสินค้าหรือไม่ (ให้นักบัญชีช่วยคำนวณ)
  • ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ารับช่วงภาระรับประกันหรือไม่
  • สินค้าเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือมาตรฐานบังคับหรือไม่
  • มีระบบบันทึกการขายและการซ่อมพอสำหรับตามผู้ซื้อหรือไม่

10. เช็กลิสต์สำหรับผู้ขายที่เพิ่มบริการหลังการขาย

  • แยกเอกสารเป็น ใบรับประกันสินค้า สัญญาบริการ และใบเสนอราคาอะไหล่
  • เขียนระยะเวลา จุดเริ่มนับ สิ่งที่คุ้มครอง และข้อยกเว้นของการรับประกัน
  • ให้ลูกค้าลงชื่อรับมอบสินค้าและตรวจสภาพ ณ วันส่ง
  • ตรวจข้อสัญญาจำกัดความรับผิดว่าเป็นไปตามมาตรา 483 และ 485 และไม่เอาเปรียบเกินสมควร
  • ตรวจว่าตนเป็น "ผู้ประกอบการ" ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดต่อความเสียหายจากสินค้า และมีขั้นตอนเรียกคืนสินค้า
  • ตรวจมาตรฐานบังคับและฉลากของสินค้า
  • ตกลงกับผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าว่าใครรับผิดชอบการเคลมและอะไหล่
  • กำหนดนโยบายอะไหล่และการเลิกผลิต
  • แยกค่าสินค้ากับค่าบริการในเอกสารการเงิน และปรึกษานักบัญชี
  • ทำบันทึกการซ่อมและเลขล็อต

อ่านเพิ่มเติม

แยกความรับผิดตามกฎหมาย การรับประกันที่ให้เอง และบริการที่คิดเงินออกจากกัน แล้วเขียนแต่ละชั้นให้ชัด จะช่วยให้บริการหลังการขายเป็นรายได้ ไม่ใช่ภาระที่ไม่มีขอบเขต

เราช่วยตรวจและร่างเงื่อนไขการรับประกัน สัญญาบริการหลังการขาย และสัญญากับตัวแทนจำหน่ายให้ตรงกับสินค้าของคุณ ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ สัญญาและเอกสาร และ ที่ปรึกษากฎหมายรายเดือน


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

การรับประกันสินค้าที่เราเขียนเองกับความรับผิดตามกฎหมายต่างกันอย่างไร+

การรับประกันเชิงพาณิชย์คือสิ่งที่ผู้ขายสัญญาเพิ่มเติม เช่น ซ่อมหรือเปลี่ยนภายในระยะเวลาที่กำหนด ส่วนความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 เป็นความรับผิดที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ขายแม้ไม่ได้สัญญาไว้ ผู้ขายจึงไม่ควรเข้าใจว่าไม่มีใบรับประกันแล้วจะพ้นความรับผิด และควรตรวจว่าการจำกัดความรับผิดในสัญญาใช้ได้เพียงใด

เขียนว่าไม่รับผิดชอบความชำรุดใด ๆ ในสัญญาซื้อขายได้หรือไม่+

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 483 ให้คู่สัญญาตกลงยกเว้นความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องได้ แต่มาตรา 485 ไม่ให้ผู้ขายอ้างข้อยกเว้นหากผู้ขายรู้ถึงความชำรุดแล้วไม่บอกผู้ซื้อ และข้อยกเว้นเหล่านี้ไม่ใช้ปัดความรับผิดต่อความเสียหายจากสินค้าไม่ปลอดภัยตามกฎหมายอื่น ทั้งยังอาจถูกตรวจตามกฎหมายข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหากเป็นสัญญาสำเร็จรูป

ผู้ขายต้องรับผิดความชำรุดบกพร่องนานเท่าไร+

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 กำหนดว่า ห้ามฟ้องคดีเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่เวลาที่พบเห็นความชำรุดบกพร่อง ไม่ใช่นับจากวันซื้อ และเป็นคนละเรื่องกับระยะเวลารับประกันที่ผู้ขายประกาศไว้ ควรตรวจข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

ขายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่าย ใครรับผิดเมื่อลูกค้าบาดเจ็บจากสินค้า+

พ.ร.บ. ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 กำหนดให้ผู้ประกอบการรับผิด ซึ่งนิยามรวมผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ที่ใส่ชื่อหรือเครื่องหมายของตนบนสินค้า รวมถึงผู้ขายในบางกรณีตามบทนิยาม จึงควรตรวจว่าธุรกิจของตนอยู่ในนิยามหรือไม่ และจัดให้สัญญาระหว่างผู้ผลิตกับผู้จำหน่ายแบ่งภาระการเรียกคืนสินค้าและการแจ้งเหตุ

ค่าบริการซ่อมบำรุงรายปีคือการประกันภัยหรือไม่+

โดยทั่วไปไม่ใช่ หากเป็นการที่ผู้ขายรับทำงานซ่อมหรือบำรุงรักษาตามที่ตกลงเป็นสัญญาให้บริการ แต่การโฆษณาหรือเขียนสัญญาในลักษณะรับชดใช้ความเสียหายทั่วไปโดยไม่ระบุงานบริการอาจเข้าใกล้กิจการประกันภัยที่มีกฎหมายควบคุม จึงควรเขียนเป็นขอบเขตงานบริการที่ชัดเจน และสอบถามผู้เชี่ยวชาญหากเงื่อนไขมีลักษณะชดใช้เงิน

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา