สมมติว่าคุณเป็นเจ้าของโรงงานขนาดเล็กที่รับผลิตตามแบบลูกค้ามาหลายปี ออเดอร์มีสม่ำเสมอแต่ลูกค้าต่อรองราคาตลอด และมีลูกค้ารายใหญ่ย้ายไปโรงงานอื่นโดยไม่บอกล่วงหน้า คุณจึงเริ่มคิดว่าอยากทำแบรนด์ของตัวเอง ในอีกด้านหนึ่ง สมมติว่าคุณเป็นเจ้าของแบรนด์ที่จ้างโรงงานผลิตมาตลอด ทุกวันนี้สูตรอยู่ที่โรงงาน ใบอนุญาตอยู่ในชื่อโรงงาน และคุณไม่แน่ใจว่าถ้าโรงงานปฏิเสธรับงานต่อ คุณจะมีสินค้าขายได้หรือไม่
ทั้งสองฝั่งตัดสินใจเรื่องเดียวกัน คือ ใครคุมลูกค้าปลายทาง ใครถือทรัพย์สินที่ทำให้สินค้าเป็นสินค้านั้น และใครแบกความเสี่ยงเมื่อมีปัญหา คู่มือนี้เปรียบเทียบสองทางเลือกในแง่ธุรกิจ แล้วชี้ว่ากฎหมายและสัญญาเปลี่ยนคำตอบตรงไหน ส่วนกรณีที่ตัดสินใจเปลี่ยนโรงงานแล้วและต้องดึงสูตร แม่พิมพ์ และสต็อกกลับ ดูเปลี่ยนโรงงาน OEM: สูตร แม่พิมพ์ กล่อง และสต็อกเป็นของใคร คู่มือนี้พูดถึงขั้นก่อนหน้านั้น
คำตอบหลัก
ไม่มีโมเดลใดดีกว่ากันเสมอไป OEM ให้ยอดสั่งผลิตที่คาดการณ์ได้และไม่ต้องลงทุนการตลาด แต่ลูกค้าเป็นของแบรนด์และอำนาจต่อรองมักอยู่ที่ผู้สั่ง แบรนด์ตัวเองให้อำนาจกำหนดราคาและความสัมพันธ์กับลูกค้า แต่ต้องแบกความเสี่ยงสต็อก การตลาด ใบอนุญาต และความรับผิดต่อผู้บริโภคเอง และหลายธุรกิจทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ถ้าจัดสัญญาไม่ให้ชนกัน
หลักกฎหมาย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ให้สิทธิแก่ผู้ที่จดทะเบียนเครื่องหมายไว้ ส่วนพ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 นิยามคำว่า "ผู้ประกอบการ" ให้รวมผู้ผลิตหรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขายที่ไม่อาจระบุตัวบุคคลเหล่านั้นได้ และผู้ที่ใช้ชื่อ ชื่อทางการค้า หรือเครื่องหมายการค้าของตนกับสินค้า ผลคือการเป็นเจ้าของแบรนด์ที่จ้างโรงงานผลิตไม่ได้ย้ายความรับผิดไปที่โรงงานทั้งหมด ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีใบอนุญาตหรือใบจดแจ้ง เช่น อาหาร เครื่องสำอาง หรือเครื่องมือแพทย์ มีกฎหมายเฉพาะกำหนดว่าใครเป็นผู้ยื่นและผู้ถือ
มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา ก่อนเลือกโมเดล ให้ถามสามข้อ ข้อแรก ถ้าลูกค้าหลักหายไปพรุ่งนี้ ธุรกิจเหลืออะไรที่เป็นของเรา ข้อสอง สูตร แบบ ชื่อ และใบอนุญาตที่ใช้ขายอยู่ในชื่อใคร ข้อสาม ถ้าสินค้าทำให้ผู้บริโภคเสียหาย ใครจะถูกฟ้องก่อนและชดใช้กันอย่างไรภายหลัง หากตอบสามข้อนี้ไม่ได้ ยังไม่ควรขยายโมเดลใด
1. OEM, ODM และแบรนด์ตัวเอง ต่างกันอย่างไร
คำเหล่านี้เป็นศัพท์ธุรกิจ ไม่ใช่ศัพท์กฎหมาย ความหมายในแต่ละสัญญาจึงต้องเขียนให้ชัดเอง
| รูปแบบ | ใครออกแบบหรือคิดสูตร | ใครถือแบรนด์ | จุดที่กฎหมายและสัญญาเกี่ยวข้องมากที่สุด |
|---|---|---|---|
| OEM | ผู้สั่งผลิตให้แบบหรือสูตร โรงงานผลิตตาม | ผู้สั่งผลิต | ความลับของแบบ การรับประกันคุณภาพ การตรวจรับ ใครเป็นเจ้าของแม่พิมพ์ |
| ODM | โรงงานมีสูตรหรือแบบอยู่แล้ว ผู้สั่งเลือกแล้วติดแบรนด์ | ผู้สั่งผลิต แต่สูตรมักเป็นของโรงงาน | สิทธิใช้สูตร ความผูกพันกับโรงงาน การเปลี่ยนโรงงานภายหลัง |
| แบรนด์ตัวเอง ผลิตเอง | เจ้าของ | เจ้าของ | ใบอนุญาตโรงงาน ใบอนุญาตผลิตภัณฑ์ ความรับผิดโดยตรง |
| โรงงานรับจ้างผลิตและมีแบรนด์ตัวเอง | ทั้งสองอย่าง | ทั้งสองอย่าง | ความขัดแย้งกับลูกค้า OEM ข้อห้ามในสัญญาเดิม การแยกข้อมูล |
ข้อสังเกตสำคัญคือ ODM ดูเหมือนง่ายสำหรับแบรนด์ใหม่เพราะไม่ต้องพัฒนาสูตรเอง แต่ความง่ายนั้นมีราคาเป็นการพึ่งพาโรงงานในเรื่องที่ทำให้สินค้าแตกต่างจากคนอื่น ผู้ขายหลายรายอาจใช้สูตรเดียวกันจากโรงงานเดียวกัน
2. ข้อแลกเปลี่ยนเชิงธุรกิจ
เปรียบเทียบเป็นคำบรรยาย ไม่มีตัวเลข เพราะตัวเลขของแต่ละธุรกิจต่างกันมาก
| ประเด็น | รับจ้างผลิต (OEM) | แบรนด์ตัวเอง |
|---|---|---|
| รายได้ | ค่อนข้างคาดการณ์ได้ตามคำสั่งซื้อ | ผันผวนตามความสำเร็จของตลาด |
| ส่วนต่างกำไรต่อชิ้น | มักบางกว่าเพราะผู้สั่งต่อรอง | มีโอกาสสูงกว่า แต่ต้องรับต้นทุนการตลาดและช่องทาง |
| เงินทุนหมุนเวียน | ลูกค้าอาจสั่งแล้วเก็บเงินตามกำหนด | ต้องลงทุนสต็อกก่อนขาย |
| อำนาจต่อรอง | ต่ำถ้ามีลูกค้ารายใหญ่รายเดียว | สูงขึ้นถ้าลูกค้าจำชื่อแบรนด์ได้ |
| ความเสี่ยงหลัก | ลูกค้าย้ายไปโรงงานอื่น | สินค้าขายไม่ออก และความรับผิดต่อผู้บริโภค |
| ทรัพย์สินที่สะสม | ความชำนาญการผลิต | แบรนด์ ฐานลูกค้า ข้อมูลการขาย |
ถ้าลูกค้า OEM รายหนึ่งสร้างรายได้ส่วนใหญ่ของโรงงาน ให้อ่านคู่มือเรื่องการพึ่งลูกค้ารายใหญ่รายเดียว ประกอบ เพราะปัญหาคือความเสี่ยงเดียวกันที่กระตุ้นให้หลายโรงงานอยากสร้างแบรนด์
3. เครื่องหมายการค้า: ชื่อที่ขายอยู่เป็นของใคร
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 วางหลักว่าผู้ทรงสิทธิในเครื่องหมายคือผู้ที่จดทะเบียนไว้ ไม่ใช่ผู้ที่ออกแบบโลโก้ ไม่ใช่ผู้ที่ออกเงินพิมพ์กล่อง และไม่ใช่โรงงานที่พิมพ์ชื่อลงบนสินค้า สถานการณ์ที่พบบ่อยในการจ้างผลิตมีดังนี้
- โรงงานหรือผู้จัดจำหน่ายยื่นจดเครื่องหมายในชื่อตนเอง ด้วยเหตุผลว่า "สะดวกในการติดต่อราชการ" แล้วเจ้าของแบรนด์ตัวจริงต้องมาเจรจาขอโอนภายหลัง
- เจ้าของแบรนด์ใช้ชื่อมานานแต่ไม่เคยจด ผู้อื่นอาจยื่นจดเครื่องหมายคล้ายกันในหมวดสินค้าเดียวกันก่อน
- จดไว้ในหมวดสินค้าไม่ตรงกับที่ขายจริง จึงไม่คุ้มครองสินค้าที่ขยายไปใหม่
ควรตรวจชื่อที่ซ้ำหรือคล้ายกันก่อนใช้ ยื่นจดในนามผู้ที่จะเป็นเจ้าของแบรนด์จริง (อาจเป็นบริษัท ไม่ใช่ตัวบุคคล เพื่อไม่ให้แบรนด์ผูกกับคนคนเดียว) และเลือกหมวดสินค้าให้ครอบคลุมแผนขยาย ขั้นตอนการยื่นดูจดเครื่องหมายการค้า: ขั้นตอน เอกสาร และเวลา ส่วนเรื่องโครงสร้างว่าใครควรเป็นเจ้าของแบรนด์ตั้งแต่ตอนตั้งบริษัท ดูใครเป็นเจ้าของแบรนด์
ในสัญญา OEM ควรเขียนว่า โรงงานไม่ได้รับสิทธิใดในเครื่องหมาย ชื่อ โลโก้ และบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ นอกจากการใช้เพื่อผลิตให้แบรนด์นั้นเท่านั้น โรงงานต้องไม่ผลิตสินค้าที่ใช้เครื่องหมายเดียวกันหรือคล้ายกันให้ผู้อื่น และต้องทำลายหรือส่งคืนบรรจุภัณฑ์ส่วนเกินเมื่อสัญญาสิ้นสุด
4. สูตรและแบบ: ทรัพย์สินที่ไม่มีใครจด
สูตรผลิตภัณฑ์ ขั้นตอนการผลิต และแบบบางประเภทอาจไม่ได้อยู่ในทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาใด ๆ ความคุ้มครองจึงมาจากสัญญาและการรักษาความลับเป็นหลัก ปัญหาที่เกิดบ่อยคือ ผู้ว่าจ้างเข้าใจว่าสูตรเป็นของตนเพราะจ่ายค่าพัฒนา แต่สัญญาไม่เขียน โรงงานเข้าใจว่าสูตรเป็นของตนเพราะเป็นผู้คิด และไม่มีข้อห้ามไม่ให้ผลิตให้ผู้อื่น
ข้อที่ควรมีในสัญญา
- ระบุว่าสูตรหรือแบบแต่ละรายการ ใครเป็นเจ้าของ แยกระหว่างสิ่งที่ผู้ว่าจ้างให้มา สิ่งที่พัฒนาร่วมกัน และสิ่งที่โรงงานมีอยู่เดิม
- ถ้าโรงงานเป็นเจ้าของสูตรเดิม ผู้ว่าจ้างควรได้อะไร เช่น สิทธิเฉพาะในรูปแบบที่ปรับให้ หรือสิทธิให้โรงงานอื่นผลิตต่อได้เมื่อเลิกสัญญา
- ข้อห้ามไม่ให้โรงงานนำสูตรที่พัฒนาให้แบรนด์ไปผลิตให้ผู้อื่น
- การเก็บสูตรไว้อย่างปลอดภัย และใครเข้าถึงได้ ถ้าโรงงานเก็บสูตรไว้ฝ่ายเดียว ควรมีข้อกำหนดให้ส่งมอบสำเนาหรือฝากไว้กับบุคคลที่สามเมื่อเกิดเหตุที่กำหนด
- แม่พิมพ์ แบบพิมพ์ และอาร์ตเวิร์กที่ผู้ว่าจ้างจ่ายเงินทำ เป็นของใคร เก็บที่ไหน และห้ามนำไปใช้กับงานอื่น
ข้อพิพาทเรื่องสูตรกับแม่พิมพ์หลังเลิกสัญญามักแก้ยากกว่าตอนเขียนสัญญา หากเกิดแล้ว ดูแนวทางในคู่มือเปลี่ยนโรงงาน OEM ที่ลิงก์ไว้ด้านบน
5. ใบอนุญาตและใบจดแจ้ง: ใครเป็นผู้ถือ
สำหรับสินค้าที่ต้องขึ้นทะเบียนหรือจดแจ้งกับหน่วยงานกำกับ เช่น เครื่องสำอาง อาหาร อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ คำถามว่า "ใครเป็นผู้ยื่นและผู้ถือ" มีผลทั้งต่อความรับผิดและต่อการเปลี่ยนโรงงาน กฎหมายเฉพาะของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทกำหนดว่าใครมีสิทธิยื่นได้ และเงื่อนไขของสถานที่ผลิต จึงไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้ทุกประเภท
หลักที่ใช้ได้กว้าง
- ถ้าใบอนุญาตหรือใบจดแจ้งอยู่ในชื่อโรงงาน แบรนด์อาจต้องยื่นใหม่เมื่อย้ายโรงงาน และสินค้าอาจหยุดขายระหว่างรอ
- ถ้าอยู่ในชื่อแบรนด์ แบรนด์รับผิดต่อหน่วยงานกำกับโดยตรงสำหรับเนื้อหาของใบนั้น เช่น คำโฆษณาและฉลาก แม้โรงงานเป็นผู้ผลิตจริง
- สถานที่ผลิตที่ระบุไว้ในใบ เปลี่ยนโดยไม่แจ้งไม่ได้
คู่มือเฉพาะ ได้แก่ ใบจดแจ้งเครื่องสำอาง ใครควรเป็นผู้ถือ และขอ อย. อาหาร อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ ควรตรวจประกาศฉบับล่าสุดของ อย. ก่อนวางโครงสร้าง เพราะรายละเอียดเปลี่ยนได้ และสำนักงานของเรารับดำเนินการขึ้นทะเบียน อย.
6. ความรับผิดต่อสินค้า: ติดชื่อแบรนด์แล้วต้องรับผิดด้วย
หลักสำคัญของพ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 คือผู้ประกอบการต้องรับผิดต่อผู้เสียหายสำหรับความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ว่าผู้ประกอบการประมาท และนิยามผู้ประกอบการครอบคลุมผู้ที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตนกับสินค้า หมายความว่า
- เจ้าของแบรนด์ที่จ้างผลิต เป็นผู้ประกอบการได้ทั้งในฐานะผู้ว่าจ้างให้ผลิตและในฐานะผู้ที่ใช้เครื่องหมายของตน
- โรงงาน ก็เป็นผู้ประกอบการในฐานะผู้ผลิต
- ผู้เสียหายเลือกฟ้องใครก็ได้ ในบรรดาผู้ประกอบการ ส่วนการแบ่งภาระกันภายในเป็นเรื่องของสัญญาระหว่างเจ้าของแบรนด์กับโรงงาน
สิ่งที่ควรมีในสัญญาผลิตจึงไม่ใช่การเขียนว่า "โรงงานรับผิดทั้งหมด" ซึ่งอาจขัดกับกฎหมายและไม่ช่วยเมื่อผู้บริโภคฟ้องแบรนด์ แต่ควรเป็นดังนี้
(ตัวอย่างข้อสัญญา — ปรับตามข้อเท็จจริง)
โรงงานรับรองว่าสินค้าที่ส่งมอบผลิตตามข้อกำหนดและมาตรฐานที่ตกลงกัน
หากผู้ว่าจ้างต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเพราะสินค้าไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
หรือเพราะความบกพร่องในการผลิต โรงงานต้องชดใช้ในส่วนที่เกิดจากความบกพร่องนั้น
ทั้งสองฝ่ายต้องแจ้งกันโดยพลันเมื่อได้รับข้อร้องเรียนหรือการเรียกร้อง
และให้ความร่วมมือในการสืบสวน โรงงานต้องเก็บตัวอย่างและบันทึกการผลิตของแต่ละล็อตไว้
ตามระยะเวลาที่กำหนด
เสริมด้วยการตรวจรับสินค้า ระบบเลขล็อต และการเก็บตัวอย่าง เพื่อให้เมื่อเกิดปัญหาสามารถสืบได้ว่าความบกพร่องเกิดที่ขั้นตอนใด ความเสียหายในกรณีที่ผู้ว่าจ้างเป็นฝ่ายกำหนดสูตรที่ไม่ปลอดภัยเอง โรงงานย่อมไม่รับผิดชอบตามข้อสัญญาข้างต้น จึงต้องตกลงขอบเขตให้ชัด การประกันภัยความรับผิดต่อสินค้า (ถ้ามี) เป็นเรื่องที่ควรปรึกษาตัวแทนประกันภัย เราไม่ได้ให้ความเห็นด้านประกันภัย
7. ฉลากและคำโฆษณา
ผู้ที่ขายสินค้าในนามแบรนด์ต้องจัดให้ฉลากถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและกฎหมายเฉพาะของสินค้านั้น รวมถึงคำโฆษณา แม้โรงงานจะพิมพ์ฉลากให้ก็ตาม รายละเอียดว่าฉลากต้องแสดงอะไรและใครรับผิดอยู่ในฉลากสินค้าตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ในสัญญา OEM ควรกำหนดให้ผู้ว่าจ้างอนุมัติต้นแบบฉลากเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนพิมพ์ และโรงงานต้องไม่เปลี่ยนข้อความเอง
8. ถ้าเป็นโรงงานที่อยากสร้างแบรนด์ของตัวเอง
ลำดับที่เราแนะนำ
- ตรวจสัญญา OEM เดิมทุกฉบับ ดูข้อห้ามแข่งขัน ข้อห้ามใช้สูตรหรือแบบของลูกค้า ข้อความลับ และข้อที่ให้ลูกค้ามีสิทธิก่อนในผลิตภัณฑ์ใกล้เคียง
- ตัดสินว่าแบรนด์ใหม่จะอยู่ในนิติบุคคลเดียวกับโรงงานหรือแยก การแยกบริษัททำให้แยกทรัพย์สินและความรับผิดได้ แต่เพิ่มภาระบัญชี ภาษี และการทำสัญญาระหว่างกัน ควรหารือกับนักบัญชี
- แยกสูตร ข้อมูลลูกค้า และการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้า OEM ออกจากแบรนด์ใหม่ เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่านำข้อมูลลับไปใช้
- จดเครื่องหมายการค้าและขอใบอนุญาตผลิตภัณฑ์ในนามผู้ที่จะเป็นเจ้าของแบรนด์
- บอกลูกค้า OEM รายใหญ่ตามสัญญา ถ้าสัญญากำหนด หรือเตรียมแผนรับมือ เพราะลูกค้าอาจมองว่าท่านกลายเป็นคู่แข่ง
- ทยอยเปลี่ยน ไม่ทิ้งรายได้เดิม เพราะรายได้ OEM มักเป็นกระแสเงินสดที่เลี้ยงการสร้างแบรนด์ในช่วงแรก
9. ถ้าเป็นแบรนด์ที่จ้างโรงงานผลิต
- ตรวจว่าสูตร แบบ แม่พิมพ์ อาร์ตเวิร์ก และใบอนุญาตอยู่ในชื่อใคร
- ทำให้เจ้าของแบรนด์มีสำเนาข้อกำหนดทางเทคนิคที่เพียงพอให้โรงงานอื่นผลิตต่อได้
- มีโรงงานสำรองที่ผ่านการประเมินเบื้องต้นไว้ ดูคู่มือเรื่องการพึ่งโรงงานรายเดียว
- กำหนดปริมาณขั้นต่ำและการแจ้งล่วงหน้าเมื่อโรงงานเลิกผลิตหรือปรับราคา
- จัดระบบตรวจรับและเก็บตัวอย่างตามล็อต
10. เช็กลิสต์ก่อนเลือกโมเดล
- ตอบได้ว่ารายได้ส่วนใหญ่มาจากลูกค้ากี่ราย และสัญญากับรายใหญ่ห้ามหรือจำกัดการทำแบรนด์ของเราหรือไม่
- เครื่องหมายการค้าจดไว้ในชื่อผู้ที่เป็นเจ้าของแบรนด์จริง ในหมวดสินค้าที่ขายและที่จะขยาย
- สัญญาระบุเจ้าของสูตร แบบ แม่พิมพ์ อาร์ตเวิร์ก และสิ่งที่ต้องส่งมอบเมื่อเลิกสัญญา
- ใบอนุญาตหรือใบจดแจ้งอยู่ในชื่อที่เหมาะสมกับประเภทสินค้า และสถานที่ผลิตตรงกับที่ระบุ
- สัญญามีข้อชดใช้ภายในระหว่างแบรนด์กับโรงงาน และระบบเลขล็อตกับการเก็บตัวอย่าง
- ฉลากและคำโฆษณาผ่านการอนุมัติของเจ้าของแบรนด์ก่อนพิมพ์
- ปริมาณขั้นต่ำ ระยะแจ้งล่วงหน้า และเงื่อนไขการเปลี่ยนราคาเขียนชัด
- มีโรงงานสำรองหรือแผนเปลี่ยนโรงงาน
- ถ้าเป็นโรงงานที่จะทำแบรนด์เอง ตรวจสัญญา OEM เดิมแล้วและแยกข้อมูลของลูกค้าแต่ละราย
อ่านเพิ่มเติม
- เปลี่ยนโรงงาน OEM: สูตร แม่พิมพ์ กล่อง และสต็อกเป็นของใคร — เมื่อตัดสินใจย้ายแล้วต้องดึงอะไรกลับ
- ใครเป็นเจ้าของแบรนด์ — วางโครงสร้างแบรนด์ตั้งแต่ตั้งบริษัท
- จดเครื่องหมายการค้า: ขั้นตอน เอกสาร และเวลา — ขั้นตอนยื่นจด
- ใบจดแจ้งเครื่องสำอาง ใครควรเป็นผู้ถือ — ผู้ถือใบจดแจ้งกับโรงงาน OEM
- ขอ อย. อาหาร อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์ — ใครต้องเป็นผู้ยื่น
- ฉลากสินค้าตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค — ฉลากและผู้รับผิด
- โมเดลธุรกิจและโครงสร้างทางกฎหมายสำหรับ SME ไทย — ภาพรวมของทางเลือกอื่น ๆ
รับจ้างผลิตหรือสร้างแบรนด์เอง คำตอบที่ปลอดภัยอยู่ที่ว่าใครถือเครื่องหมาย สูตร และใบอนุญาต ไม่ใช่แค่ใครได้กำไรต่อชิ้นมากกว่า ตรวจสามอย่างนี้ให้อยู่ในมือที่ถูกก่อนขยายโมเดล
เราช่วยตรวจและร่างสัญญาจ้างผลิต วางโครงสร้างเจ้าของแบรนด์ จดเครื่องหมายการค้า และขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ให้ธุรกิจที่ผลิตหรือสั่งผลิตสินค้า ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ จดเครื่องหมายการค้า และ ขึ้นทะเบียน อย.
คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

