ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายธุรกิจ

เจ้าของโรงแรมจ้างบริษัทบริหารโรงแรม ต้องตกลงเรื่องเงิน พนักงาน ใบอนุญาต และข้อมูลลูกค้าอย่างไร

สัญญาจ้างบริหารโรงแรมต้องตอบให้ชัดว่าใครเป็นเจ้าของอาคาร ใครถือใบอนุญาต ใครเป็นผู้จัดการโรงแรม เงินค่าห้องเข้าบัญชีใคร ใครเป็นนายจ้าง ค่าบริหารคิดจากรายได้หรือกำไร และเมื่อเลิกสัญญาต้องคืนบัญชี OTA เว็บไซต์ ข้อมูลแขก และเอกสารอย่างไร

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมกฎหมายธุรกิจ5 พฤศจิกายน 256915 นาที
เจ้าของโรงแรมจ้างบริษัทบริหารโรงแรม ต้องตกลงเรื่องเงิน พนักงาน ใบอนุญาต และข้อมูลลูกค้าอย่างไร

เจ้าของโรงแรมจำนวนมากไม่ได้บริหารเอง แต่จ้างบริษัทบริหารโรงแรม ทั้งเครือที่มีแบรนด์และบริษัทบริหารท้องถิ่น ปัญหามักไม่เกิดในวันเซ็นสัญญา แต่เกิดเมื่อเจ้าของอยากรู้ว่าเงินค่าห้องเดือนนี้อยู่ที่ไหน หรือเมื่อจะเลิกสัญญาแล้วพบว่าบัญชีโรงแรมใน OTA โดเมนเว็บไซต์ ใบอนุญาต และพนักงานทั้งหมดอยู่ในชื่อของบริษัทบริหาร โรงแรมยังเป็นของเจ้าของ แต่เปิดขายห้องต่อไม่ได้

คู่มือนี้เขียนสำหรับเจ้าของที่จะจ้าง หรือจ้างผู้บริหารอยู่แล้ว โดยเน้นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับผู้บริหารตลอดอายุสัญญาและตอนเลิกสัญญา ถ้ายังอยู่ในขั้นซื้อหรือเซ้งโรงแรม ดูคู่มือซื้อหรือเซ้งโรงแรมที่เปิดอยู่แล้ว ซึ่งเน้นการตรวจก่อนซื้อ

คำตอบหลัก

ก่อนลงนามสัญญาจ้างบริหารโรงแรม (Hotel Management Agreement) เจ้าของควรได้คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรห้าเรื่อง คือ หนึ่ง ใครเป็นเจ้าของอาคาร ใครเป็นผู้ได้รับใบอนุญาต ใครเป็นผู้จัดการโรงแรม และบริษัทบริหารมีบทบาทอะไร สอง เงินทุกช่องทางเข้าบัญชีในชื่อใคร ใครเบิกได้เท่าไร และเจ้าของตรวจได้อย่างไร สาม ใครเป็นนายจ้าง ใครรับค่าใช้จ่ายใด และใครอนุมัติสัญญากับคู่ค้า สี่ ค่าบริหารคิดจากรายได้หรือกำไร และตัวเลขเหล่านั้นนิยามไว้อย่างไร ห้า เมื่อเลิกสัญญา ต้องคืนอะไร ในรูปแบบใด และภายในกี่วัน

หลักกฎหมาย ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่กำหนดด้วยสัญญา กฎหมายวางกรอบไว้บางจุด ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมออกให้ผู้ประกอบการ ไม่ใช่ตัวอาคาร กฎหมายโรงแรมกำหนดหน้าที่ของผู้จัดการโรงแรม เช่น การจัดทำทะเบียนผู้พัก ฝ่ายที่เป็นนายจ้างรับภาระตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและประกันสังคม และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 แยกหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูล (มาตรา 37) กับผู้ประมวลผลข้อมูลที่ทำตามคำสั่ง (มาตรา 40) สัญญาที่ดีจึงต้องให้บทบาทในเอกสารตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

1. เจ้าของอาคาร ผู้ได้รับใบอนุญาต ผู้จัดการโรงแรม และบริษัทบริหาร ต่างกันอย่างไร

สี่บทบาทนี้อาจเป็นคนเดียวกันหรือคนละคน ความสับสนเริ่มเมื่อเจ้าของคิดว่าตนถือทุกบทบาท แต่เอกสารจริงอยู่ในชื่อผู้บริหาร

บทบาทโดยทั่วไปคือใครทำไมสำคัญ
เจ้าของที่ดินและอาคารบริษัทเจ้าของ หรือผู้เช่าที่ดินระยะยาวเป็นผู้ลงทุนและรับความเสี่ยงของทรัพย์สิน
ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมผู้ที่ประกอบธุรกิจในนามตนใบอนุญาตไม่ติดไปกับอาคาร ถ้าอยู่ในชื่อผู้บริหาร ต้องโอนหรือขอใหม่เมื่อเลิกสัญญา
ผู้จัดการโรงแรมตามกฎหมายโรงแรมบุคคลที่รับผิดชอบการดำเนินงานของโรงแรม มักเป็นผู้จัดการทั่วไปที่ผู้บริหารส่งมามีหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น ทะเบียนผู้พัก และการแจ้งที่พักของคนต่างด้าว ถ้าคนนี้ลาออกต้องมีคนรับหน้าที่ต่อทันที
บริษัทบริหารโรงแรมผู้รับจ้างที่นำระบบ คน และบางครั้งแบรนด์มาให้ได้รับค่าบริหาร ควรมีอำนาจเท่าที่สัญญามอบให้

รูปแบบที่พบบ่อยมีสามแบบ และต้องรู้ก่อนว่าโรงแรมของเราอยู่แบบไหน

  • จ้างบริหาร เจ้าของรับรายได้และรับผลขาดทุนเอง ผู้บริหารได้ค่าบริหาร ใบอนุญาต บัญชีธนาคาร และสัญญากับคู่ค้าควรอยู่ในชื่อเจ้าของ
  • ให้เช่า ผู้บริหารเช่าอาคารไปประกอบธุรกิจเอง รายได้เป็นของผู้เช่า เจ้าของได้ค่าเช่า ใบอนุญาตและพนักงานจึงมักอยู่ฝั่งผู้เช่า ประเด็นหลักจะกลายเป็นเรื่องสัญญาเช่า
  • แฟรนไชส์ เจ้าของบริหารเองหรือจ้างผู้บริหารอีกราย แต่ใช้แบรนด์และระบบจองของเครือ มีสัญญาสองชุดที่ต้องอ่านคู่กัน

สัญญาณอันตราย คือเอกสารเขียนว่า "จ้างบริหาร" แต่ใบอนุญาต บัญชีรับเงิน และสัญญาจ้างพนักงานอยู่ในชื่อผู้บริหารทั้งหมด ในทางปฏิบัติเจ้าของแบกความเสี่ยงแบบผู้ลงทุน แต่ถือสิทธิแค่สิทธิเรียกร้องตามสัญญา ถ้าผู้บริหารมีปัญหาการเงิน เงินของโรงแรมอาจปนอยู่กับทรัพย์สินของผู้บริหาร

2. เงินค่าห้องเข้าบัญชีใคร ใครเบิกได้ และเจ้าของตรวจรายได้อย่างไร

ในรูปแบบจ้างบริหาร หลักที่ปลอดภัยคือ เงินทุกบาทของโรงแรมเข้าบัญชีในชื่อบริษัทเจ้าของ ผู้บริหารมีอำนาจเบิกจ่ายตามที่มอบหมาย ไม่ใช่เป็นเจ้าของบัญชี

ไล่ทุกช่องทางที่เงินเข้า และเขียนในสัญญาว่าแต่ละช่องทางเข้าบัญชีไหน

  • เงินสดและโอนที่หน้าเคาน์เตอร์
  • เครื่องรับบัตร (EDC) ร้านค้าที่ผูกกับเครื่องอยู่ในชื่อใคร
  • เงินที่ OTA โอนให้ เช่น กรณี OTA เก็บเงินแขกแล้วโอนต่อ หรือจ่ายด้วยบัตรเสมือน
  • เพย์เมนต์เกตเวย์บนเว็บไซต์โรงแรม
  • POS ห้องอาหาร บาร์ สปา และเงินมัดจำงานจัดเลี้ยงหรือสัมมนา
  • เซอร์วิสชาร์จที่เก็บจากแขกเพื่อแบ่งให้พนักงาน ควรบันทึกแยกและมีหลักฐานการจ่าย

อำนาจเบิกจ่าย กำหนดเป็นชั้น เช่น รายจ่ายประจำตามงบที่อนุมัติแล้วผู้บริหารสั่งจ่ายได้ รายจ่ายเกินวงเงินหรือนอกงบต้องมีผู้แทนเจ้าของลงนามร่วม และห้ามผู้บริหารกู้ยืม ค้ำประกัน หรือนำทรัพย์สินของโรงแรมไปเป็นหลักประกันในนามเจ้าของ เว้นแต่ได้รับอนุมัติเป็นหนังสือ ค่าบริหารควรจ่ายเมื่อมีใบแจ้งหนี้และการคำนวณแนบ ไม่ใช่ให้ผู้บริหารหักจากบัญชีเอง

การรายงานและการตรวจ ที่ควรเขียนไว้

  • รายงานรายวัน เช่น ยอดขายห้อง อัตราเข้าพัก ราคาห้องเฉลี่ย และเงินฝากธนาคาร
  • งบกำไรขาดทุนรายเดือนภายในกำหนดวัน พร้อมเทียบกับงบประมาณ
  • สิทธิของเจ้าของในการดูข้อมูลแบบอ่านอย่างเดียวในระบบ PMS POS และบัญชีธนาคาร โดยให้ธนาคารส่งรายการเดินบัญชีถึงเจ้าของโดยตรง
  • รายงานห้องพักที่ให้เปล่า (complimentary) ส่วนลด การยกเลิกรายการ และการปรับยอดหลังปิดวัน ซึ่งเป็นจุดที่รายได้รั่วบ่อย
  • สิทธิตั้งผู้สอบบัญชีหรือผู้ตรวจของเจ้าของเข้าตรวจสมุดบัญชีและเอกสาร ใครรับค่าใช้จ่ายถ้าพบความคลาดเคลื่อนเกินระดับที่ตกลง และระยะเวลาที่ผู้บริหารต้องเก็บเอกสาร รวมถึงหลังเลิกสัญญา

ภาษีและบัญชี ถ้าบริษัทเจ้าของเป็นผู้ประกอบการและเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ต้องกำหนดว่าใครทำบัญชี ใครยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย และใครรับผิดถ้ายื่นล่าช้าเพราะเอกสารจากผู้บริหารมาไม่ครบ ดูการวางระบบบัญชีของบริษัทในคู่มือบัญชีบริษัทปีแรก

3. ใครเป็นนายจ้างของพนักงานโรงแรม และใครรับค่าใช้จ่ายใด

รูปแบบนายจ้างมีสองทางหลัก

  • เจ้าของเป็นนายจ้าง พนักงานทำสัญญากับบริษัทเจ้าของ ผู้บริหารคัดเลือกและบังคับบัญชาแทน ผู้จัดการทั่วไปและหัวหน้าแผนกบางคนอาจเป็นพนักงานของผู้บริหารที่ส่งมาประจำ แล้วเรียกเก็บค่าใช้จ่ายคืน
  • ผู้บริหารเป็นนายจ้าง พนักงานทำสัญญากับบริษัทบริหาร แล้วผู้บริหารเรียกเก็บค่าแรงและสวัสดิการคืนจากเจ้าของ

ฝ่ายที่เป็นนายจ้างรับภาระตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ประกันสังคม และค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง ถ้าผู้บริหารเป็นนายจ้างแต่พนักงานทำงานในกิจการของเจ้าของ ต้องพิจารณาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 ด้วย ซึ่งวางหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการต่อลูกจ้างที่ผู้รับเหมาค่าแรงจัดหามาทำงานในกิจการ ให้ได้สิทธิประโยชน์และสวัสดิการอย่างเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ จะเข้าข่ายหรือไม่ขึ้นกับข้อเท็จจริง ดูประเด็นนี้เพิ่มในคู่มือแรงงานจากผู้รับเหมาค่าแรง

เมื่อเลิกสัญญาบริหาร พนักงานไม่ได้ย้ายไปเป็นลูกจ้างของเจ้าของหรือของผู้บริหารรายใหม่โดยอัตโนมัติ การเปลี่ยนนายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากพนักงาน สัญญาจึงต้องตอบล่วงหน้าว่า

  • ใครรับภาระค่าชดเชยและวันลาสะสมของอายุงานที่ผ่านมา
  • ถ้าพนักงานยินยอมย้าย จะนับอายุงานต่อหรือไม่
  • ผู้บริหารต้องส่งแฟ้มพนักงาน ประวัติเงินเดือน และข้อมูลประกันสังคมให้ใคร ภายในเมื่อไร

ดูการย้ายพนักงานระหว่างบริษัทในบทความโอนพนักงานไปบริษัทในเครือ

แบ่งค่าใช้จ่ายให้ชัด ค่าใช้จ่ายของโรงแรม เช่น ค่าแรงพนักงานโรงแรม ค่าน้ำไฟ วัตถุดิบ และค่าซ่อมบำรุง โดยทั่วไปเป็นของเจ้าของ ส่วนต้นทุนสำนักงานใหญ่ของผู้บริหารควรรวมอยู่ในค่าบริหารแล้ว จุดที่ต้องเขียนให้ชัดคือ

  • ค่าบริการส่วนกลางของเครือ เช่น ระบบจอง ระบบสมาชิก การตลาดร่วม การฝึกอบรม และค่าเดินทางของทีมภูมิภาค คิดอย่างไรและมีเพดานหรือไม่
  • ส่วนลดหรือเงินคืนจากการจัดซื้อรวมของเครือ ต้องเปิดเผยและคืนให้โรงแรมหรือไม่
  • สัญญาที่ผู้บริหารทำกับบริษัทในเครือของตนเอง ต้องได้รับอนุมัติจากเจ้าของก่อน

การอนุมัติงบและสัญญากับคู่ค้า

  • งบประมาณดำเนินงานรายปีและงบลงทุนต้องได้รับอนุมัติจากเจ้าของ และกำหนดว่าถ้าตกลงงบไม่ได้จะใช้งบใดไปพลางก่อน
  • สัญญากับคู่ค้าเกินวงเงิน หรือมีอายุเกินอายุสัญญาบริหาร ต้องได้รับอนุมัติ
  • สัญญากับคู่ค้าควรทำในชื่อเจ้าของ หรือมีข้อให้โอนหรือเลิกได้เมื่อสัญญาบริหารสิ้นสุด ดูวิธีเขียนระดับบริการในคู่มือสัญญาบริการรายเดือน MSA และ SLA

4. ใบอนุญาตโรงแรมและใบอนุญาตอื่น อยู่ในชื่อใคร และใครต่ออายุ

ทำบัญชีใบอนุญาต ระบุชื่อผู้ถือ วันหมดอายุ ผู้รับผิดชอบต่ออายุ และที่เก็บต้นฉบับ อย่างน้อยควรมี

  • ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม และรายชื่อผู้จัดการโรงแรมที่แจ้งไว้
  • ใบอนุญาตขายสุรา ใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งสถานที่จำหน่ายอาหาร
  • ใบอนุญาตสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ถ้ามีสปา
  • ใบอนุญาตที่เกี่ยวกับอาคาร ป้าย ระบบความปลอดภัยจากอัคคีภัย และสิ่งแวดล้อม ตามที่โรงแรมนั้นต้องมี

ถ้าใบอนุญาตอยู่ในชื่อผู้บริหาร เมื่อเลิกสัญญาเจ้าของต้องขอโอนหรือขอใบอนุญาตใหม่ ระหว่างนั้นอาจขายห้องหรือขายสุราไม่ได้ สัญญาจึงควรบังคับให้ผู้บริหารช่วยยื่นโอน ลงนามเอกสารที่จำเป็น และบริหารต่อในช่วงส่งมอบจนกว่าการโอนเสร็จ ดูเรื่องใบอนุญาตโรงแรมเพิ่มในบทความใบอนุญาตโรงแรมและที่พัก

หน้าที่ประจำวันตามกฎหมาย เช่น ทะเบียนผู้พัก และการแจ้งที่พักของคนต่างด้าว ทำโดยพนักงานของผู้บริหาร แต่ผลทางกฎหมายตกกับผู้ได้รับใบอนุญาตและผู้จัดการโรงแรม สัญญาควรให้ผู้บริหารรายงานการปฏิบัติตามกฎหมาย แจ้งเจ้าของทันทีเมื่อมีหนังสือจากราชการ และรับผิดเมื่อการละเลยเกิดจากผู้บริหาร

ประกันภัย แยกให้ชัดว่าใครทำประกันทรัพย์สิน ประกันความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และประกันที่เกี่ยวกับพนักงาน ใครเป็นผู้เอาประกันร่วม และใครรับผิดเมื่อแขกบาดเจ็บเพราะความประมาทของพนักงาน ดูประเด็นนี้ในคู่มือแขกบาดเจ็บในโรงแรม

5. ค่าบริหารคิดจากรายได้หรือกำไร และนิยามตัวเลขต้องเขียนอย่างไร

สัญญาจ้างบริหารส่วนใหญ่มีค่าบริหารสองส่วน

  • ส่วนพื้นฐาน คิดเป็นสัดส่วนของรายได้รวม ผู้บริหารได้รับแม้โรงแรมขาดทุน
  • ส่วนจูงใจ คิดจากกำไรจากการดำเนินงาน หรือจากกำไรที่เหลือหลังเจ้าของได้รับผลตอบแทนขั้นต่ำก่อน จูงใจให้ผู้บริหารคุมต้นทุน ไม่ใช่เพียงเพิ่มยอดขาย

อัตราเป็นเรื่องต่อรอง แต่ ข้อพิพาทส่วนใหญ่เกิดจากนิยาม ไม่ใช่อัตรา ควรตรวจอย่างน้อย

รายได้รวม รวมหรือไม่รวมอะไร

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเซอร์วิสชาร์จที่แบ่งให้พนักงาน
  • เงินมัดจำที่ยังไม่ได้ให้บริการ
  • รายได้จาก OTA คิดก่อนหรือหลังหักค่านายหน้า
  • เงินค่าสินไหมประกันภัย และเงินจากการขายทรัพย์สินของโรงแรม
  • รายได้จากผู้เช่าพื้นที่ในโรงแรม เช่น ร้านค้าหรือสปาที่ให้คนอื่นเช่า

กำไรจากการดำเนินงาน หักอะไรแล้วบ้าง

  • ค่าแรง ค่าน้ำไฟ การตลาด ซ่อมบำรุง และค่าระบบไอที
  • ค่าบริการส่วนกลางของเครือ ค่าใช้แบรนด์ และค่าระบบสมาชิก หักก่อนหรือหลังคำนวณกำไร
  • รายการที่ควรอยู่ "ใต้เส้น" คือไม่ถูกนำมาลดหรือเพิ่มกำไรที่ใช้คิดค่าจูงใจ เช่น ค่าบริหารเอง เบี้ยประกันทรัพย์สิน ภาษีโรงเรือนหรือภาษีที่ดิน เงินสำรองเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ ค่าเช่าที่ดิน ค่าเสื่อมราคา และดอกเบี้ย

หลายสัญญาอ้างมาตรฐานระบบบัญชีของอุตสาหกรรมโรงแรม (USALI) ควรระบุฉบับที่ใช้ และระบุรายการที่ตกลงต่างจากมาตรฐานไว้ในภาคผนวก

ค่าธรรมเนียมอื่นที่มักซ่อนอยู่ ควรรวมเป็นตารางเดียวเพื่อเห็นต้นทุนทั้งหมด เช่น ค่าใช้แบรนด์ เงินสมทบการตลาด ค่าจองผ่านระบบกลาง ค่าระบบสมาชิก ค่าบริการด้านเทคนิคช่วงก่อสร้างหรือปรับปรุง และค่าเตรียมเปิดโรงแรม

เงินสำรองเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ ควรแยกบัญชีในชื่อเจ้าของ กำหนดว่าใครอนุมัติการใช้ และเงินที่เหลือเมื่อเลิกสัญญาเป็นของเจ้าของ

เกณฑ์วัดผลงาน ถ้าเจ้าของต้องการสิทธิเลิกสัญญาเมื่อผลงานต่ำ ต้องเขียนวิธีวัดให้ทดสอบได้ เช่น เทียบกับงบประมาณและกลุ่มโรงแรมคู่แข่งที่ระบุชื่อไว้ ติดต่อกันกี่ปี มีข้อยกเว้นเหตุสุดวิสัยหรือไม่ และผู้บริหารมีสิทธิจ่ายส่วนต่างเพื่อแก้ไขแทนการถูกเลิกสัญญาหรือไม่

6. บัญชี OTA เว็บไซต์ และระบบจอง เป็นของใคร

สิ่งที่ทำให้เจ้าของเสียหายมากที่สุดตอนเลิกสัญญามักไม่ใช่ตัวอาคาร แต่เป็นช่องทางขาย ควรกำหนดตั้งแต่วันแรกว่า

  • บัญชีโรงแรมใน OTA เช่น หน้าโรงแรมใน Booking.com Agoda Expedia และ Trip.com ผูกกับบริษัทเจ้าของ เจ้าของมีสิทธิผู้ดูแลหลัก และเงินโอนเข้าบัญชีเจ้าของ หน้าโรงแรมนี้สะสมรีวิวและอันดับไว้ ถ้าเสียไปต้องเริ่มใหม่
  • โดเมนเว็บไซต์ อีเมลโดเมน เพจโซเชียล และ Google Business Profile จดทะเบียนในชื่อเจ้าของ ผู้บริหารได้สิทธิผู้ดูแลรอง
  • ระบบ PMS ช่องทางขาย (channel manager) และ POS ถ้าเป็นระบบของเครือ ต้องตกลงรูปแบบไฟล์ที่ส่งออกได้เมื่อเลิกสัญญา เช่น ประวัติการจอง การจองล่วงหน้า และบัญชีลูกหนี้
  • เบอร์โทรและไลน์ของโรงแรม อยู่ในชื่อเจ้าของ

ถ้าเป็นโรงแรมที่ใช้แบรนด์ของเครือ ชื่อแบรนด์ โลโก้ มาตรฐาน และระบบสมาชิกเป็นของผู้บริหารหรือเจ้าของแบรนด์ เมื่อเลิกสัญญาเจ้าของต้องถอดแบรนด์ภายในเวลาที่กำหนด สิ่งที่ต่อรองได้คือข้อมูลระดับโรงแรม เช่น การจองล่วงหน้าที่เข้ามาผ่านระบบของเครือ ควรตกลงว่าจะส่งต่อหรือให้เกียรติการจองเหล่านั้นอย่างไร

7. ข้อมูลแขกและ PDPA: ใครเป็นผู้ควบคุมข้อมูล

ตามหลักทั่วไป ในรูปแบบจ้างบริหาร ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่เก็บข้อมูลแขกเพื่อให้บริการที่พักมักเป็นผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนผู้บริหารที่ประมวลผลตามคำสั่งเป็นผู้ประมวลผลข้อมูล มาตรา 40 กำหนดหน้าที่ผู้ประมวลผล เช่น ดำเนินการตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูล จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย แจ้งเหตุละเมิดต่อผู้ควบคุมข้อมูล และจัดทำบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล

แต่ถ้าผู้บริหารนำข้อมูลไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของตนเอง เช่น ระบบสมาชิกของเครือ หรือการตลาดของโรงแรมอื่นในเครือ ผู้บริหารอาจเป็นผู้ควบคุมข้อมูลสำหรับวัตถุประสงค์นั้นด้วย ต้องแยกให้ชัดว่าข้อมูลใดใช้เพื่ออะไร และใครแจ้งแขก

ข้อตกลงประมวลผลข้อมูล ควรมีอย่างน้อย

  • วัตถุประสงค์และประเภทข้อมูล เช่น ข้อมูลการจอง สำเนาหนังสือเดินทาง ข้อมูลบัตร และภาพจากกล้องวงจรปิด
  • ผู้ประมวลผลช่วง เช่น ผู้ให้บริการ PMS ระบบคลาวด์ และ OTA
  • มาตรการรักษาความปลอดภัย และระยะเวลาเก็บข้อมูล
  • ระยะเวลาที่ผู้บริหารต้องแจ้งเหตุละเมิดต่อเจ้าของ ให้สั้นพอที่ผู้ควบคุมข้อมูลจะแจ้งสำนักงานได้ทันตามมาตรา 37
  • การส่งคืนหรือลบข้อมูลเมื่อเลิกสัญญา พร้อมหนังสือยืนยัน

ดูจุดรั่วที่พบบ่อยในโรงแรมในบทความทะเบียนผู้พักกับ PDPA และขั้นตอนเมื่อข้อมูลรั่วในคู่มือรับมือข้อมูลรั่วไหล

8. เมื่อเลิกสัญญา ต้องคืนอะไร และภายในกี่วัน

เหตุเลิกสัญญาที่ควรเขียนไว้ ได้แก่ ครบกำหนด ผลงานต่ำกว่าเกณฑ์ ผิดสัญญาร้ายแรงแล้วไม่แก้ภายในเวลาที่กำหนด ผู้บริหารล้มละลายหรือหยุดกิจการ และการขายโรงแรม รวมถึงค่าเลิกสัญญาก่อนกำหนด และช่วงส่งมอบที่ผู้บริหารต้องบริหารต่อ

ตารางส่งมอบที่ควรแนบท้ายสัญญา

รายการสิ่งที่ต้องได้รับกำหนดเวลา
อำนาจเบิกจ่ายบัญชีธนาคารยกเลิกสิทธิของผู้บริหาร โทเคน และบัตรวันที่สัญญาสิ้นสุด
บัญชี OTA โดเมน อีเมล โซเชียลโอนสิทธิผู้ดูแลหลัก เปลี่ยนรหัส ตัดอีเมลยืนยันของผู้บริหารวันที่สัญญาสิ้นสุด
การจองล่วงหน้าและเงินมัดจำรายชื่อการจองที่เข้าพักหลังวันสิ้นสุด และโอนเงินมัดจำที่รับไว้วันที่สัญญาสิ้นสุด
ข้อมูลใน PMS และ POSไฟล์ส่งออกตามรูปแบบที่ตกลงตามที่กำหนดในสัญญา
ข้อมูลแขกส่งคืนหรือลบ พร้อมหนังสือยืนยันตามข้อตกลงประมวลผลข้อมูล
แฟ้มพนักงานและข้อมูลประกันสังคมส่งให้ฝ่ายที่จะเป็นนายจ้างต่อ เฉพาะพนักงานที่ยินยอมย้ายก่อนวันย้าย
ใบอนุญาตลงนามเอกสารโอน หรือบริหารต่อจนกว่าใบอนุญาตใหม่ออกตามระยะเวลาของราชการ
สัญญากับคู่ค้ารายการสัญญา โอนหรือเลิกภายในช่วงส่งมอบ
บัญชีและเอกสารงบปิดบัญชี การกระทบยอดค่าบริหาร และเอกสารต้นฉบับตามที่กำหนดในสัญญา
กุญแจ รหัส และทรัพย์สินรายการทรัพย์สิน สินค้าคงเหลือ และรหัสทุกระบบวันที่สัญญาสิ้นสุด

ถือเงินค่าบริหารงวดสุดท้ายไว้จนส่งมอบครบ เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลถ้าเขียนไว้ในสัญญาตั้งแต่ต้น ส่วนการบอกเลิกและการคำนวณค่าเสียหาย ต้องทำตามขั้นตอนในสัญญา และควรตรวจก่อนส่งหนังสือ เพราะการบอกเลิกผิดขั้นตอนอาจทำให้เจ้าของกลายเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเอง

9. เช็กลิสต์ก่อนลงนามสัญญาจ้างบริหารโรงแรม

บทบาทและเอกสาร

  • ระบุรูปแบบให้ชัด จ้างบริหาร ให้เช่า หรือแฟรนไชส์
  • ใบอนุญาตโรงแรมและใบอนุญาตอื่นอยู่ในชื่อใคร ใครต่ออายุ
  • ผู้จัดการโรงแรมตามกฎหมายคือใคร และใครรับหน้าที่แทนเมื่อว่าง

เงิน

  • ทุกช่องทางรับเงินเข้าบัญชีในชื่อเจ้าของ
  • วงเงินเบิกจ่าย และรายการที่ต้องลงนามร่วม
  • รายงานรายวันและรายเดือน สิทธิอ่านข้อมูลในระบบ และสิทธิตรวจบัญชี
  • ห้ามกู้ยืม ค้ำประกัน หรือหักค่าบริหารจากบัญชีเอง

พนักงานและค่าใช้จ่าย

  • ใครเป็นนายจ้าง และใครรับค่าชดเชยเมื่อเลิกสัญญา
  • รายการค่าใช้จ่ายของโรงแรมกับของสำนักงานใหญ่ผู้บริหาร
  • ค่าบริการส่วนกลาง ส่วนลดจัดซื้อรวม และสัญญากับบริษัทในเครือ
  • การอนุมัติงบประมาณ งบลงทุน และสัญญากับคู่ค้า

ค่าบริหาร

  • นิยามรายได้รวมและกำไรจากการดำเนินงาน พร้อมรายการใต้เส้น
  • ตารางค่าธรรมเนียมทั้งหมด
  • เงินสำรองเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์อยู่ในบัญชีเจ้าของ
  • เกณฑ์วัดผลงานที่ทดสอบได้

ช่องทางขายและข้อมูล

  • บัญชี OTA โดเมน โซเชียล และเบอร์โทรอยู่ในชื่อเจ้าของ
  • รูปแบบไฟล์ส่งออกจาก PMS และ POS
  • ข้อตกลงประมวลผลข้อมูล และระยะเวลาแจ้งเหตุละเมิด

การเลิกสัญญา

  • เหตุเลิกสัญญา ค่าเลิกสัญญา และช่วงส่งมอบ
  • ตารางส่งมอบแนบท้ายสัญญา
  • การโอนการจองล่วงหน้าและเงินมัดจำ

อ่านเพิ่มเติม

สัญญาจ้างบริหารโรงแรมที่ดีทำให้เจ้าของถือเงิน ใบอนุญาต ช่องทางขาย และข้อมูลไว้ในมือตัวเองตลอดอายุสัญญา และเปลี่ยนผู้บริหารได้โดยโรงแรมไม่ต้องหยุดขาย

เราช่วยตรวจและต่อรองสัญญาจ้างบริหารโรงแรม สัญญาแฟรนไชส์ ข้อตกลงประมวลผลข้อมูล และวางแผนส่งมอบเมื่อเปลี่ยนผู้บริหาร ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ งานที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

จ้างบริษัทบริหารโรงแรมแล้ว ใบอนุญาตโรงแรมควรอยู่ในชื่อใคร+

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมออกให้ผู้ประกอบการ ไม่ได้ผูกกับตัวอาคาร ถ้าเป็นการจ้างบริหารที่เจ้าของรับผลกำไรขาดทุนเอง ใบอนุญาตมักอยู่ในชื่อบริษัทของเจ้าของ และบริษัทบริหารทำงานแทนในฐานะผู้รับจ้าง ถ้าใบอนุญาตอยู่ในชื่อบริษัทบริหาร เมื่อเลิกสัญญาเจ้าของต้องขอโอนหรือขอใบอนุญาตใหม่ ซึ่งอาจทำให้เปิดขายห้องไม่ได้ช่วงหนึ่ง สัญญาจึงควรบังคับให้ผู้บริหารช่วยโอนและดำเนินการต่อจนกว่าจะโอนเสร็จ (ดูหัวข้อ 1 และ 4)

เงินค่าห้องควรเข้าบัญชีของเจ้าของหรือบัญชีของบริษัทบริหาร+

ในรูปแบบจ้างบริหาร ควรเข้าบัญชีในชื่อบริษัทเจ้าของ แล้วให้บริษัทบริหารมีอำนาจเบิกจ่ายตามวงเงินและประเภทรายจ่ายที่กำหนด ถ้าเงินเข้าบัญชีของบริษัทบริหาร เงินนั้นปนกับทรัพย์สินของผู้บริหาร เจ้าของมีเพียงสิทธิเรียกร้องตามสัญญา และเสี่ยงมากถ้าผู้บริหารมีหนี้หรือหยุดกิจการ ต้องไล่ดูทุกช่องทางรับเงินด้วย เช่น เครื่องรับบัตร OTA เพย์เมนต์เกตเวย์ และ POS ห้องอาหาร (ดูหัวข้อ 2)

พนักงานโรงแรมเป็นลูกจ้างของเจ้าของหรือของบริษัทบริหาร+

แล้วแต่ที่ตกลงและสัญญาจ้างที่ทำกับพนักงานจริง บางโรงแรมเจ้าของเป็นนายจ้างและผู้บริหารส่งผู้จัดการทั่วไปมาประจำ บางโรงแรมผู้บริหารเป็นนายจ้างแล้วเรียกเก็บค่าแรงคืนจากเจ้าของ ฝ่ายที่เป็นนายจ้างรับภาระตามกฎหมายแรงงาน ประกันสังคม และค่าชดเชย และเมื่อเลิกสัญญา พนักงานไม่ได้ย้ายไปเป็นลูกจ้างของอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ ต้องได้รับความยินยอมจากพนักงาน (ดูหัวข้อ 3)

ค่าบริหารคิดจากรายได้หรือกำไรดีกว่ากัน+

สัญญาส่วนใหญ่มีทั้งสองแบบ ส่วนที่คิดจากรายได้รวมผู้บริหารได้รับแม้โรงแรมขาดทุน ส่วนที่คิดจากกำไรจูงใจให้คุมต้นทุน สิ่งที่เจ้าของต้องตรวจมากกว่าอัตราคือ นิยามของรายได้รวมและกำไรจากการดำเนินงาน ว่ารวมหรือไม่รวมรายการใด เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม เซอร์วิสชาร์จ เงินประกันภัย และค่าใช้จ่ายส่วนกลางของเครือ (ดูหัวข้อ 5)

เลิกสัญญากับบริษัทบริหารแล้ว บัญชี OTA เว็บไซต์ และข้อมูลแขกเป็นของใคร+

ขึ้นกับสัญญาและชื่อผู้ถือบัญชีจริง ถ้าไม่เขียนไว้ เจ้าของอาจพบว่าบัญชี OTA โดเมน และระบบจองอยู่ในชื่อผู้บริหาร ควรกำหนดตั้งแต่ต้นว่าบัญชีที่ผูกกับตัวโรงแรมอยู่ในชื่อเจ้าของ และเมื่อเลิกสัญญาต้องส่งมอบสิทธิผู้ดูแล ข้อมูลการจองล่วงหน้า เงินมัดจำ และข้อมูลแขกภายในกี่วัน ส่วนแบรนด์และระบบสมาชิกของเครือมักเป็นของผู้บริหาร (ดูหัวข้อ 6, 7 และ 8)

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา