ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายแรงงาน

ให้พนักงานทำงานที่บ้าน (WFH) ต้องทำเอกสารอะไร: ตกลงเรื่องเวลา ค่าใช้จ่าย อุปกรณ์ และข้อมูลบริษัท

คู่มือสำหรับนายจ้างและ HR ว่ามาตรา 23/1 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กำหนดอะไรเรื่องทำงานที่บ้าน ควรตกลงเรื่องเวลา โอที ค่าอินเทอร์เน็ตและค่าไฟ อุปกรณ์ BYOD การติดตามงาน และการคืนข้อมูลเมื่อลาออก พร้อมรายการเอกสารที่ต้องเตรียม

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมกฎหมายแรงงานและกฎหมายองค์กร7 พฤศจิกายน 256915 นาที
ให้พนักงานทำงานที่บ้าน (WFH) ต้องทำเอกสารอะไร: ตกลงเรื่องเวลา ค่าใช้จ่าย อุปกรณ์ และข้อมูลบริษัท

คำตอบหลัก

เมื่อบริษัทให้พนักงานทำงานที่บ้าน กฎหมายแรงงานไทยมีบทบัญญัติโดยเฉพาะคือ มาตรา 23/1 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเพิ่มเข้ามาโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2566 บทบัญญัตินี้ให้นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันได้ว่าจะนำงานไปทำที่บ้านหรือที่พักอาศัย หรือทำงานผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานที่ใดก็ได้ โดยให้นายจ้างทำข้อตกลงเป็นหนังสือหรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

ข้อตกลงนั้น "อาจ" กำหนดรายละเอียดได้ 5 เรื่อง คือ ระยะเวลาของข้อตกลง วันเวลาทำงาน เวลาพัก และโอที หลักเกณฑ์โอทีและวันหยุดรวมถึงการลา ขอบเขตหน้าที่และการควบคุมกำกับงาน และภาระในการจัดหาอุปกรณ์รวมถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น กฎหมายยังให้สิทธิลูกจ้างปฏิเสธการติดต่อนอกเวลาทำงานปกติ และให้ลูกจ้างที่ทำงานที่บ้านมีสิทธิเช่นเดียวกับลูกจ้างในสำนักงาน

ในทางปฏิบัติ สิ่งที่นายจ้างควรเตรียมไม่ได้มีแค่ข้อตกลงฉบับเดียว แต่เป็นชุดเอกสาร 7 รายการที่ครอบคลุมเวลา ค่าใช้จ่าย อุปกรณ์ ข้อมูล การติดตามงาน และการออกจากงาน ตามรายการในหัวข้อที่ 9 ของคู่มือนี้

1. มาตรา 23/1 บัญญัติอะไรไว้บ้าง

อ่านจากตัวบทที่กระทรวงแรงงานเผยแพร่ ได้ความดังนี้

ประเด็นข้อความในมาตรา 23/1 โดยสรุป
ที่มาของการทำงานที่บ้านนายจ้างและลูกจ้าง "อาจตกลง" ให้นำงานไปทำที่บ้านหรือที่พักอาศัย หรือทำงานผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานที่ใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงานของลูกจ้าง หรือในกรณีมีความจำเป็น
ลักษณะงานงานในทางการที่จ้างหรือที่ตกลงไว้ ซึ่งมีลักษณะหรือสภาพที่ลูกจ้างปฏิบัติงานนอกสถานประกอบกิจการหรือนอกสำนักงานได้โดยสะดวก
รูปแบบนายจ้างจัดทำเป็นหนังสือ หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง
รายละเอียดที่ข้อตกลง "อาจ" มี(1) ช่วงเริ่มต้นและสิ้นสุดข้อตกลง (2) วันเวลาทำงานปกติ เวลาพัก และโอที (3) หลักเกณฑ์โอทีและทำงานวันหยุด รวมทั้งการลาประเภทต่าง ๆ (4) ขอบเขตหน้าที่ของลูกจ้างและการควบคุมหรือกำกับงานของนายจ้าง (5) ภาระหน้าที่จัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอันเนื่องจากการทำงาน
สิทธิปฏิเสธการติดต่อเมื่อสิ้นสุดเวลาทำงานปกติที่ตกลงกัน หรือสิ้นสุดการทำงานที่นายจ้างมอบหมาย ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการติดต่อสื่อสารไม่ว่าทางใดกับนายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน เว้นแต่ลูกจ้างให้ความยินยอมโดยทำหนังสือไว้ล่วงหน้า
สิทธิเท่าเทียมลูกจ้างที่ทำงานที่บ้านหรือที่พักอาศัย หรือผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานที่ใด ๆ มีสิทธิเช่นเดียวกับลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของนายจ้าง

มีสองข้อที่มักถูกเข้าใจคลาดเคลื่อน ข้อแรก ตัวบทใช้คำว่า "อาจ" กับรายละเอียดทั้ง 5 หัวข้อ แปลว่ากฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องเขียนครบ แต่ถ้าไม่เขียน ข้อพิพาทเรื่องเวลา โอที และค่าใช้จ่ายจะไปตกอยู่ที่การตีความภายหลัง ข้อที่สอง สิทธิปฏิเสธการติดต่อนอกเวลาเป็นสิทธิตามกฎหมาย นายจ้างจะเขียนในข้อตกลงให้ "ต้องรับสายตลอดเวลา" ไม่ได้ ถ้าจะให้ติดต่อได้นอกเวลา ลูกจ้างต้องให้ความยินยอมเป็นหนังสือไว้ล่วงหน้า

2. นายจ้างบังคับให้ WFH ได้หรือไม่

ตัวบทตั้งต้นที่การ "ตกลง" ของนายจ้างและลูกจ้าง ไม่ได้ให้อำนาจนายจ้างสั่งฝ่ายเดียว และกำหนดไว้กับงานที่ทำนอกสำนักงานได้โดยสะดวก งานหน้าร้าน งานผลิต หรืองานที่ต้องใช้เครื่องจักรของบริษัท โดยทั่วไปไม่เข้าลักษณะนี้

ถ้าบริษัทต้องการเปลี่ยนสถานที่ทำงานปกติของลูกจ้างจากสำนักงานเป็นบ้านแบบถาวร การเปลี่ยนนั้นกระทบเงื่อนไขการจ้าง ควรขอความยินยอมเป็นหนังสือ และอ่านร่วมกับแนวทางเรื่องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจ้างในคู่มือ ย้ายสถานที่ทำงานของลูกจ้าง ถ้าเป็นการให้ WFH ชั่วคราวเพราะเหตุจำเป็น ก็ยังควรมีข้อตกลงที่มีวันเริ่ม วันสิ้นสุด และเงื่อนไขหลัก

3. เวลาทำงาน โอที และวันหยุดเมื่อทำงานที่บ้าน

หลักเรื่องเวลาทำงานไม่ได้ถูกยกเว้นเพียงเพราะลูกจ้างอยู่ที่บ้าน

  • เวลาทำงานปกติ: นายจ้างประกาศเวลาเริ่มและสิ้นสุดแต่ละวัน วันหนึ่งไม่เกิน 8 ชั่วโมง และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามมาตรา 23 (งานอันตรายตามกฎกระทรวงมีเพดานต่ำกว่า) ถ้านายจ้างประกาศเวลาเริ่มสิ้นสุดแต่ละวันไม่ได้เพราะลักษณะงาน ตัวบทให้ตกลงชั่วโมงทำงานแต่ละวันไม่เกิน 8 ชั่วโมง และรวมแล้วไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • โอทีวันทำงาน: นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาไม่ได้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป (มาตรา 24 วรรคหนึ่ง) มีข้อยกเว้นสำหรับงานที่ต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน งานฉุกเฉิน หรืองานอื่นตามกฎกระทรวง ซึ่งให้ทำได้เท่าที่จำเป็น (วรรคสอง)
  • วันหยุด: การทำงานในวันหยุดมีกรอบตามมาตรา 25 และชั่วโมงโอทีรวมกับชั่วโมงทำงานวันหยุดต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง (มาตรา 26)
  • ค่าล่วงเวลา: โอทีในวันทำงานต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง (มาตรา 61)

เรื่องที่ WFH ทำให้ยากขึ้นคือ การพิสูจน์ว่าทำงานเกินเวลาจริงหรือไม่ และนายจ้างรู้และสั่งหรือไม่ แนวที่ปลอดภัยสำหรับทั้งสองฝ่ายคือ

