ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
SUWANVARA LAWFIRM
SUWANVARA LAWFIRM
บริษัท สุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม จำกัด
กฎหมายธุรกิจ

ต้องเรียกคืนสินค้า: เจ้าของแบรนด์ โรงงาน OEM และผู้จำหน่ายแบ่งหน้าที่กันอย่างไร

แผนเรียกคืนสินค้าที่ใช้ได้จริง ตั้งแต่หยุดขาย กักสินค้า แจ้งผู้ซื้อ เก็บหลักฐาน ไปจนถึงใครออกค่าใช้จ่าย พร้อมความรับผิดต่อผู้บริโภคตามกฎหมายไทยและข้อกำหนดแยกตามประเภทสินค้า

สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม— ทีมกฎหมายธุรกิจ28 ตุลาคม 256912 นาที
ต้องเรียกคืนสินค้า: เจ้าของแบรนด์ โรงงาน OEM และผู้จำหน่ายแบ่งหน้าที่กันอย่างไร

สินค้าล็อตหนึ่งถูกลูกค้าร้องเรียน หรือโรงงานแจ้งว่าพบความผิดปกติหลังส่งของไปแล้ว เจ้าของแบรนด์ต้องตัดสินใจภายในไม่กี่ชั่วโมงว่าจะหยุดขายหรือไม่ ใครติดต่อใคร และใครออกค่าใช้จ่าย ปัญหาคือหลายธุรกิจเพิ่งมาเขียนแผนตอนเกิดเหตุ ทั้งที่สัญญา OEM และสัญญาตัวแทนจำหน่ายไม่ได้พูดถึงการเรียกคืนเลย

คู่มือนี้แบ่งหน้าที่ระหว่างเจ้าของแบรนด์ โรงงาน OEM และผู้จำหน่าย โดยเน้นแผนหยุดขาย การติดต่อผู้ซื้อ การเก็บหลักฐาน และการจัดการค่าใช้จ่าย หากท่านยังไม่ได้วางโครงสร้างการจ้างผลิต ดูผลิต OEM กับทำแบรนด์ของตัวเอง ก่อน และถ้าจะเปลี่ยนโรงงาน ดูเปลี่ยนโรงงาน OEM เรื่องสูตร แม่พิมพ์ และสต๊อก ส่วนข้อมูลบนฉลากอยู่ในฉลากสินค้าในไทย

คำตอบหลัก

เมื่อสินค้าอาจไม่ปลอดภัย ให้ทำสี่อย่างตามลำดับ คือ หยุดขายและกักสินค้าที่ยังเหลือในทุกช่องทาง กำหนดขอบเขตว่าล็อตไหนได้รับผลกระทบ แจ้งผู้ซื้อและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วเก็บหลักฐานไว้ก่อนที่ใครจะทิ้งหรือแก้ไข เรื่องใครออกเงินค่อยตกลงทีหลังโดยไม่ต้องให้ผู้บริโภคเสียเวลารอ

หลักกฎหมาย พ.ร.บ. ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 4 นิยามผู้ประกอบการว่ารวมผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขายที่ระบุตัวผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าไม่ได้ และผู้ที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตนกับสินค้า มาตรา 5 ให้ผู้ประกอบการร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าผู้ประกอบการจงใจหรือประมาท ผู้เสียหายยังต้องพิสูจน์ว่าตนเสียหายจริง (มาตรา 6) ในด้านการกำกับดูแล พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 36 ให้คณะกรรมการสั่งทดสอบ หยุดขาย หรือเรียกคืนสินค้าได้ และสินค้าบางประเภทยังมีกฎหมายเฉพาะของตนเอง

มุมมองเชิงปฏิบัติของเรา อย่าเสียเวลาเถียงกันว่าความผิดของใครก่อนลงมือ เจ้าของแบรนด์มักเป็นฝ่ายที่ผู้บริโภคและหน่วยงานเห็นก่อน จึงควรเป็นผู้คุมแผนเรียกคืน แล้วไปไล่เบี้ยกับโรงงานตามสัญญาภายหลัง สัญญาที่ดีต้องเขียนไว้ก่อนผลิตล็อตแรกว่าใครทำอะไรเมื่อเกิดเหตุ

ตัวอย่างสมมติ "แบรนด์ชาสมุนไพรอีสาน" ของผู้ประกอบการรายหนึ่งในมหาสารคาม จ้างโรงงาน OEM ในขอนแก่นผลิตชาสมุนไพรชงพร้อมดื่ม ขายผ่านผู้จำหน่าย 3 ราย และผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ล็อต L2410A มีผู้ซื้อ 2 รายแจ้งว่าพบสิ่งแปลกปลอมในซอง เราจะเรียกว่า "แบรนด์" "โรงงาน" และ "ผู้จำหน่าย" ตลอดคู่มือ

1. ใครต้องรับผิดต่อผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย

ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครผลิต เพียงเห็นชื่อแบรนด์ก็ฟ้องแบรนด์ได้ และเมื่อผู้ประกอบการหลายรายรับผิดร่วมกัน ผู้เสียหายเรียกเต็มจำนวนจากรายใดก็ได้

บทบาทเข้าข่ายผู้ประกอบการหรือไม่หมายเหตุ
โรงงานผู้ผลิตใช่ (ผู้ผลิต)รับผิดแม้ไม่ได้ขายตรงให้ผู้บริโภค
แบรนด์ที่ว่าจ้างผลิตใช่ (ผู้ว่าจ้างให้ผลิต และผู้ใช้ชื่อหรือเครื่องหมาย)มักเป็นรายแรกที่ถูกเรียกร้อง
ผู้นำเข้าใช่รับผิดเสมือนผู้ผลิต
ผู้จำหน่ายหรือร้านค้าใช่ในบางกรณีเมื่อระบุตัวผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้าไม่ได้ จึงควรเก็บเอกสารแหล่งที่มาของสินค้า

นอกจากกฎหมายฉบับนี้ ผู้ขายยังมีความรับผิดต่อความชำรุดบกพร่องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 ต่อผู้ซื้อของตนด้วย ผลคือต้องแยกให้ออกว่าใครเรียกร้องอะไร ผู้บริโภคที่ได้รับอันตราย ผู้จำหน่ายที่ซื้อสินค้าไปขายต่อ หรือหน่วยงานที่สั่งตามกฎหมาย

2. หน่วยงานมีอำนาจอะไร และข้อกำหนดแยกตามประเภทสินค้า

ก่อนเขียนแผน ต้องรู้ก่อนว่าสินค้าของท่านอยู่ภายใต้กฎหมายใด ตารางนี้เป็นภาพรวม ท่านต้องตรวจประกาศและเงื่อนไขในใบอนุญาตหรือเลขทะเบียนของสินค้านั้นอีกครั้ง

ประเภทสินค้ากฎหมายและหน่วยงานหลักสิ่งที่ควรตรวจ
อาหารพ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 โดย อย.ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องมีสถานที่และเลขสารบบอาหารถูกต้อง ตรวจว่าเงื่อนไขของท่านต้องแจ้ง อย. เมื่อพบสินค้าไม่ปลอดภัยหรือไม่ และเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งตามกฎหมาย
เครื่องสำอางพ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 โดย อย.ผู้จดแจ้งเป็นผู้รับผิดชอบสินค้าที่จดแจ้ง ตรวจหน้าที่ของผู้จดแจ้งเมื่อพบผลข้างเคียงหรือสินค้าไม่เป็นไปตามที่จดแจ้ง ดูผู้จดแจ้งเครื่องสำอาง
ยาและผลิตภัณฑ์ที่อ้างสรรพคุณเป็นยาพ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 โดย อย.ผู้รับอนุญาตผลิตหรือนำเข้ามีหน้าที่ตามเงื่อนไขของใบอนุญาตและทะเบียนตำรับ อาหารเสริมโดยทั่วไปอยู่ในระบบอาหาร แต่ถ้าโฆษณาว่ารักษาโรคอาจเข้าข่ายยา
เครื่องมือแพทย์พ.ร.บ. เครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 โดย อย.ผู้รับอนุญาตมีหน้าที่ตามกฎหมายและประกาศ รวมทั้งเรื่องรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และการเรียกคืน ควรเก็บบันทึกการจำหน่ายตามหมายเลขรุ่นหรือล็อตเพื่อให้ตามได้
สินค้าอุตสาหกรรมที่มี มอก. บังคับพ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 โดย สมอ.ผลิต นำเข้า หรือขายสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานบังคับอาจมีความผิดและถูกตรวจสอบ ดูมาตรฐาน มอก. บังคับและความรับผิด
สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปพ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โดย สคบ.มาตรา 36 ให้คณะกรรมการสั่งทดสอบ หยุดขาย หรือเรียกคืนได้ ตรวจฉลากและคำเตือนด้วย

กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ใช้ถ้อยคำและกำหนดเวลาเหมือนกัน ท่านจึงไม่ควรยึดตัวเลขจากบทความทั่วไป ให้สอบถามหน่วยงานหรือที่ปรึกษาด้านการขึ้นทะเบียนของสินค้านั้น ดูภาพรวมได้ที่ อย. อาหารเสริม และเครื่องมือแพทย์

3. จะเรียกคืนแค่ไหน: กำหนดขอบเขตด้วยล็อตและเลขที่ผลิต

เรียกคืนกว้างเกินไปเสียต้นทุน แคบเกินไปเสียความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ ให้ตอบคำถามเหล่านี้จากบันทึกการผลิต ไม่ใช่จากความรู้สึก

  • สินค้าที่ผิดปกติมีเลขล็อตหรือวันที่ผลิตเดียวกันหรือไม่ และมีวัตถุดิบหรือสายการผลิตร่วมกับล็อตอื่นหรือไม่
  • ล็อตที่ผลิตก่อนและหลังล็อตนั้นใช้วัตถุดิบ เครื่องจักร หรือกะเดียวกันหรือไม่
  • ความเสี่ยงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือเป็นเพียงข้อบกพร่องด้านคุณภาพหรือฉลาก
  • สินค้าอยู่ที่ไหนบ้าง ในคลังโรงงาน คลังแบรนด์ ผู้จำหน่าย ร้านค้า แพลตฟอร์ม หรือมือผู้บริโภค

ตัวอย่างสมมติ แบรนด์ชาสมุนไพรอีสานตรวจพบว่าล็อต L2410A ใช้วัตถุดิบถุงเดียวกับล็อต L2410B จึงขยายขอบเขตเป็นสองล็อต แทนที่จะรอผลตรวจเพิ่ม

4. หยุดขาย กักสินค้า และแจ้งผู้เกี่ยวข้อง

ลำดับในวันแรกควรเป็นแบบนี้

  1. สั่งหยุดขายล็อตที่เกี่ยวข้องทุกช่องทาง รวมถึงถอนรายการจากแพลตฟอร์มและแจ้งผู้ขายออนไลน์
  2. กักสินค้าในคลังของโรงงาน แบรนด์ และผู้จำหน่าย แยกพื้นที่ ติดป้ายห้ามใช้ ห้ามทิ้งหรือส่งคืนโรงงานก่อนบันทึกหลักฐาน
  3. แจ้งหน่วยงานตามที่กฎหมายหรือเงื่อนไขใบอนุญาตของสินค้านั้นกำหนด โดยตรวจกำหนดเวลาจากประกาศฉบับปัจจุบัน
  4. ประกาศถึงผู้ซื้อด้วยข้อความที่ตรงไปตรงมา ระบุสินค้า ล็อต วิธีสังเกต ความเสี่ยง และสิ่งที่ผู้ซื้อต้องทำ
  5. เปิดช่องรับเรื่องเดียว เช่น เบอร์โทรและอีเมลเฉพาะ เพื่อไม่ให้ข้อมูลกระจัดกระจาย

ตัวอย่างหนังสือแจ้งหยุดขายที่แบรนด์ส่งถึงผู้จำหน่ายและร้านค้า ปรับใช้ได้ตามสินค้าจริง

เรื่อง แจ้งหยุดขายและเรียกคืนสินค้า ล็อต L2410A และ L2410B
เรียน ผู้จำหน่าย/ร้านค้า [ชื่อ]

[ชื่อแบรนด์] ขอแจ้งให้ท่านหยุดขายสินค้า [ชื่อสินค้า] ขนาด [ขนาด]
ล็อต L2410A และ L2410B (วันที่ผลิต [วันที่]) ทันทีที่ได้รับหนังสือนี้
เพราะพบสิ่งแปลกปลอมในผลิตภัณฑ์บางหน่วยและกำลังตรวจสอบสาเหตุ

สิ่งที่ขอให้ท่านดำเนินการ
1. หยุดขาย ถอนจากชั้นวางและรายการออนไลน์ และแยกสินค้าที่เหลือไว้ ห้ามทิ้ง
2. นับจำนวนคงเหลือและจำนวนที่ขายแล้วของแต่ละล็อต ส่งให้เราภายใน [กำหนดเวลา]
3. ส่งรายการผู้ซื้อที่ท่านติดต่อได้ [เฉพาะช่องทางติดต่อและล็อตที่ซื้อ]
4. หากมีผู้ซื้อร้องเรียน บันทึกวันที่ รายละเอียด และเก็บภาพถ่ายไว้
5. ไม่ให้ข่าวต่อสื่อหรือโซเชียลในนามแบรนด์ก่อนได้รับแจ้ง

เราจะรับสินค้าคืนและเยียวยาตามสัญญาจำหน่าย ติดต่อ [ชื่อ] โทร [เบอร์] อีเมล [อีเมล]
ข้อมูลที่ท่านส่งให้ เราใช้เพื่อการเรียกคืนครั้งนี้เท่านั้น

[ชื่อแบรนด์] วันที่ [วันที่]

5. ติดต่อผู้ซื้อ ประกาศสาธารณะ และเก็บสินค้าคืน

  • ผู้ซื้อที่ระบุตัวได้ ผู้จำหน่าย ลูกค้าองค์กร และผู้ซื้อออนไลน์ที่มีบัญชีหรือเบอร์ติดต่อ ให้ติดต่อโดยตรงด้วยข้อความที่ตรวจแล้ว
  • ผู้ซื้อที่ระบุตัวไม่ได้ ซื้อจากหน้าร้านโดยไม่ทิ้งข้อมูล ใช้ประกาศหน้าร้านค้า เพจแบรนด์ แพลตฟอร์ม และสื่อที่เหมาะสม
  • แพลตฟอร์ม แจ้งผู้ดูแลแพลตฟอร์มเพื่อถอนรายการและขอข้อมูลผู้ซื้อตามช่องทางที่แพลตฟอร์มมี
  • เก็บคืนและจัดการซาก บันทึกจำนวนที่รับคืน แยกตามล็อต ตัดสินใจว่าจะทำลายหรือแก้ไขใหม่ และให้ทำลายภายใต้การบันทึกและหลักฐาน หลีกเลี่ยงการนำสินค้ากลับเข้าขายก่อนมั่นใจว่าปลอดภัย

อย่าประกาศว่า "สินค้าปลอดภัยแน่นอน" หรือโยนความผิดให้ผู้บริโภค ใช้ข้อเท็จจริงที่รู้ ณ วันนั้น และอัปเดตเมื่อมีผลตรวจ

6. เก็บหลักฐานก่อนจะหายไป

หลักฐานชุดเดียวกันใช้ได้ทั้งตอนคุยกับหน่วยงาน ตอนไล่เบี้ยกับโรงงาน และตอนเคลมประกัน

  • ตัวอย่างเก็บ (retained samples) ของแต่ละล็อต
  • บันทึกการผลิต (batch records) วัตถุดิบ ผู้ส่งมอบ และผลตรวจระหว่างผลิต
  • รายงานผลทดสอบทั้งของโรงงานและห้องปฏิบัติการภายนอก
  • บันทึกข้อร้องเรียน พร้อมภาพถ่ายและหมายเลขล็อตที่ผู้ซื้อแจ้ง
  • ใบส่งของ รายงานการจำหน่าย และรายชื่อผู้รับสินค้าแต่ละล็อต
  • ห่วงโซ่การครอบครอง (chain of custody) ของตัวอย่างที่ส่งตรวจ ใครส่ง ใครรับ เมื่อใด
  • บันทึกการตัดสินใจ การแจ้งหน่วยงาน และข้อความที่ส่งถึงผู้ซื้อ

อย่าให้โรงงานแก้ไขเอกสารย้อนหลัง และอย่าทำลายสินค้าก่อนเก็บตัวอย่าง ถ้ามีเรื่องจะเป็นคดี ควรปรึกษาทนายก่อนเปิดเผยเอกสาร

7. ใครออกค่าใช้จ่าย: เรื่องที่ต้องเขียนไว้ในสัญญา OEM

ข้อตกลงที่ควรมีตั้งแต่ก่อนผลิต

หัวข้อสิ่งที่ควรกำหนด
การรับประกันคุณภาพโรงงานรับรองว่าสินค้าเป็นไปตามสเปก สูตร และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ความรับผิดของผู้ขายต่อความชำรุดบกพร่องมีพื้นฐานใน ป.พ.พ. มาตรา 472
ค่าเรียกคืนครอบคลุมค่าขนส่งเก็บคืน ค่าทำลาย ค่าทดแทนสินค้า ค่าประกาศ และค่าตรวจ แบ่งเป็นกรณีสาเหตุมาจากโรงงานหรือแบรนด์
การไล่เบี้ยและสินไหมความเสียหายที่แบรนด์จ่ายแก่ผู้บริโภค เรียกจากโรงงานได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 เมื่อพิสูจน์สาเหตุได้
ประกันโรงงานมีประกันความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ และแบรนด์เป็นผู้เอาประกันร่วมหรือไม่
การหาสาเหตุใครเก็บตัวอย่าง ห้องปฏิบัติการใด ใครชี้ขาดถ้าผลตรวจต่างกัน
สิทธิเข้าตรวจแบรนด์เข้าตรวจโรงงานและเอกสารผลิตได้เมื่อเกิดเหตุ

ระหว่างยังไม่ทราบสาเหตุ ควรตกลงว่าฝ่ายใดออกเงินไปก่อน และสงวนสิทธิ์ไล่เบี้ยเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่หยุดเรียกคืนเพราะยังตกลงเรื่องเงินไม่ได้ ผลต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงเพิ่ม

8. ผู้จำหน่ายต้องร่วมมืออย่างไร และรายชื่อลูกค้ากับ PDPA

สัญญาจำหน่ายควรกำหนดให้ผู้จำหน่ายหยุดขายเมื่อได้รับแจ้ง รายงานสต๊อกและยอดขายตามล็อต เก็บบันทึกว่าขายให้ใคร เปิดทางให้แบรนด์ติดต่อผู้ซื้อ และเก็บสินค้าคืนตามที่แบรนด์กำหนด

เรื่องรายชื่อลูกค้า ผู้จำหน่ายเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าตน การส่งให้แบรนด์ต้องมีฐานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และควรทำอย่างพอดี คือส่งเฉพาะช่องทางติดต่อและล็อตที่ซื้อ ระบุวัตถุประสงค์เพื่อการเรียกคืน ไม่นำไปทำการตลาด และลบเมื่อเสร็จ ดูเรื่องข้อตกลงนี้ในบริการPDPA ถ้าผู้จำหน่ายไม่ยอมส่ง แบรนด์อาจให้ผู้จำหน่ายเป็นผู้ติดต่อเองตามข้อความที่แบรนด์เตรียม ซึ่งไม่ต้องส่งข้อมูลออกไปเลย ดูสินค้าฝากขายหายและค้างชำระ สำหรับสถานการณ์สต๊อกที่อยู่ในมือผู้จำหน่าย

9. ต้นทุนวัตถุดิบ บริการหลังขาย และการป้องกันครั้งต่อไป

หลังเหตุการณ์ ควรทบทวนจุดที่พลาด และดูว่าสัญญาผลิตมีกลไกปรับราคาเมื่อต้นทุนเปลี่ยนหรือไม่ เพราะแรงกดดันด้านต้นทุนเป็นที่มาของการลดคุณภาพ ดูต้นทุนวัตถุดิบขึ้นกับการปรับราคาในสัญญา และตรวจระบบรับเรื่องและรับประกันในบริการหลังการขายและการรับประกัน

10. เช็กลิสต์แผนเรียกคืนสินค้า

ก่อนเกิดเหตุ

  • สัญญา OEM ระบุการรับประกันคุณภาพ ค่าเรียกคืน การหาสาเหตุ และประกัน
  • สัญญาจำหน่ายระบุหน้าที่หยุดขาย รายงานสต๊อก และส่งข้อมูลผู้ซื้อ
  • ทุกล็อตมีเลขล็อต วันที่ผลิต และรายการผู้รับสินค้าที่ตามได้
  • มีตัวอย่างเก็บของแต่ละล็อตและบันทึกการผลิต
  • รู้ว่าสินค้าอยู่ภายใต้กฎหมายและหน่วยงานใด

เมื่อเกิดเหตุ

  • กำหนดขอบเขตด้วยล็อตและวัตถุดิบ
  • สั่งหยุดขายทุกช่องทางและกักสินค้าเหลือ
  • แจ้งหน่วยงานตามที่กฎหมายของสินค้านั้นกำหนด
  • ส่งหนังสือแจ้งผู้จำหน่ายและประกาศถึงผู้ซื้อ
  • เปิดช่องรับเรื่องเดียวและบันทึกทุกเรื่อง

หลักฐานและค่าใช้จ่าย

  • เก็บตัวอย่าง บันทึกการผลิต ผลตรวจ และห่วงโซ่การครอบครอง
  • บันทึกทุกค่าใช้จ่ายและสงวนสิทธิ์ไล่เบี้ยเป็นหนังสือ
  • ทำลายหรือแก้ไขสินค้าที่เก็บคืนภายใต้การบันทึก
  • ทบทวนสาเหตุและแก้สัญญากับโรงงานและผู้จำหน่าย

อ่านเพิ่มเติม

การเรียกคืนสินค้าที่ดีเริ่มก่อนเกิดเหตุ คือรู้ว่าสินค้าไปที่ใด ใครทำอะไร และใครจ่ายส่วนใดเมื่อเกิดปัญหา

เราช่วยตรวจและร่างสัญญา OEM สัญญาจำหน่าย และแผนเรียกคืนให้ตรงกับสินค้าของท่าน รวมถึงตรวจว่าสินค้าต้องขึ้นทะเบียนหรือแจ้งหน่วยงานใด ปรึกษาเบื้องต้น โทร 092-254-2045 หรือ ส่งรายละเอียดให้เรา ดูเพิ่มเติมที่ การขึ้นทะเบียน อย. และ จัดทำสัญญาและเอกสารธุรกิจ


คู่มือนี้เผยแพร่โดย สำนักงานกฎหมายสุวรรณวรา ลอว์เฟิร์ม — สำนักงานกฎหมายในจังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งเมื่อปี 1986 เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าสินค้าผลิตโดยโรงงาน OEM เจ้าของแบรนด์ยังต้องรับผิดต่อผู้บริโภคหรือไม่+

โดยหลักต้องรับผิด พ.ร.บ. ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มาตรา 4 นิยามผู้ประกอบการให้รวมผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตนกับสินค้า มาตรา 5 ให้ผู้ประกอบการร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหายโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าจงใจหรือประมาท การโยนให้โรงงานจึงใช้ยันผู้บริโภคไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ไล่เบี้ยกันภายหลังตามสัญญา

ใครมีอำนาจสั่งให้หยุดขายหรือเรียกคืนสินค้า+

ขึ้นกับประเภทสินค้า สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 36 ให้คณะกรรมการว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคสั่งทดสอบ หยุดขาย หรือเรียกคืนได้ ส่วนอาหาร เครื่องสำอาง ยา เครื่องมือแพทย์ และสินค้ามาตรฐานบังคับ มีกฎหมายเฉพาะและหน่วยงานเฉพาะ ซึ่งมีเงื่อนไขของตนเอง ควรตรวจประกาศฉบับปัจจุบันก่อนตัดสินใจ

ต้องรอให้หน่วยงานสั่งก่อนจึงจะเรียกคืนได้หรือไม่+

ไม่ต้องรอ เจ้าของแบรนด์หยุดขายและเรียกคืนเองได้ทันทีที่พบสัญญาณว่าล็อตใดอาจไม่ปลอดภัย และการลงมือเร็วช่วยลดความเสียหายต่อผู้บริโภค สำหรับสินค้าบางประเภทอาจมีหน้าที่แจ้งหน่วยงานด้วย จึงต้องตรวจเงื่อนไขของใบอนุญาตหรือการขึ้นทะเบียนของสินค้านั้น คู่มือนี้ไม่ได้ระบุกำหนดเวลาแจ้งเฉพาะเจาะจง เพราะแต่ละประเภทต่างกันและมีการปรับปรุงประกาศอยู่เสมอ

ค่าเรียกคืนสินค้า โรงงาน OEM ต้องรับผิดชอบหรือไม่+

ขึ้นกับสัญญาผลิตและผลการหาสาเหตุ หากสาเหตุมาจากโรงงานเอง เช่น ผลิตผิดสูตรหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ตกลง เจ้าของแบรนด์ฟ้องเรียกค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 ได้ แต่ถ้าสาเหตุมาจากสูตรหรือสเปกที่แบรนด์กำหนดเอง โรงงานอาจไม่ต้องรับ ควรเขียนในสัญญาตั้งแต่ต้นว่าใครออกค่าใช้จ่ายส่วนใด ใครเป็นผู้ชี้ขาดสาเหตุ และมีประกันความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์หรือไม่

ผู้จำหน่ายต้องส่งรายชื่อลูกค้าให้แบรนด์เพื่อติดต่อเรียกคืนหรือไม่ ผิด PDPA หรือเปล่า+

หากสัญญาจำหน่ายกำหนดหน้าที่ร่วมมือไว้ และการติดต่อเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้สินค้า ก็ส่งได้ในขอบเขตที่จำเป็น โดยต้องพิจารณาฐานการประมวลผลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ส่งเฉพาะข้อมูลที่ใช้ติดต่อและล็อตที่ซื้อ ไม่ส่งข้อมูลเกินจำเป็น และกำหนดให้แบรนด์ใช้เพื่อเรียกคืนเท่านั้น ถ้ายังไม่มีข้อตกลงไว้ ควรทำก่อนเกิดเหตุ

Lawyer-client handshake symbolizing trust at Suwanvara Law Firm

พร้อมรับฟังเรื่องของคุณ

ปรึกษาเบื้องต้นกับทนายความผู้เชี่ยวชาญของเรา