  1. ระบุเวลาทำงานปกติและเวลาพักไว้ในข้อตกลง (ตรงกับข้อ (2) ของมาตรา 23/1)
  2. ให้ขออนุมัติโอทีล่วงหน้าผ่านแบบฟอร์มหรือระบบ ระบุงาน ชั่วโมงที่คาดไว้ และผู้อนุมัติ
  3. ให้ลูกจ้างยืนยันความยินยอมเป็นราย ๆ ครั้ง (ตามมาตรา 24 ที่เป็นคราว ๆ ไป ไม่ใช่ยินยอมครั้งเดียวตลอดไป)
  4. ห้ามหัวหน้าสั่งงานนอกเวลานอกระบบ เพราะถ้าสั่งแล้วลูกจ้างทำจริง นายจ้างอาจต้องจ่ายแม้ไม่มีแบบฟอร์ม ดูแนวคิดเดียวกันใน หัวหน้าสั่งงานทาง LINE หลังเลิกงาน

ตำแหน่งบางประเภทอาจไม่มีสิทธิค่าล่วงเวลาตามที่กฎหมายกำหนด จึงควรตรวจตำแหน่งเป็นรายกรณี ไม่ควรเขียนรวมว่า "WFH ไม่มีโอที"

4. ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่น ใครจ่าย

มาตรา 23/1 ไม่ได้กำหนดว่านายจ้างต้องจ่ายค่าใช้จ่ายใด แต่ให้ข้อตกลงกำหนดได้ว่าใครมีภาระจัดหาอุปกรณ์และจ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็น คำตอบจึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตกลงกัน และควรเขียนให้ชัดเป็นตาราง

รายการทางเลือกที่พบบ่อยจุดที่ควรเขียน
อินเทอร์เน็ตเหมาจ่ายรายเดือน / เบิกตามจริงเฉพาะส่วนที่ใช้ทำงาน / ลูกจ้างรับเองจำนวนหรือวิธีคำนวณ เอกสารที่ต้องส่ง รอบเบิก
ค่าไฟเหมาจ่าย / ไม่จ่ายเพราะถือว่ารวมอยู่ในค่าจ้างระบุตรง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการอ้างภายหลัง
โทรศัพท์บริษัทจัดให้ / ใช้เครื่องส่วนตัว (BYOD) พร้อมเบิกค่าบริการบางส่วนใช้กับนโยบาย BYOD ในหัวข้อที่ 6
อุปกรณ์สำนักงาน เก้าอี้ จอภาพยืมของบริษัท / ซื้อให้ / ไม่จัดเป็นทรัพย์สินของใคร ใครรับผิดชอบซ่อม
ค่าเดินทางเข้าสำนักงานวันนัดประชุมบริษัทจ่ายตามระเบียบเดิม / ไม่จ่ายให้ตรงกับระเบียบเดิมของพนักงานในสำนักงาน

ถ้าบริษัทจ่ายเป็นเงินประจำ ควรพิจารณาว่าเป็นค่าตอบแทนที่อาจมีผลต่อการคำนวณสิทธิอื่นหรือไม่ และตรวจเรื่องภาษีกับฝ่ายบัญชี ซึ่งเป็นเรื่องแยกต่างหากจากคู่มือนี้

5. อุปกรณ์ที่บริษัทให้ยืม: เอกสารรับมอบและคืน

เมื่อบริษัทให้ยืมคอมพิวเตอร์ จอภาพ หรือโทรศัพท์ไปใช้ที่บ้าน ควรมี ใบรับมอบอุปกรณ์ ที่ระบุ

  • รายการ ยี่ห้อ รุ่น หมายเลขเครื่อง สภาพ และภาพถ่ายตอนส่งมอบ
  • วัตถุประสงค์การใช้ (ใช้เพื่องานของบริษัทเท่านั้นหรือไม่) และห้ามให้บุคคลอื่นใช้
  • ความรับผิดชอบเมื่อสูญหายหรือเสียหาย โดยแยกการสึกหรอตามปกติออกจากความประมาทหรือการใช้ผิดวัตถุประสงค์
  • กำหนดและวิธีการคืนเมื่อสิ้นสุดข้อตกลง WFH หรือสิ้นสุดการจ้าง

เรื่องการหักค่าอุปกรณ์จากค่าจ้าง มาตรา 76 ห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักตามที่กฎหมายระบุไว้ จึงไม่ควรเขียนในใบรับมอบว่า "หักจากเงินเดือนได้เลย" แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือให้ลูกจ้างคืนตัวอุปกรณ์ และถ้ามีความเสียหายก็เรียกร้องแยกต่างหาก หลักเดียวกันกับที่อธิบายไว้ใน สัญญาผูกพันการฝึกอบรม

6. BYOD และการติดตามงาน: ติดตามได้แค่ไหนตาม PDPA

หลายบริษัทให้ลูกจ้างใช้โทรศัพท์หรือโน้ตบุ๊กส่วนตัวทำงาน (BYOD) ปัญหาคือเครื่องเดียวกันมีทั้งข้อมูลบริษัทและข้อมูลส่วนตัวของลูกจ้าง

นโยบาย IT และ BYOD ควรกำหนดอย่างน้อยดังนี้

  1. อุปกรณ์ที่อนุญาตและระบบปฏิบัติการขั้นต่ำ
  2. มาตรการความปลอดภัยที่ต้องมี เช่น รหัสผ่าน การเข้ารหัสเครื่อง การล็อกหน้าจอ การติดตั้งโปรแกรมที่บริษัทกำหนด การใช้ VPN
  3. ห้ามเก็บไฟล์บริษัทในที่เก็บข้อมูลส่วนตัว ห้ามส่งเข้าอีเมลหรือแชตส่วนตัว ห้ามถ่ายภาพหน้าจอเอกสารลับ
  4. ให้แยกพื้นที่ทำงานกับพื้นที่ส่วนตัว เช่น ใช้แอปบัญชีงานหรือคอนเทนเนอร์
  5. การแจ้งบริษัททันทีเมื่อเครื่องหาย และสิทธิของบริษัทที่จะสั่งลบเฉพาะข้อมูลบริษัทจากระยะไกล
  6. การลบหรือส่งคืนข้อมูลเมื่อออกจากงาน (หัวข้อที่ 8)

การติดตามการทำงาน เช่น ซอฟต์แวร์บันทึกหน้าจอ นับการกดแป้นพิมพ์ ติดตามตำแหน่ง หรือเปิดกล้องตลอดเวลา เป็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) หลักที่ควรยึดมีดังนี้

  • ติดตามเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน กับเหตุที่ต้องการ เช่น ความปลอดภัยของระบบหรือการควบคุมคุณภาพงาน การเก็บภาพหน้าจอหรือเฝ้ากล้องตลอดวันในบ้านของลูกจ้างเข้าไปถึงชีวิตส่วนตัวเกินจำเป็นและเสี่ยงสูง
  • แจ้งลูกจ้างล่วงหน้า ว่าเก็บอะไร (ล็อกอิน อีเมลบริษัท เวลาใช้งานระบบ ฯลฯ) เพื่อวัตถุประสงค์ใด เก็บนานเท่าใด ใครเข้าถึงได้ โดยทำเป็นประกาศความเป็นส่วนตัว (privacy notice) แยกจากสัญญาจ้าง
  • อย่าอาศัยความยินยอมของลูกจ้างเป็นฐานหลักโดยอัตโนมัติ เพราะอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน ความยินยอมอาจถูกมองว่าไม่เสรี ควรพิจารณาฐานอื่น เช่น ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทที่ชั่งกับสิทธิของลูกจ้างแล้ว ดูรายละเอียดใน PDPA กับข้อมูลลูกจ้างและงาน HR
  • ไม่ตรวจเนื้อหาส่วนตัว ในอุปกรณ์ BYOD เช่น รูป แชตครอบครัว บัญชีธนาคาร และจำกัดผู้ที่ดูข้อมูลการติดตามให้เฉพาะผู้ที่จำเป็น

การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างในนโยบายเหล่านี้ควรให้ผู้ดูแลด้าน PDPA ของบริษัทตรวจก่อนประกาศใช้

7. ความลับและความปลอดภัยของข้อมูลเมื่อไม่ได้อยู่ในออฟฟิศ

ที่บ้านไม่มี การควบคุมการเข้าถึงแบบสำนักงาน ข้อตกลงหรือนโยบายจึงควรกำหนด

  • ประเภทข้อมูลที่ห้ามนำออกนอกระบบ เช่น รายชื่อลูกค้า ราคา สูตร ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
  • การใช้เครือข่ายส่วนตัว ห้ามใช้ Wi-Fi สาธารณะกับงานที่เป็นความลับ ห้ามใช้ร่วมกับบุคคลในครอบครัว
  • ห้ามพิมพ์เอกสารลับที่บ้านหรือมีขั้นตอนทำลายเอกสาร
  • ห้ามนำข้อมูลลูกค้าไปใส่ในเครื่องมือ AI สาธารณะ ดู นโยบาย AI ขององค์กร
  • ขั้นตอนแจ้งเหตุเมื่อเครื่องหาย ถูกแฮก หรือส่งไฟล์ผิดคน เพื่อให้บริษัทประเมินว่าต้องแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลหรือไม่ ดู ขั้นตอนแรกเมื่อข้อมูลรั่วไหล
  • ข้อตกลงรักษาความลับที่ยังมีผลหลังออกจากงาน ดู รายชื่อลูกค้าและความลับทางการค้า

8. มอบหมายงาน วัดผล และการออกจากงาน

มอบหมายงานและติดตามผล เมื่อมองไม่เห็นตัวลูกจ้าง วิธีที่ได้สัดส่วนและพิสูจน์ได้ง่ายกว่าการเฝ้าหน้าจอคือกำหนดผลงาน เช่น เป้าหมายรายสัปดาห์ งานที่ส่งมอบ การประชุมสรุปความคืบหน้าตามเวลา และบันทึกในระบบจัดการงาน ซึ่งตรงกับข้อ (4) ของมาตรา 23/1 ที่ให้ตกลงขอบเขตหน้าที่และการควบคุมกำกับงานของนายจ้างได้ ถ้าจะใช้ผลงานเป็นเกณฑ์ประเมินหรือพิจารณาโทษทางวินัย ต้องมีเกณฑ์ที่แจ้งลูกจ้างไว้ก่อน

อุบัติเหตุขณะทำงานที่บ้าน เป็นประเด็นที่ยังต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี เช่น เกิดขณะทำงานให้นายจ้างจริงหรือไม่ และเกิดเพราะลักษณะงานหรือไม่ จึงไม่ควรสรุปว่านายจ้างรับผิดหรือไม่รับผิดทุกกรณี สิ่งที่ควรทำคือกำหนดในข้อตกลงให้ลูกจ้างแจ้งเหตุทันที กำหนดบริเวณทำงานที่ปลอดภัย และตรวจสอบสิทธิประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนของลูกจ้างตามที่เกี่ยวข้อง หากเกิดเหตุจริงควรปรึกษาทนายความก่อนปฏิเสธหรือรับรอง

การออกจากงานและคืนข้อมูล ควรมี รายการตรวจสอบเมื่อออกจากงาน ที่ลูกจ้างลงชื่อรับทราบ

  • คืนอุปกรณ์ที่ยืมทั้งหมดตามใบรับมอบ
  • ปิดสิทธิเข้าระบบ อีเมล คลาวด์ และแอปงานในวันสุดท้าย
  • ลบข้อมูลบริษัทในเครื่องส่วนตัวหรือส่งสำเนาที่จำเป็นกลับให้บริษัท แล้วให้ลูกจ้างยืนยันเป็นหนังสือว่าไม่เก็บสำเนาไว้
  • ลบหรือโอนบัญชีที่ใช้ในนามบริษัท ดู บัญชีออนไลน์ที่พนักงานไม่ยอมส่งคืน
  • เตือนข้อผูกพันรักษาความลับที่ยังมีผล
  • บริษัทเองก็ต้องเก็บข้อมูลส่วนตัวของลูกจ้างตามระยะเวลาที่จำเป็นเท่านั้น

อย่าเข้าไปค้นหรือลบข้อมูลในเครื่องส่วนตัวของลูกจ้างโดยลำพัง ให้ทำร่วมกันหรือให้ลูกจ้างทำเองแล้วยืนยัน

9. เอกสารที่นายจ้างต้องเตรียม

#เอกสารเนื้อหาหลัก
1นโยบาย WFH ของบริษัทตำแหน่งงานที่ทำได้ เงื่อนไขอนุมัติ วิธีขอ วิธียกเลิก หลักเรื่องเวลาและการติดต่อ
2ข้อตกลงหรือเอกสารแนบสัญญา WFH รายบุคคลช่วงเวลา วันเวลาทำงาน เวลาพัก โอที ขอบเขตงาน ค่าใช้จ่าย อุปกรณ์ สถานที่ทำงาน ให้ตรงมาตรา 23/1
3ใบรับมอบและคืนอุปกรณ์รายการ สภาพ ความรับผิดชอบ กำหนดคืน
4นโยบาย IT การใช้งานที่ยอมรับได้ และ BYODมาตรการความปลอดภัย การแยกข้อมูล การแจ้งเหตุ การลบข้อมูล
5ประกาศความเป็นส่วนตัว / ประกาศการติดตามการทำงานสิ่งที่ติดตาม วัตถุประสงค์ ระยะเก็บ ผู้เข้าถึง สิทธิของลูกจ้าง
6แบบฟอร์มขออนุมัติโอทีงาน ชั่วโมง ผู้อนุมัติ ความยินยอมของลูกจ้างเป็นคราว ๆ
7รายการตรวจสอบเมื่อออกจากงานคืนอุปกรณ์ ลบข้อมูล ปิดสิทธิ ยืนยันเป็นหนังสือ

นอกจากนี้ ถ้านายจ้างมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป มาตรา 108 ให้ต้องมี ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เป็นภาษาไทย โดยอย่างน้อยต้องมีรายการ เช่น วันและเวลาทำงานปกติ เวลาพัก หลักเกณฑ์ทำงานล่วงเวลาและวันหยุด วันลา วินัยและโทษทางวินัย การร้องทุกข์ และการเลิกจ้าง ถ้า WFH ทำให้หลักเกณฑ์เหล่านี้ต่างจากเดิม เช่น วิธีขอโอที หรือวินัยเรื่องข้อมูล ควรแก้ไขหรือเพิ่มข้อความในข้อบังคับให้สอดคล้อง (การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับมีขั้นตอนตามมาตรา 110) ข้อบังคับต้องเผยแพร่ให้ลูกจ้างทราบ ซึ่งมาตรา 108 อนุญาตให้ใช้วิธีอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติมได้ สัญญาจ้างและข้อบังคับที่แตกต่างกัน อาจเกิดข้อโต้แย้งว่าใช้ฉบับใด จึงควรให้ตรงกัน

10. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  1. ตกลงปากเปล่าหรือทางแชต ไม่มีรายละเอียดเรื่องเวลาและค่าใช้จ่าย ขัดกับรูปแบบที่มาตรา 23/1 วรรคสองกำหนด
  2. ไม่เขียนเรื่องค่าใช้จ่าย ลูกจ้างเรียกค่าอินเทอร์เน็ตและค่าไฟย้อนหลัง ขณะที่นายจ้างเข้าใจว่าไม่ต้องจ่าย
  3. คาดหวังให้ตอบงานตลอดเวลา ทั้งที่ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการติดต่อหลังเวลางานตามที่ตกลง
  4. ให้ทำงานเกินเวลาโดยไม่มีระบบอนุมัติ แล้วถูกเรียกโอทีย้อนหลัง
  5. ติดตั้งซอฟต์แวร์ติดตามโดยไม่แจ้ง หรือเก็บข้อมูลเกินจำเป็น ขัดหลัก PDPA
  6. หักค่าอุปกรณ์หรือความเสียหายจากเงินเดือน โดยไม่มีฐานตามมาตรา 76
  7. ปล่อยให้ข้อมูลบริษัทอยู่ในเครื่องส่วนตัว โดยไม่มีนโยบาย BYOD และไม่มีขั้นตอนลบเมื่อออกจากงาน
  8. ไม่ปรับข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ให้ตรงกับระบบ WFH ที่ใช้จริง
  9. ให้ WFH บางคนแต่ไม่ให้บางคน โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่อธิบายได้ เสี่ยงข้อโต้แย้งเรื่องความไม่เสมอภาค

11. รายการตรวจสอบก่อนเริ่มโครงการ WFH

  • เลือกตำแหน่งงานที่ทำนอกสำนักงานได้โดยสะดวก
  • ทำข้อตกลง WFH เป็นหนังสือหรืออิเล็กทรอนิกส์ มีลูกจ้างตอบรับชัดเจน
  • ระบุเวลาทำงาน เวลาพัก และวิธีขออนุมัติโอที
  • ระบุผู้จ่ายค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ และอุปกรณ์
  • ทำใบรับมอบอุปกรณ์พร้อมภาพถ่าย
  • ออกนโยบาย IT และ BYOD และให้ลูกจ้างรับทราบ
  • ออกประกาศความเป็นส่วนตัวสำหรับการติดตามการทำงาน และตั้งขอบเขตตามความจำเป็น
  • กำหนดเกณฑ์ประเมินงานจากผลงาน
  • ตรวจและแก้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานถ้าจำเป็น
  • เตรียมรายการตรวจสอบเมื่อออกจากงาน

อ่านเพิ่มเติม

ทำงานที่บ้านได้อย่างปลอดภัยเมื่อมีข้อตกลงเป็นหนังสือที่เขียนเรื่องเวลา โอที ค่าใช้จ่าย และอุปกรณ์ไว้ชัด คู่กับนโยบาย IT และประกาศความเป็นส่วนตัวที่ติดตามงานเท่าที่จำเป็น และรายการตรวจสอบเมื่อออกจากงานที่คืนข้อมูลและอุปกรณ์ครบ

เราช่วยร่างนโยบาย WFH ข้อตกลงรายบุคคล ใบรับมอบอุปกรณ์ นโยบาย IT/BYOD และแก้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้ตรงกับระบบจริงของบริษัท ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ เอกสารด้านทรัพยากรบุคคล และ การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างทำงานที่บ้านฝ่ายเดียวได้หรือไม่+

มาตรา 23/1 เขียนว่านายจ้างและลูกจ้าง "อาจตกลง" ให้นำงานไปทำที่บ้านหรือทำงานผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานที่ใด ๆ ได้ จึงตั้งต้นจากการตกลงกันของสองฝ่ายและใช้กับงานที่มีลักษณะทำนอกสำนักงานได้โดยสะดวก ส่วนกรณีจำเป็นเร่งด่วน เช่น ปิดสำนักงานชั่วคราว ก็ควรทำข้อตกลงเป็นหนังสือหรืออิเล็กทรอนิกส์ไว้เช่นกัน

ข้อตกลงทำงานที่บ้านต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่+

ต้อง มาตรา 23/1 วรรคสองให้นายจ้างจัดทำข้อตกลงเป็นหนังสือหรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง อีเมลหรือไฟล์ที่ลูกจ้างตอบรับชัดเจนจึงใช้ได้ แต่แชตที่ไม่มีรายละเอียดมักพิสูจน์ยาก

ลูกจ้างที่ทำงานที่บ้านปฏิเสธการติดต่องานนอกเวลาได้หรือไม่+

ได้ มาตรา 23/1 กำหนดว่าเมื่อสิ้นสุดเวลาทำงานปกติตามที่ตกลงหรือสิ้นสุดการทำงานที่นายจ้างมอบหมาย ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการติดต่อสื่อสารไม่ว่าทางใดกับนายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน เว้นแต่ลูกจ้างให้ความยินยอมโดยทำหนังสือไว้ล่วงหน้า

ค่าอินเทอร์เน็ตและค่าไฟของลูกจ้างที่ทำงานที่บ้าน นายจ้างต้องจ่ายหรือไม่+

มาตรา 23/1 ไม่ได้บอกว่าฝ่ายใดต้องจ่าย แต่ระบุว่าข้อตกลงอาจกำหนดภาระหน้าที่ในการจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอันเนื่องจากการทำงาน จึงต้องตกลงกันให้ชัด เช่น จ่ายเป็นเงินเหมาต่อเดือนหรือเบิกตามจริง ถ้าไม่ได้เขียน มักเกิดข้อพิพาท

ทำงานที่บ้านแล้วทำเกินเวลา ต้องจ่ายโอทีหรือไม่+

การทำงานล่วงเวลาในวันทำงานต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป (มาตรา 24) และนายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง (มาตรา 61) ลูกจ้างที่ทำงานที่บ้านมีสิทธิเช่นเดียวกับลูกจ้างในสำนักงาน (มาตรา 23/1) จึงควรให้ขออนุมัติโอทีล่วงหน้าและบันทึกชั่วโมงไว้

ถ้าลูกจ้างเลิกทำงาน จะบังคับให้ลบหรือคืนข้อมูลบริษัทในเครื่องส่วนตัวได้หรือไม่+

ทำได้ในทางสัญญา หากตกลงไว้ล่วงหน้าในนโยบาย BYOD หรือข้อตกลง WFH ว่าข้อมูลบริษัทเป็นของบริษัท ต้องคืนหรือลบเมื่อสิ้นสุดการจ้าง และยืนยันเป็นหนังสือ แต่ต้องทำโดยไม่เข้าไปลบหรือดูข้อมูลส่วนตัวของลูกจ้างเกินจำเป็น

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา